สะโพกหักในผู้สูงอายุ: ถ้ายังเดินไหว ควรผ่าตัดแบบไหนดี?

"คุณแม่อายุ 78 ปี หกล้มที่บ้าน แล้วหมอบอกว่าสะโพกหักตรงคอกระดูกต้นขา แต่ยังรู้สึกตัวดี ขยับขาได้นิดหน่อย หมอแนะนำให้ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั้งหมด แต่บางคนก็บอกว่าแค่ใส่ข้อสะโพกครึ่งเดียวก็พอ แบบไหนดีกว่ากันคะ?"

เป็นคำถามยอดฮิตของลูกหลานที่ต้องตัดสินใจเรื่องการผ่าตัดให้พ่อแม่ผู้สูงอายุหลังสะโพกหัก และหลายคนยังเข้าใจผิดว่า การใส่ข้อสะโพกครึ่งเดียว (hemiarthroplasty) จะเจ็บน้อยกว่า ฟื้นตัวเร็วกว่า หรือปลอดภัยกว่า ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

หมออยากชวนอ่านและทำความเข้าใจให้ลึกขึ้นครับว่า ในผู้สูงอายุที่ยังสามารถเดินได้เองมาก่อน ถ้าเกิดกระดูกสะโพกหักบริเวณคอกระดูกต้นขา (femoral neck) การเลือกวิธีผ่าตัดที่เหมาะสมสำคัญมาก และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

กระดูกสะโพกหักตรงไหน? ทำไมสำคัญ?

จุดที่มักหักคือ "คอกระดูกต้นขา" (femoral neck) ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างหัวกระดูกต้นขา (ที่เป็นข้อสะโพก) กับลำตัวของกระดูกต้นขา

บริเวณนี้มีหลอดเลือดมาเลี้ยงน้อย และเมื่อหักมักขาดเลือด ทำให้กระดูกไม่ติด หรือหัวกระดูกตายได้

ดังนั้น การรักษาส่วนใหญ่จึงไม่ใช้การดาม แต่เลือก "ผ่าตัดใส่ข้อสะโพกเทียม"

ชนิดของการผ่าตัดข้อสะโพกมีอะไรบ้าง?

  1. Hemiarthroplasty = ใส่เฉพาะหัวกระดูกต้นขาเทียม (ส่วนที่เป็น ball)

  2. Total Hip Replacement (THR) = เปลี่ยนทั้งหัวกระดูกต้นขา (ball) และเบ้าสะโพก (socket)

แล้วแบบไหนดีกว่ากัน?

ในผู้ป่วยสูงอายุที่ ยังเดินได้ดีมาก่อน ยังรู้ตัวดี มีชีวิตคาดหวังยืนยาว (active elderly) การผ่าตัดแบบ THR (เปลี่ยนข้อสะโพกทั้งหมด) มีข้อดีมากกว่าครับ

เหตุผลสำคัญ:

  • การใส่ข้อสะโพกครึ่งเดียว แม้จะทำได้ง่ายกว่า ใช้เวลาผ่าตัดน้อยกว่า แต่เบ้ากระดูกเดิมยังคงใช้งานอยู่

  • เมื่อเวลาผ่านไป หัวกระดูกเทียมที่ฝังไว้จะเสียดสีกับเบ้ากระดูกจริงตลอดเวลา

  • สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การสึกของเบ้ากระดูก หรือที่เรียกว่า "protrusio acetabuli" คือเบ้ากระดูกถูกดันทะลุเข้าไปด้านใน ทำให้ข้อหลวม เดินลำบาก และเจ็บปวด

  • การซ่อมหรือผ่าตัดซ้ำในอนาคตทำได้ยากกว่ามาก

ในทางกลับกัน การเปลี่ยนข้อสะโพกทั้งหมด (THR)

  • แม้จะใช้เวลาผ่าตัดนานกว่า แต่ ช่วยป้องกันการสึกของเบ้ากระดูก ได้ดีกว่า

  • ฟื้นตัวเร็ว ใช้งานได้ดีในระยะยาว

  • ลดโอกาสต้องผ่าตัดซ้ำในอนาคต

ใครบ้างที่เหมาะกับ THR?

  • ผู้สูงอายุที่ ยังเดินได้เองมาก่อน ไม่ใช่ผู้ป่วยติดเตียง

  • ไม่มีโรคเรื้อรังรุนแรง เช่น หัวใจล้มเหลวระยะสุดท้าย

  • มีอายุขัยคาดหวังอย่างน้อย 5–10 ปี

  • ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

THR ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานไหม?

  • โดยทั่วไป เดินลงน้ำหนักได้เร็วใน 1–2 วันแรกหลังผ่าตัด

  • กลับบ้านได้ภายใน 5–7 วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน

  • ต้องทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องเพื่อให้เดินคล่อง ลดโอกาสข้อหลุด

  • หมอมักใช้ข้อสะโพกแบบที่ทนทานต่อการหลุด เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ป่วยสูงอายุ

คำถามที่พบบ่อย:

Q: ใส่แบบครึ่งเดียวไม่ดีกว่าหรือ? หมอบอกเจ็บน้อยกว่า

A: ไม่เสมอไปครับ ถ้าใส่ครึ่งเดียวในคนที่ยังเดินได้ดี เบ้ากระดูกจะสึกในไม่กี่ปี แล้วจะเจ็บมากกว่าเดิม และอาจต้องผ่าตัดใหม่ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าเดิม

Q: กลัวฟื้นตัวยาก กลัวข้อหลุด

A: ปัจจุบันเทคโนโลยีข้อสะโพกดีมาก ใช้วัสดุทนทาน ขนาดพิเศษ ลดโอกาสหลุดได้ดี และหากทำกายภาพสม่ำเสมอ ผู้ป่วยสูงอายุจะกลับมาเดินได้ใกล้เคียงเดิม

การดูแลหลังผ่าตัดสำคัญมาก

  • หลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้ข้อสะโพกหลุด เช่น นั่งไขว่ห้าง ก้มลึก นอนตะแคงข้างที่ผ่าตัด

  • ทำกายภาพฝึกเดิน ฝึกกล้ามเนื้อสะโพกอย่างต่อเนื่อง

  • ตรวจติดตามกับแพทย์เพื่อดูว่าข้ออยู่ดีไหม ไม่มีอักเสบ ไม่มีหลวม

บทสรุปจากหมอ

  • สะโพกหักในผู้สูงอายุ ถ้าไม่ได้ผ่าตัดจะลุกไม่ได้ เดินไม่ได้ และมีโอกาสเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนสูง

  • ถ้ายัง active เดินได้ดีมาก่อน หมอแนะนำผ่าตัดแบบเปลี่ยนข้อสะโพกทั้งหมด (Total Hip Replacement)

  • แม้จะดูเหมือนใหญ่กว่า แต่ให้ผลระยะยาวที่ดีกว่า ลดโอกาสต้องผ่าตัดใหม่ ลดภาวะแทรกซ้อน

  • ขอให้ลูกหลานเข้าใจว่า นี่คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตของพ่อแม่ ไม่ใช่แค่การผ่าตัดให้จบ ๆ ไปครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#สะโพกหัก #ผู้สูงอายุล้ม #ข้อสะโพกเทียม #TotalHipReplacement #เปลี่ยนข้อสะโพก #ผ่าตัดสะโพก #หมอเก่งกระดูกและข้อ