ปวดคอ…หมอบอกว่า กระดูกคอเสื่อม ต้องปรับพฤติกรรมอะไรบ้าง?

คุณสมชาย อายุ 52 ปี เข้ามาหาหมอด้วยอาการปวดคอเรื้อรัง บางวันปวดร้าวขึ้นท้ายทอย บางวันปวดร้าวลงไหล่และสะบัก หลังจากตรวจเอกซเรย์ พบว่าเป็น “กระดูกคอเสื่อม” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ โดยเฉพาะคนที่นั่งหน้าคอม หรือก้มดูมือถือเป็นเวลานาน ๆ

หมออยากบอกว่า… “กระดูกคอเสื่อม” ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ถ้าไม่รู้จักปรับพฤติกรรม ก็อาจทำให้ปวดเรื้อรัง ชีวิตประจำวันลำบาก และอาจมีอาการร้าวลงแขนจากปลายประสาทถูกกดทับได้ครับ

กระดูกคอเสื่อมคืออะไร?

ภายในกระดูกคอของเรามีหมอนรองกระดูก (เหมือนเบาะเจลลี่) คอยทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกระหว่างกระดูกแต่ละข้อ เมื่ออายุมากขึ้น “หมอนรองกระดูก” จะเริ่มแห้งและบางลง ทำให้กระดูกข้อคอเสียดสีกัน เกิดการเสื่อม มีหินปูนหรือกระดูกงอกออกมา พอรวมกับท่าทางที่ไม่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน ก็ยิ่งเร่งให้เกิดการเสื่อมเร็วขึ้นครับ

อาการของกระดูกคอเสื่อม

  • ปวดตึงบริเวณต้นคอ บ่า หรือไหล่

  • ปวดร้าวขึ้นศีรษะ หรือท้ายทอย (บางคนเข้าใจผิดว่าเป็นไมเกรน)

  • ปวดร้าวลงแขน ชา หรืออ่อนแรง (ถ้าเส้นประสาทถูกกด)

  • เวียนหัว มึนงง โดยเฉพาะเวลาหันคอเร็ว ๆ

ถ้ามีอาการร้าวลงแขน หรือชามือบ่อย ๆ ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของ “หมอนรองกระดูกคอปลิ้น” หรือ “เส้นประสาทถูกกดทับ” ครับ

ตรวจอย่างไรถึงจะรู้ว่าเป็นกระดูกคอเสื่อม?

แพทย์มักจะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และคลำบริเวณคอเพื่อดูการเคลื่อนไหว หากสงสัยว่ามีการกดทับเส้นประสาท จะพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น

  • เอกซเรย์คอ (X-ray) – ดูความสูงของหมอนรองกระดูก และมีหินปูนหรือไม่

  • MRI – ใช้ดูหมอนรองกระดูก และเส้นประสาทอย่างละเอียด เหมาะกับผู้ที่มีอาการร้าวลงแขนหรือชามือ

การรักษา: เริ่มต้นที่การปรับพฤติกรรมก่อน

โรคนี้ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัดครับ การรักษามักเริ่มจากการ “ปรับพฤติกรรม” ร่วมกับการใช้ยา และทำกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาให้ดีขึ้นและป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำ

1. ปรับท่านั่งให้ถูกต้อง

  • เวลานั่งทำงานหรือใช้คอมพิวเตอร์ ให้หน้าจออยู่ระดับสายตา ไม่ก้มมองลง

  • พิงหลังให้เต็มเก้าอี้ ปรับพนักพิงให้รองรับหลังและคอ

  • ไม่ก้มคอนานเกิน 20–30 นาที ควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุกครึ่งชั่วโมง

2. หลีกเลี่ยงการก้มดูมือถือเป็นเวลานาน

หมอเรียกภาวะนี้ว่า “คอมือถือ” เพราะทุกครั้งที่ก้มคอ 45 องศา น้ำหนักที่กดลงบนกระดูกคอจะเพิ่มขึ้นถึง เกือบ 20 กิโลกรัม! ลองจินตนาการดูครับว่าคอเราต้องรับแรงขนาดนั้นทุกวัน — ไม่เสื่อมก็แปลกแล้ว

3. ออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอและไหล่

การบริหารกล้ามเนื้อช่วยพยุงกระดูกคอ ลดแรงกดลงหมอนรองกระดูก เช่น

  • ท่าก้มและเงยศีรษะช้า ๆ

  • ท่าหันซ้ายขวาช้า ๆ

  • ท่าดันศีรษะกับฝ่ามือ (โดยไม่ขยับคอจริง ๆ)

ควรทำวันละ 5–10 นาที อย่างน้อยวันละ 1–2 ครั้งครับ

4. นอนให้ถูกท่า

  • ใช้หมอนที่ไม่สูงเกินไป — ระดับที่ทำให้คออยู่ในแนวเดียวกับลำตัว

  • หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ เพราะจะบิดคอตลอดเวลา

  • ท่านอนหงายหรือตะแคงเล็กน้อยจะดีที่สุด

5. หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือหันคอแรง ๆ

คนที่ชอบออกกำลังกายแบบยกน้ำหนัก ควรหลีกเลี่ยงท่าที่ต้องเกร็งคอมากเกินไป หรือมีแรงกดกระแทก เช่น ยกบาร์เบลหลังคอ เพราะจะทำให้กระดูกคอรับแรงมากขึ้น

6. ใช้หมอนรองคอเวลาเดินทาง

ถ้าต้องนั่งรถ นั่งเครื่องบินนาน ๆ หมอแนะนำให้ใช้หมอนรองคอรูปตัวยู เพื่อช่วยพยุงกล้ามเนื้อคอ ลดอาการเกร็งหรือปวดหลังเดินทางครับ

การรักษาเพิ่มเติมที่แพทย์อาจพิจารณา

  • ยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อ – ช่วยลดอาการปวดและเกร็งในระยะเฉียบพลัน

  • กายภาพบำบัด – เช่น การใช้เครื่องอัลตราซาวด์ ความร้อน หรือการดึงคอ (traction)

  • ฉีดยาเฉพาะที่ (guided injection) – สำหรับผู้ที่ปวดมาก หรือมีกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง แพทย์อาจใช้เครื่อง ultrasound ระบุตำแหน่งและฉีดยาเข้าเฉพาะจุดได้อย่างแม่นยำ

ส่วนการผ่าตัด จะใช้เฉพาะในกรณีที่เส้นประสาทถูกกดทับอย่างรุนแรง มีอาการอ่อนแรงของแขน หรือการทรงตัวผิดปกติครับ

กระดูกคอเสื่อมหายขาดไหม?

โดยทั่วไปโรคนี้ไม่สามารถ “หายขาด” ได้ 100% เพราะเป็นการเสื่อมตามอายุ แต่สามารถ “ควบคุมไม่ให้แย่ลง” และ “ใช้ชีวิตได้ปกติ” หากเรารู้จักดูแลตัวเองให้ถูกวิธี

คนไข้ส่วนใหญ่ที่ปรับพฤติกรรมและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะพบว่าอาการปวดลดลงมาก ไม่ต้องพึ่งยาเป็นประจำ และกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ควรระวัง

  • หมอนรองกระดูกคอปลิ้นกดเส้นประสาท

  • กล้ามเนื้อคอและไหล่อักเสบเรื้อรัง

  • เส้นประสาทไขสันหลังถูกกดทับ (กรณีรุนแรง อาจเดินไม่มั่นคง หรือควบคุมมือได้ยาก)

ถ้ามีอาการอ่อนแรง ชา มือเท้าควบคุมยาก หรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีครับ

หมออยากฝากไว้ว่า…

“กระดูกคอเสื่อม” เป็นโรคที่ไม่อันตราย แต่ไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าปล่อยให้เรื้อรังนาน ๆ จะกระทบทั้งการนอน การทำงาน และอารมณ์ในชีวิตประจำวัน

เริ่มจากการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ในวันนี้ เช่น ปรับท่านั่ง ยืดคอวันละนิด ลุกขยับบ่อย ๆ ก็ช่วยลดโอกาสเสื่อมและปวดได้มากแล้วครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ