ปวดเข่าจากกระดูกบวมน้ำ อาการปวดเรื้อรังที่รักษาได้

หลายคนที่มีอาการปวดเข่ามักจะคิดว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมหรือเอ็นฉีก แต่จริง ๆ แล้วมีอีกสาเหตุหนึ่งที่เจอบ่อย คือ กระดูกบวมน้ำ (Bone Marrow Edema) ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดมาก และปวดนานหลายเดือนกว่าจะหาย อาการนี้หากไม่ได้รับการตรวจและดูแลที่ถูกต้อง อาจทำให้คุณภาพชีวิตลดลง เดินลำบาก และอาจพัฒนาไปสู่โรคข้อเสื่อมได้เร็วขึ้น

คุณสุรีย์ อายุ 55 ปี เล่าว่าเริ่มปวดเข่าโดยไม่ทราบสาเหตุ ตรวจเอกซเรย์ธรรมดาไม่พบความผิดปกติ แต่ยังปวดมากจนเดินไม่ไหว สุดท้ายต้องทำ เอ็มอาร์ไอ (เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) จึงพบว่าเป็น “กระดูกบวมน้ำ” ทำให้เข้าใจสาเหตุและได้แนวทางการรักษาที่เหมาะสม


กระดูกบวมน้ำคืออะไร

กระดูกของเรามีโพรงอยู่ด้านในที่เต็มไปด้วยไขกระดูก หากเกิดการอักเสบหรือบาดเจ็บ เลือดและของเหลวจะคั่งอยู่ในโพรงกระดูก คล้ายฟองน้ำที่อุ้มน้ำไว้ ทำให้เกิดภาวะ “กระดูกบวมน้ำ”

เมื่อมีแรงกดหรือเดินลงน้ำหนัก จะยิ่งทำให้ปวด เพราะแรงกระแทกไปกดบริเวณที่มีการคั่งของน้ำอยู่ในโพรงกระดูกนั่นเอง


อาการที่พบบ่อย

  • ปวดเข่าลึก ๆ เหมือนปวดมาจากในกระดูก ไม่ใช่แค่ผิวข้อ

  • ปวดนานต่อเนื่องหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

  • อาการมักไม่ดีขึ้นแม้พักหรือตรวจเอกซเรย์ธรรมดาไม่เจอปัญหา

  • อาจมีอาการบวมร่วมด้วย โดยเฉพาะเวลายืน เดิน หรือขึ้นลงบันได


สาเหตุของกระดูกบวมน้ำ

  • การบาดเจ็บ เช่น หกล้ม ข้อเข่ากระแทก

  • ภาวะกระดูกพรุนหรือข้อเสื่อม ทำให้โครงสร้างกระดูกเปราะบาง

  • การใช้งานเข่าหนักเกินไป เช่น วิ่งระยะไกล ยกของหนัก

  • โรคข้ออักเสบต่าง ๆ

  • ภาวะเลือดไปเลี้ยงกระดูกไม่เพียงพอ


การตรวจวินิจฉัย

การตรวจร่างกายทั่วไปหรือเอกซเรย์ธรรมดามักไม่พบความผิดปกติ วิธีที่แม่นยำที่สุดคือ เอ็มอาร์ไอ (เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) ซึ่งสามารถเห็นการคั่งของน้ำในโพรงกระดูกได้ชัดเจน และช่วยแยกโรคอื่น ๆ ที่อาจทำให้ปวดเข่า


แนวทางการรักษา

การรักษากระดูกบวมน้ำมักใช้วิธีไม่ผ่าตัดเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นให้กระดูกฟื้นตัวและลดอาการปวด

  1. พักการใช้งาน ลดกิจกรรมที่ลงน้ำหนักเข่ามาก เช่น การวิ่ง การขึ้นลงบันได

  2. ใช้อุปกรณ์ช่วยพยุง เช่น ไม้เท้า สนับเข่า เพื่อกระจายน้ำหนัก

  3. ยาแก้ปวดและยาลดอักเสบ ช่วยควบคุมอาการปวด ทำให้ใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกขึ้น

  4. กายภาพบำบัด เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่า ลดแรงกดที่ข้อเข่า

  5. การฉีดยาเข้าข้อเข่าหรือรอบ ๆ กระดูก เพื่อลดการอักเสบและกระตุ้นการฟื้นฟู

  6. ติดตามผลด้วยเอ็มอาร์ไอ ในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้น เพื่อประเมินว่ากระดูกฟื้นตัวแล้วหรือยัง


เมื่อใดที่ควรพิจารณาผ่าตัด

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะดีขึ้นด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด แต่ในบางกรณี เช่น กระดูกบวมน้ำรุนแรงจากข้อเสื่อมมาก หรือมีภาวะกระดูกตายร่วมด้วย อาจต้องพิจารณาการผ่าตัด เช่น เจาะระบายน้ำในโพรงกระดูก หรือผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า


พยากรณ์โรค

อาการปวดจากกระดูกบวมน้ำอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะหาย แต่ส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวได้หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การติดตามอาการและทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญมาก เพราะช่วยลดโอกาสเกิดโรคข้อเสื่อมในอนาคต


วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น

  • หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินนาน ๆ

  • ใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเมื่อปวดมาก

  • ประคบเย็นเวลาปวดบวม

  • ควบคุมน้ำหนักตัว ลดแรงกดที่ข้อเข่า

  • ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อรอบเข่า เช่น ปั่นจักรยานเบา ๆ หรือว่ายน้ำ


สรุป

กระดูกบวมน้ำเป็นสาเหตุสำคัญของอาการปวดเข่า โดยเฉพาะเมื่อปวดนานหลายเดือนและเอกซเรย์ธรรมดาไม่พบปัญหา การตรวจด้วยเอ็มอาร์ไอจะช่วยวินิจฉัยได้ชัดเจน และการรักษาส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด เพียงปรับพฤติกรรม ใช้ยา กายภาพบำบัด และติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดเข่า #กระดูกบวมน้ำ #เอ็มอาร์ไอ #กายภาพบำบัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ