
หลายคนที่เคยผ่าตัดหลังใส่เหล็ก (Pedicular screw fixation) เพื่อรักษาโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือกระดูกสันหลังทรุดจากความเสื่อม ตอนแรกหลังผ่าตัดอาการดีขึ้นมาก เดินตรงขึ้น นั่งได้สบาย ปวดหลังลดลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่พอผ่านไปสัก 2–3 ปี อาการปวดกลับมาอีก บางคนปวดบริเวณเหนือแผลเดิม บางคนปวดร้าวลงขาเหมือนเดิมจนกังวลว่า “เหล็กหลวม” หรือ “หมอนรองกระดูกเคลื่อนอีกหรือเปล่า”
ความจริงแล้ว…ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำนวนมากไม่ได้เป็นเพราะเหล็กหลวมหรือหมอนรองเดิมเคลื่อน แต่เกิดจากภาวะที่เรียกว่า
“Adjacent Segment Degeneration” (ASD)
หรือ “การเสื่อมของหมอนรองกระดูกข้อข้างเคียงที่อยู่ติดกับข้อที่ผ่าตัด”
เมื่อเราผ่าตัดยึดตรึงข้อกระดูกบางส่วนของกระดูกสันหลังไว้ (เช่น L4–L5) ข้อส่วนนั้นจะ ไม่สามารถขยับได้อีกต่อไป เพราะหมอใส่เหล็กและกระดูกเทียมเพื่อให้ข้อสองข้อนั้นเชื่อมติดกันแน่นหนา (Fusion)
ข้อดีคือช่วยลดการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติซึ่งเป็นต้นเหตุของความเจ็บปวด
แต่ในขณะเดียวกัน ข้อกระดูกที่อยู่ “เหนือ” และ “ใต้” จุดที่ยึดไว้ (Adjacent Level) จะต้องรับแรงเพิ่มขึ้น เพราะต้องชดเชยการเคลื่อนไหวที่ถูกจำกัดไป
เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี หมอนรองกระดูกในข้อเหล่านี้เริ่มรับแรงมากเกินไป จนเกิดการ เสื่อม (Degeneration) หรือ เคลื่อน (Herniation) กดทับเส้นประสาทอีกครั้ง — นั่นคือเหตุผลว่าทำไมอาการ “ปวดหลัง ปวดขา” จึงกลับมา ทั้งที่ข้อเดิมที่ผ่าตัดนั้นยังปกติดีอยู่
กระดูกสันหลังของเรามีลักษณะเป็น “ห่วงโซ่ของข้อต่อ” ที่ต่อกันเป็นลำ แต่ละข้อทำงานประสานกันเพื่อให้เราก้ม แอ่น หรือบิดได้อย่างราบรื่น
เมื่อข้อหนึ่งถูก “ตรึง” ให้หยุดเคลื่อนไหว แรงกด (Load transfer) จะเปลี่ยนทิศ จากที่เคยกระจายทั่วแนวกระดูก จะถูกถ่ายไปยังข้อที่อยู่ติดกันโดยตรง
แรงกดสะสมทุกครั้งที่เราเดิน ยกของ หรือนั่งนาน ทำให้หมอนรองกระดูกของข้อข้างเคียงรับภาระมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิด
หมอนรองกระดูกแห้งและบางลง (Disc dehydration)
ช่องกระดูกสันหลังตีบ (Spinal canal narrowing)
กระดูกงอก (Osteophyte formation)
สุดท้ายกลายเป็น หมอนรองกระดูกเคลื่อนใหม่ ที่ข้อข้างเคียง
งานวิจัยรายงานว่า ภาวะ Adjacent Segment Degeneration พบได้ใน 20–30% ของผู้ป่วยหลังผ่าตัดใส่เหล็กยึดกระดูก ภายใน 5 ปีแรก และมากถึง 40–50% เมื่อเกิน 10 ปีหลังผ่าตัด
แต่อาการที่ “ต้องรักษาจริง” (Symptomatic ASD) มีเพียง 5–10% เท่านั้น เพราะหลายคนแม้หมอนรองกระดูกจะเสื่อมในภาพ MRI แต่ยังไม่มีอาการ
ยึดหลายข้อเกินไป
อายุเยอะ / กระดูกพรุน
น้ำหนักเกิน
สูบบุหรี่
ใช้งานหลังผิดท่า (ก้ม บิด นั่งนาน)
การจัดแนวกระดูกหลังผ่าตัดไม่สมดุล (malalignment)
ปวดหลังเหนือหรือต่ำกว่าแผลผ่าตัด
ปวดร้าวลงขา ชา ขาอ่อนแรง
ยืนนานหรือเดินนานแล้วปวด ต้องนั่งพัก
อาการค่อย ๆ เป็นมากขึ้นหลังผ่าตัดหลายปี
หากมีอาการเหล่านี้ ควรตรวจ MRI เพื่อประเมินการเสื่อมของข้อข้างเคียง
พักหลังระยะสั้น
ยาลดอักเสบ / คลายกล้ามเนื้อ
กายภาพเสริมกล้ามเนื้อแกนกลาง (core)
ฉีดยาลดอักเสบเฉพาะจุด (Ultrasound/Fluoro-guided injection)
หากอาการรุนแรง มีขาอ่อนแรง หรือ MRI พบหมอนรองเคลื่อนมาก อาจต้องผ่าตัด ยึดตรึงข้อเพิ่ม (Extension of fusion)
เทคนิคใหม่ ๆ เช่น Dynamic stabilization หรือ Hybrid system ช่วยให้หลังยังเคลื่อนไหวได้บางส่วน
ออกกำลังกาย core muscle – เช่น Plank, Bridge, ว่ายน้ำ
คุมน้ำหนักตัว
ท่าทางถูกหลัก – ยกของด้วยขา ไม่ก้มหลัง
ไม่สูบบุหรี่
ตรวจติดตามเป็นระยะ
เสริมแคลเซียมและวิตามินดี ตามแพทย์แนะนำ
การผ่าตัดหลังใส่เหล็กช่วยลดปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้จริง แต่ข้อข้างเคียงที่ไม่ได้ยึดอาจเสื่อมตามธรรมชาติ
อย่าตกใจ เพราะภาวะนี้รักษาได้ ทั้งด้วยกายภาพและการฉีดยา
“การผ่าตัดหลังไม่ใช่จุดจบของการรักษา แต่คือจุดเริ่มต้นของการดูแลหลังให้แข็งแรงไปตลอดชีวิต”
“หลังของเราคือเสาเอกของชีวิต เมื่อเรารู้วิธีดูแลเสาเอกให้มั่นคง เราก็สามารถยืนหยัดได้อีกยาวนาน”
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกเสื่อม #ช่องประสาทตีบ #ฉีดยาโพรงประสาท #UltrasoundGuidedInjection #หมอเก่งกระดูกและข้อ #orthopedicclinic