ปวดสะบักเรื้อรัง...นวดเท่าไหร่ก็ไม่หาย จริงๆ แล้วต้นเหตุอาจมาจาก “คอ” ของคุณ

“หมอคะ...พี่ปวดลึกๆ ที่สะบักขวามาหลายเดือนแล้วค่ะ ไปนวดทีไรเขาก็บอกว่าเส้นตึง พอกลับมาก็ปวดเหมือนเดิม บางทีก็รู้สึกตึงร้าวขึ้นไปที่คอด้วย โดยเฉพาะเวลาที่นั่งทำงานหน้าคอมนานๆ มันน่ารำคาญมากเลยค่ะ”

นี่คือคำบอกเล่าของ ‘พี่ก้อย’ (นามสมมติ) พนักงานบัญชีวัย 48 ปี ที่สะท้อนถึงปัญหาที่หลายคนกำลังเผชิญอยู่ อาการปวดตึงบริเวณคอ บ่า ไหล่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาการปวดร้าวลึกๆ บริเวณ “สะบัก” (บริเวณระหว่างกระดูกสันหลังกับขอบไหล่ด้านใน) เป็นกลุ่มอาการยอดฮิตที่มักถูกเหมารวมว่าเป็น “ออฟฟิศซินโดรม” หรือ “กล้ามเนื้ออักเสบ” ธรรมดา

แต่ในความเป็นจริงแล้ว บ่อยครั้งที่ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่กล้ามเนื้อสะบักโดยตรง แต่อยู่ที่ “กระดูกคอ” ของเรานี่เอง วันนี้หมอจะมาไขปริศนาให้ฟังครับว่า...ทำไมปัญหาที่คอ ถึงส่งสัญญาณปวดไปที่สะบักได้?

ทำความรู้จัก “กระดูกคอเสื่อม” ภาวะที่เกิดกับเราทุกคน

กระดูกคอของเรามี 7 ข้อ (C1-C7) ระหว่างแต่ละข้อจะมี “หมอนรองกระดูก” ทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพ คอยรับแรงกระแทกและทำให้คอเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เมื่อเราอายุมากขึ้น ประกอบกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น การก้มหน้าเล่นมือถือ การนั่งทำงานในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน ความเสื่อมก็เริ่มมาเยือนครับ

“โรคกระดูกคอเสื่อม” (Cervical Spondylosis) ไม่ใช่โรคที่น่ากลัว แต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามวัย ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลักๆ คือ:

  • หมอนรองกระดูกบางลง: สูญเสียน้ำ ทำให้ความยืดหยุ่นลดลง

  • มีกระดูกงอก (Bone Spurs): ร่างกายพยายามสร้างกระดูกขึ้นมาเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้กับข้อต่อที่เริ่มหลวม

  • เอ็นยึดข้อหนาตัวขึ้น: เพื่อพยุงข้อต่อที่เสื่อม

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทำให้ช่องว่างที่เส้นประสาทวิ่งผ่านแคบลง และนี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหาครับ

ไขปริศนา: ทำไม “คอ” เสื่อม ถึง “ปวด” ที่สะบัก?

เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ลองนึกภาพตามนะครับ...

เส้นประสาทที่ออกมาจากกระดูกคอ ก็เปรียบเสมือน “สายไฟ” ที่วิ่งออกมาจากแผงควบคุมหลัก (ไขสันหลัง) เพื่อไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและรับความรู้สึกในบริเวณต่างๆ ทั้งบ่า, ไหล่, สะบัก, แขน, ไปจนถึงปลายนิ้ว

เมื่อกระดูกคองอก หรือหมอนรองกระดูกโป่งออกมาเบียด “ต้นทางของสายไฟ” (รากประสาท) ที่บริเวณคอ...แม้จะเบียดเพียงเล็กน้อย ก็เป็นการรบกวนการส่งสัญญาณไฟฟ้าได้แล้ว

สมองของเราซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุม จะตีความสัญญาณที่ผิดเพี้ยนนี้ว่า “ความเจ็บปวด” และแสดงอาการออกมาที่ “ปลายทาง” ของสายไฟเส้นนั้นๆ ซึ่งเส้นประสาทที่ออกมาจากกระดูกคอระดับที่ 5, 6, 7 (C5, C6, C7) มักจะส่งแขนงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณสะบักพอดี

ดังนั้น จึงไม่แปลกเลยที่ต้นเหตุอยู่ที่คอ แต่เรากลับรู้สึกปวดร้าวลึกๆ หรือปวดตึงเหมือนมีใครมาขยำอยู่ที่สะบักตลอดเวลา นี่คือลักษณะของ “อาการปวดร้าว (Referred Pain)” ที่เกิดจากเส้นประสาทถูกรบกวนนั่นเองครับ

อาการแบบไหนที่บ่งชี้ว่า...อาการปวดสะบักของคุณอาจมาจากคอ?

  • ลักษณะการปวด: เป็นอาการปวดตื้อๆ ลึกๆ ที่สะบักหรือบ่า อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้

  • อาการสัมพันธ์กับท่าทางของคอ: อาการปวดที่สะบักจะ เป็นมากขึ้น เมื่อคุณแหงนคอ, ก้มคอค้างไว้นานๆ, หรือหันคอไปทางด้านที่ปวด

  • มีอาการอื่นที่คอร่วมด้วย: เช่น รู้สึกปวดตึงที่ต้นคอ, คอขยับได้ไม่เต็มที่, หรือมีเสียงกรอบแกรบเวลาหันคอ

  • อาจมีอาการร้าวไปที่อื่น: บางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หัวไหล่, ต้นแขน หรืออาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่แขนและมือร่วมด้วย หากเส้นประสาทถูกกดทับมากขึ้น

  • ปวดศีรษะ: อาจมีอาการปวดศีรษะบริเวณท้ายทอย ร้าวขึ้นไปที่กระบอกตา ซึ่งเป็นอาการปวดศีรษะที่มีต้นเหตุมาจากคอ (Cervicogenic Headache)

เมื่อมาพบแพทย์ ต้องตรวจอะไรบ้าง?

เมื่อหมอสงสัยว่าอาการปวดสะบักของคุณมาจากปัญหาที่คอ การวินิจฉัยจะเริ่มจาก:

  1. การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด: หมอจะสอบถามลักษณะอาการปวด, ท่าทางที่กระตุ้นให้ปวด และทำการตรวจร่างกาย โดยจะมีการขยับคอในท่าต่างๆ เพื่อดูว่าสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดร้าวลงสะบักได้หรือไม่ (Provocative Tests) รวมถึงการตรวจกำลังกล้ามเนื้อและระบบประสาทของแขนและมือ

  2. เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างโดยรวมของกระดูกคอ จะเห็นช่องว่างระหว่างข้อที่แคบลง, ภาวะกระดูกงอก, หรือความไม่มั่นคงของข้อต่อ

  3. การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): เป็นการตรวจที่ดีที่สุดในการดูรายละเอียดของเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น หมอนรองกระดูกที่โป่งออกมา หรือกระดูกงอกที่กดเบียดเส้นประสาทโดยตรง ซึ่งจะช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ

แนวทางการรักษา: ข่าวดีคือส่วนใหญ่ “ไม่ต้องผ่าตัด”

หัวใจสำคัญของการรักษาคือการลดการอักเสบของเส้นประสาทและปรับโครงสร้างการใช้งานให้ถูกต้อง ซึ่งมากกว่า 90% ของผู้ป่วยสามารถดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบประคับประคองครับ

  • 1. การปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด!):

  • 2. การทำกายภาพบำบัด: เป็นพระเอกของการรักษาเลยครับ โดยมีเป้าหมายเพื่อ:

  • 3. การใช้ยา: แพทย์อาจให้ยาเพื่อบรรเทาอาการในช่วงที่มีการอักเสบ เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาคลายกล้ามเนื้อ

  • 4. การฉีดยา: ในกรณีที่มีอาการปวดร้าวรุนแรงมากและไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นๆ แพทย์อาจพิจารณาการฉีดยาสเตียรอยด์เข้ารอบๆเส้นประสาทที่คอ เพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาทโดยตรง

  • 5. การผ่าตัด: จะพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดรุนแรงที่ไม่ดีขึ้นเลย, มีอาการอ่อนแรงของแขนและมือมากขึ้นเรื่อยๆ, หรือมีการกดทับไขสันหลังเท่านั้น

หากคุณกำลังเผชิญกับอาการปวดสะบักเรื้อรังที่รักษากี่ครั้งก็ไม่หาย ลองสังเกตอาการตัวเองดูนะครับว่ามีความสัมพันธ์กับคอหรือไม่ การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือจุดเริ่มต้นของการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดครับ

มากกว่า 90% สามารถรักษาได้ ไม่ต้องผ่าตัด

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดคอ #ปวดสะบัก #กระดูกคอเสื่อม #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดบ่า #ปวดคอร้าวลงแขน #หมอนรองกระดูกคอเสื่อม #หมอเก่งให้ความรู้