ปุ่มแข็ง ๆ ในต้นขา… แค่กล้ามเนื้อฟกช้ำ หรือเป็นกระดูกงอกกันแน่?

“หมอครับ ทำไมตรงต้นขาผมมีก้อนแข็ง ๆ เหมือนกระดูกงอก 2 เดือนก่อน?”

นี่คือคำถามจากคุณเอก อายุ 28 ปี นักกีฬาฟุตบอลสมัครเล่น ที่มาหาหมอด้วยความกังวลว่าก้อนแข็ง ๆ ที่โผล่มานี้จะเป็นมะเร็งหรือเปล่า

หมออยากเล่าให้ฟังว่า… จริง ๆ แล้วสิ่งที่คุณเอกเจอคือภาวะที่เรียกว่า “Myositis Ossificans” หรือกล้ามเนื้อกลายเป็นกระดูก ซึ่งพบได้บ่อยในคนที่เคยบาดเจ็บหรือกระแทกแรง ๆ มาก่อน

กล้ามเนื้อกลายเป็นกระดูก คืออะไร?

โรคนี้เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่ออ่อนที่บาดเจ็บ เกิดการอักเสบและร่างกายซ่อมแซมผิดทาง แทนที่จะซ่อมด้วยเนื้อเยื่อใหม่ กลับสร้างแคลเซียมหรือกระดูกเล็ก ๆ ขึ้นมาแทรกอยู่ในกล้ามเนื้อ ทำให้กลายเป็นก้อนแข็งเหมือนกระดูก

ถ้าอธิบายให้ง่ายที่สุด… เหมือนเวลาเราทำขนมปังที่ข้างในควรนุ่ม แต่ดันมีเศษแข็ง ๆ คล้ายกรวดไปติดอยู่ เวลาบีบหรือกดก็จะเจ็บและขยับไม่ถนัด

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

สาเหตุหลักคือ “การบาดเจ็บหรือกระแทกซ้ำ ๆ” จนกล้ามเนื้ออักเสบ เช่น

  • อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา โดยเฉพาะกีฬาที่มีการปะทะ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล มวย

  • อุบัติเหตุรถล้ม กระแทกแรง

  • การผ่าตัดหรือฉีดยาที่กล้ามเนื้อบางตำแหน่ง

  • คนที่ไม่พักฟื้นหลังบาดเจ็บ รีบกลับมาใช้งานกล้ามเนื้อเร็วเกินไป

กล้ามเนื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ บริเวณต้นขาด้านหน้า (quadriceps) และต้นแขน (biceps) เพราะเป็นจุดที่กระแทกได้ง่าย

อาการที่พบได้

  1. ช่วงแรกหลังบาดเจ็บ – จะมีอาการบวม เจ็บ ฟกช้ำเหมือนปกติ

  2. หลังผ่านไป 2–4 สัปดาห์ – ก้อนแข็ง ๆ เริ่มโตขึ้น จับแล้วเจ็บ ขยับข้อไม่สะดวก

  3. บางราย – ปวดเวลานั่งยอง ๆ งอเข่า หรือเหยียดแขนสุด

หลายคนตกใจเพราะก้อนนี้คล้ายเนื้องอก แต่จริง ๆ แล้วเป็นการซ่อมแซมผิดปกติของร่างกาย ไม่ใช่มะเร็ง

การตรวจวินิจฉัย

หมอจะเริ่มจากการซักประวัติ ว่ามีการบาดเจ็บแรง ๆ มาก่อนหรือไม่ จากนั้นตรวจร่างกายแล้วคลำก้อน

  • เอกซเรย์ (X-ray): จะเห็นเป็นก้อนกระดูกขาว ๆ แทรกอยู่ในกล้ามเนื้อ มักชัดเจนหลังจากบาดเจ็บไปแล้ว 3–4 สัปดาห์

  • อัลตราซาวด์: ใช้ดูความแข็ง ความหนาของก้อน

  • MRI: อาจใช้ในกรณีที่ก้อนมีลักษณะไม่ชัดเจน ต้องแยกจากเนื้องอก

แนวทางการรักษา

ส่วนใหญ่ Myositis Ossificans ไม่อันตราย และหลายเคสก้อนจะหยุดโตเองเมื่อผ่านไปประมาณ 6–12 เดือน

การรักษามีดังนี้

  1. พักและเลี่ยงการกระแทกซ้ำ เพื่อไม่ให้ก้อนโตขึ้น

  2. ประคบเย็นในช่วงแรก หลังบาดเจ็บเพื่อลดเลือดออกในกล้ามเนื้อ

  3. กายภาพบำบัด เช่น การยืดเหยียดที่เหมาะสม เสริมความแข็งแรงรอบ ๆ กล้ามเนื้อ

  4. ยาแก้ปวดหรือแก้อักเสบ สำหรับผู้ที่เจ็บมาก

  5. ฉีดยาลดอักเสบเฉพาะที่ (ในบางกรณี) โดยอาศัยเครื่อง ultrasound ช่วยนำทาง

  6. การผ่าตัดเอาก้อนออก ทำในกรณีที่ก้อนโตมาก กดทับเส้นประสาท ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก หรือเจ็บเรื้อรังเกิน 1 ปี

พยากรณ์โรค

  • ส่วนใหญ่โรคนี้ไม่อันตรายถึงชีวิต

  • ก้อนกระดูกที่เกิดขึ้นจะหยุดโตและคงตัวหลังผ่านไปหลายเดือน

  • หากดูแลดี มักกลับมาใช้งานกล้ามเนื้อได้เกือบปกติ

  • แต่ถ้าไม่พัก ใช้งานหนักซ้ำ ๆ ก้อนอาจใหญ่ขึ้น ทำให้ปวดหรือขยับข้อไม่สะดวก

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

  • เคลื่อนไหวข้อได้น้อยลง (เช่น งอเข่าไม่สุด)

  • เจ็บเรื้อรังรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

  • ในบางกรณีหายช้า ทำให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบลง

การป้องกัน

  • หลังบาดเจ็บ ควร พักและประคบเย็นทันที

  • หลีกเลี่ยงการนวดแรง ๆ หรือประคบร้อนในช่วงแรก เพราะอาจกระตุ้นให้เลือดออกมากขึ้นและเสี่ยงเกิดก้อนกระดูก

  • ใช้อุปกรณ์ป้องกันเวลาเล่นกีฬา เช่น สนับเข่า สนับแข้ง

  • ถ้าเจ็บหรือบวมมาก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม

หมอสรุปให้ง่าย ๆ ว่า…

Myositis Ossificans คือการที่กล้ามเนื้อบาดเจ็บแล้วร่างกายซ่อมผิดทางจนเกิดกระดูกงอกในเนื้อ ทำให้เจ็บและขยับไม่ถนัด ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ควรตรวจเพื่อยืนยันว่าไม่ใช่โรคอื่น

การดูแลที่ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่ม จะช่วยให้ก้อนนี้ไม่โต และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กล้ามเนื้อกลายเป็นกระดูก #MyositisOssificans #ปวดต้นขา #อุบัติเหตุกีฬา #หมอเก่งกระดูกและข้อ