1. ข้อเข่าเสื่อม รู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาต้องรักษา

หลายคนเมื่ออายุมากขึ้น เริ่มมีอาการปวดเข่า เวลาเดินขึ้นลงบันไดจะรู้สึกเจ็บ บางครั้งได้ยินเสียงดัง “กร๊อบแกร๊บ” ในข้อเข่า จนสงสัยว่าตัวเองเป็นข้อเข่าเสื่อมหรือยัง และที่สำคัญคือ “จะรู้ได้อย่างไรว่า ถึงเวลาต้องรักษาแล้ว”

กรณีตัวอย่าง

คุณลำดวน อายุ 60 ปี เป็นแม่บ้านที่ชอบทำกับข้าวและเดินตลาดทุกเช้า ช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีอาการปวดเข่า เดินไกลไม่ได้ ต้องหยุดพักเป็นระยะ ๆ บางครั้งรู้สึกเหมือนเข่าบวมตึง พอไปเดินห้างหรือขึ้นบันไดก็ยิ่งเจ็บมากขึ้น จนทำให้ใช้ชีวิตประจำวันลำบาก

ข้อเข่าเสื่อมคืออะไร

ข้อเข่าเปรียบเหมือนบานพับที่มีกระดูกอ่อนปกคลุมและมีน้ำหล่อเลี้ยงข้างใน ทำให้เคลื่อนไหวได้ลื่น หากกระดูกอ่อนสึกหรอ น้ำหล่อเลี้ยงลดลง หรือโครงสร้างเข่าเสียสมดุล จะเกิดการเสียดสีเหมือนบานพับที่ไม่มีน้ำมันหล่อลื่น ทำให้เกิด “ข้อเข่าเสื่อม”

สาเหตุและการเกิดโรค

  • อายุที่มากขึ้น กระดูกอ่อนสึกตามธรรมชาติ

  • น้ำหนักตัวมาก ทำให้เข่ารับน้ำหนักเกิน

  • ใช้งานเข่าหนัก เช่น ยกของหนัก นั่งยอง ๆ หรือนั่งพับเพียบเป็นเวลานาน

  • อุบัติเหตุหรือบาดเจ็บที่เข่าในอดีต

  • พันธุกรรม มีคนในครอบครัวเป็นข้อเข่าเสื่อม

อาการของข้อเข่าเสื่อม

  • ปวดเข่าเวลาเดิน นั่งพับเพียบ หรือลุกขึ้นยืน

  • ข้อเข่ามีเสียงดังกรอบแกรบเวลาเคลื่อนไหว

  • เข่าบวมตึง รู้สึกเหมือนมีน้ำในข้อ

  • ขาโก่ง เดินผิดรูป

  • หากรุนแรงมาก อาจเดินไม่ไหวหรือเข่าติด

สัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์

  • ปวดมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

  • เข่าบวมแดง ร้อน ร่วมกับไข้ อาจมีการติดเชื้อ

  • เดินลำบาก ขาอ่อนแรง

  • ไม่สามารถเหยียดหรือพับเข่าได้เหมือนเดิม

การตรวจวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกาย เช่น กดรอบข้อเข่า ดูการเคลื่อนไหว จากนั้นอาจตรวจเพิ่มเติม ได้แก่

  • เอกซเรย์ เพื่อดูความสึกหรอของข้อเข่า

  • อัลตราซาวด์ ใช้ดูการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อและของเหลวในข้อ

  • เอ็มอาร์ไอ (เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) เพื่อดูรายละเอียดของกระดูกอ่อนและเส้นเอ็นรอบเข่า

การรักษาแบบไม่ผ่าตัด

ปรับพฤติกรรม เลี่ยงการนั่งพับเพียบ นั่งยอง ๆ หรือยกของหนัก

ควบคุมน้ำหนัก ลดแรงกดบนข้อเข่า

ใช้ยา เช่น ยาแก้ปวด ลดอักเสบ หรือยาทาเฉพาะที่

กายภาพบำบัด เช่น ฝึกกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพกให้แข็งแรง เพื่อช่วยพยุงข้อเข่า

การฉีดยาลดอักเสบด้วยอัลตราซาวด์ ระบุตำแหน่งที่อักเสบ ช่วยลดปวดและบวม

การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic acid) เพิ่มความลื่นของข้อ ทำให้เดินได้คล่องขึ้น

เมื่อไหร่ควรพิจารณาผ่าตัด

  • ปวดมากจนใช้ชีวิตไม่ได้

  • ข้อเข่าโก่งหรือผิดรูปมาก

  • รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น ในกรณีเหล่านี้ อาจต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พยากรณ์โรค

หากรักษาและดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง อาการสามารถดีขึ้นและใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ แต่ข้อเข่าเสื่อมไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้ 100% จึงควรดูแลต่อเนื่องเพื่อชะลอการเสื่อมและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนที่ควรระวัง

  • ข้อเข่าติดแข็ง เคลื่อนไหวลำบาก

  • กล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรง

  • เดินผิดรูป ทำให้กระดูกสะโพกและหลังได้รับผลกระทบตามมา

การดูแลตัวเองเบื้องต้น

  • ควบคุมน้ำหนัก

  • เลือกการออกกำลังกายที่ไม่กระแทกเข่า เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน

  • ใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเมื่อเข่าเจ็บ

  • ยืดกล้ามเนื้อต้นขาและน่องสม่ำเสมอ

  • เลือกรองเท้าที่พื้นนุ่มและพอดี

สรุป

ข้อเข่าเสื่อมเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่สามารถควบคุมอาการได้ หากสังเกตสัญญาณเตือนและเข้ารับการรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และลดโอกาสที่จะต้องผ่าตัดในอนาคต

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ปวดเข่า #กายภาพบำบัด #ฉีดยาลดอักเสบ #เปลี่ยนข้อเข่าเทียม