
ตรวจเช็ค 5 อาการสำคัญก่อน เป็นโรคกระดูกพรุน
“หมอคะ ทำไมเดี๋ยวนี้ยกของเบา ๆ ก็เจ็บหลังง่าย เดินขึ้นบันไดก็ปวดต้นขา รู้สึกตัวเองเปราะบางกว่าที่เคย”
นี่คือคำบ่นของคุณลุงสมชาย อายุ 62 ปี ที่เดินเข้ามาปรึกษาเพราะกังวลว่าอาจจะเป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน แต่ผู้ชายก็เป็นได้เช่นกัน
หมออยากเล่าให้ฟังว่า “โรคกระดูกพรุน” เป็นโรคที่เงียบ ไม่ค่อยมีอาการในช่วงแรก แต่จะเริ่มแสดงอาการเมื่อกระดูกบางและเปราะจนเสี่ยงต่อการหักง่าย ดังนั้น การรู้จักสัญญาณเตือนจึงสำคัญมาก เพื่อให้เราป้องกันและรักษาได้ทันเวลา
โรคกระดูกพรุนคืออะไร?
โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่ความหนาแน่นของกระดูกลดลง เนื้อกระดูกบาง เปราะ และหักง่าย แม้เพียงแรงกระแทกเล็กน้อย หรือบางครั้งหักเองโดยไม่ได้ล้ม กระดูกที่หักบ่อย ได้แก่ ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง
สาเหตุสำคัญคือร่างกายสูญเสียแคลเซียมหรือสร้างกระดูกใหม่น้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้สมดุลระหว่างการสร้างและการสลายกระดูกเสียไป
5 อาการสำคัญที่ควรตรวจเช็ค
ปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะช่วงเอวหรือกลางหลัง มักเกิดจากกระดูกสันหลังยุบหรือหักเล็ก ๆ
หลังโก่ง ไหล่งุ้ม หรือความสูงลดลงเกิน 3 เซนติเมตร เพราะกระดูกสันหลังค่อย ๆ ทรุดตัวลง
กระดูกหักง่าย แม้เพียงหกล้มเบา ๆ หรือสะดุดล้ม
อ่อนแรงหรือปวดสะโพก เวลาลุก นั่ง หรือเดินขึ้นบันได
รู้สึกตัวเตี้ยลง หรือเสื้อผ้าที่เคยใส่พอดีเริ่มหลวมช่วงไหล่และหลัง
ถ้ามีอาการเหล่านี้หลายข้อพร้อมกัน ควรสงสัยว่ากระดูกอาจไม่แข็งแรงแล้ว
ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้
อายุเกิน 50 ปี
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
คนในครอบครัวเคยเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหักง่าย
ดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ
รับประทานแคลเซียมหรือวิตามินดีไม่เพียงพอ
ไม่ออกกำลังกายหรือออกแรงน้อย
การตรวจวินิจฉัย
หมอจะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย เช่น ดูหลังโก่ง วัดความสูง แล้วอาจแนะนำตรวจเพิ่มเติม ได้แก่
การตรวจความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density: BMD) ด้วยเครื่อง DEXA scan เป็นวิธีมาตรฐานในการบอกว่ากระดูกพรุนหรือไม่
เอกซเรย์กระดูกสันหลัง หากสงสัยว่ามีการยุบหรือหัก
ตรวจเลือดหรือปัสสาวะ เพื่อดูการทำงานของไต ระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส และฮอร์โมนที่เกี่ยวข้อง
แนวทางการรักษา
การปรับพฤติกรรม
กินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม เต้าหู้ ถั่ว งาดำ ปลาเล็กกินทั้งกระดูก
รับแสงแดดอ่อน ๆ ตอนเช้าเพื่อกระตุ้นการสร้างวิตามินดี
ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก เช่น เดินเร็ว รำไทเก๊ก หรือยกน้ำหนักเบา ๆ
การใช้ยา
ยาเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก ตามดุลยพินิจของแพทย์
แคลเซียมและวิตามินดีเสริม หากได้รับไม่เพียงพอจากอาหาร
การรักษาอื่น ๆ
การฉีดยาเฉพาะกลุ่มเพื่อชะลอการสลายกระดูก
การผ่าตัดในรายที่มีกระดูกหักรุนแรง เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก
พยากรณ์โรค
โรคกระดูกพรุนไม่สามารถทำให้ “กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม 100%” ได้ แต่สามารถควบคุมไม่ให้แย่ลง และลดความเสี่ยงกระดูกหักได้ หากตรวจพบเร็วและรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เกือบปกติ
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
กระดูกหักง่าย โดยเฉพาะสะโพก กระดูกสันหลัง และข้อมือ
หลังโก่งเรื้อรัง ทำให้ปอดขยายได้น้อย หายใจลำบาก
สูญเสียการเคลื่อนไหว ต้องนอนติดเตียง ซึ่งเสี่ยงต่อแผลกดทับและติดเชื้อ
สรุป
โรคกระดูกพรุนไม่ใช่โรคที่เห็นชัดในระยะแรก แต่หากสังเกตสัญญาณเตือน เช่น ปวดหลังเรื้อรัง หลังโก่ง ความสูงลดลง หรือกระดูกหักง่าย ควรรีบตรวจ เพื่อรับการรักษาและป้องกันก่อนสายเกินไป
ดูแลกระดูกวันนี้ คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในอนาคตครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#กระดูกพรุน #ปวดหลัง #ปวดเข่า #ผู้สูงอายุ #ป้องกันโรค #หมอเก่ง