ทานแคลเซียมต่อเนื่องนาน เป็นอันตรายไหม?

"หมอคะ หนูอายุ 53 กินแคลเซียมเม็ดมาเกือบ 5 ปีแล้ว จะเป็นอะไรไหมคะ? ไม่ได้มีโรคกระดูกพรุน แต่อยากป้องกันไว้ก่อนค่ะ"

คำถามนี้มักมาพร้อมสีหน้าเป็นห่วงจากผู้ป่วยหญิงวัยเกษียณ ที่ใส่ใจสุขภาพตัวเองอย่างดี แต่ก็เริ่มสงสัยว่า "แคลเซียมที่กินอยู่ทุกวัน...มันจะเกินไปหรือเปล่า?"

วันนี้หมอขออธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า กินแคลเซียมอย่างไรจึงจะพอดี ปลอดภัย และได้ประโยชน์

แคลเซียมคืออะไร ทำไมเราต้องกินเพิ่ม?

แคลเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีมากที่สุดในร่างกาย โดยส่วนใหญ่อยู่ในกระดูกและฟัน แคลเซียมยังมีบทบาทช่วยให้กล้ามเนื้อหดตัว การแข็งตัวของเลือด และการทำงานของระบบประสาทด้วย

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง กระดูกก็จะบางลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนมากขึ้น

ดังนั้นหลายคนจึงหันมากินแคลเซียมเสริม เพื่อป้องกันกระดูกพรุน หรือเพราะคิดว่ากินแล้วกระดูกจะแข็งแรงขึ้น

แต่กินแคลเซียมทุกวันนาน ๆ จะเป็นอะไรไหม?

หมออยากให้จำหลักง่าย ๆ ข้อนี้ไว้ครับ

"กินแคลเซียมมากไป ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป"

ถ้าเรากินแคลเซียมมากเกินที่ร่างกายต้องการ โดยเฉพาะจากอาหารเสริม (แบบเม็ดหรือแบบผงชงดื่ม) ร่างกายจะดูดซึมได้แค่บางส่วน ที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ซึ่งอาจทำให้ไตทำงานหนักขึ้นในระยะยาว

ในบางคนที่มีความเสี่ยง เช่น มีนิ่วในไต หรือมีโรคไตอยู่เดิม การกินแคลเซียมเกินจำเป็น อาจเพิ่มความเสี่ยงนิ่วในไต หรือแคลเซียมสะสมในหลอดเลือดได้

แล้วเราควรกินแคลเซียมเท่าไหร่ ถึงจะพอดี?

ตามคำแนะนำทั่วไป คนอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับแคลเซียมวันละประมาณ 1,000-1,200 มิลลิกรัม

แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้องกินจากอาหารเสริมทั้งหมด!

เราควรนับรวมจากอาหารที่กินในแต่ละวันด้วย เช่น

  • นม 1 แก้ว (250 ml) มีแคลเซียมประมาณ 250-300 มก.

  • เต้าหู้แข็ง 1 ชิ้นกลาง มีประมาณ 200 มก.

  • ปลาตัวเล็กทอดทั้งกระดูก หรือผักใบเขียวบางชนิดก็มีแคลเซียมเช่นกัน

ถ้าอาหารที่กินแต่ละวันเพียงพออยู่แล้ว อาจไม่จำเป็นต้องกินแคลเซียมเสริมเพิ่มเลยก็ได้

แต่หากกินอาหารที่มีแคลเซียมน้อย กินนมน้อย หรือมีภาวะกระดูกบางอยู่เดิม การเสริมแคลเซียมจึงอาจจำเป็นครับ

ควรกินแคลเซียมแบบไหนดี และต้องระวังอะไรบ้าง?

หากต้องเสริมแคลเซียม หมอแนะนำว่า:

  1. ควรแบ่งกินวันละ 500-600 มก. ต่อมื้อ ไม่ควรกินเกินทีเดียว เพราะร่างกายดูดซึมได้จำกัดต่อครั้ง

  2. เลือกชนิดที่ร่างกายดูดซึมได้ดี เช่น แคลเซียมซิเตรต (เหมาะกับผู้ที่มีกรดในกระเพาะน้อย)

  3. กินพร้อมอาหาร ช่วยให้ดูดซึมได้ดีขึ้น

  4. ดื่มน้ำมากพอ ป้องกันนิ่ว

  5. หลีกเลี่ยงการกินพร้อมยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดบางกลุ่ม หรือยาต้านไทรอยด์ ควรเว้นห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

ถ้ากินแคลเซียมมากเกินไป จะเกิดอะไรขึ้น?

  • เสี่ยงนิ่วในไต จากการที่แคลเซียมจับกับสารในปัสสาวะ

  • คลื่นไส้ ท้องอืด ท้องผูก

  • ในบางรายที่กินร่วมกับวิตามินดีมากเกินไป อาจเกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ทำให้เพลีย ปัสสาวะบ่อย หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ

หมอสรุปให้นะครับ...

แคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องกินให้พอดี

อาหารธรรมชาติก็มีแคลเซียม ถ้าเรากินเพียงพออาจไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมเลยก็ได้

ถ้าจำเป็นต้องกินเสริม ควรเลือกชนิดที่ดูดซึมดี กินในปริมาณเหมาะสม และดื่มน้ำมากพอร่วมด้วย

หากมีโรคประจำตัว เช่น ไต โรคหัวใจ หรือกินยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#แคลเซียม #กระดูกพรุน #อาหารเสริม #ข้อเข่าเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ตรวจสุขภาพ #วิตามิน