🚶♂️ ปวดหลังจากโพรงประสาทตีบ (Spinal Canal Stenosis) — เดินได้นิดเดียวต้องหยุดพัก อาการนี้รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดทุกคน
“หมอครับ เดินได้นิดเดียวก็เริ่มปวดหลัง ร้าวลงขา ต้องหยุดพัก พอได้นั่งหรือก้มตัวก็หาย เดินต่อได้อีกหน่อย แบบนี้คืออะไรครับ?”
อาการแบบนี้เป็นสัญญาณชัดเจนของ โรคโพรงประสาทตีบ (Spinal Canal Stenosis) หนึ่งในสาเหตุหลักของ “ปวดหลังเรื้อรัง” และ “ขาชาเดินลำบาก” ในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในคนที่มีกระดูกสันหลังเสื่อมหรือหมอนรองกระดูกปลิ้นครับ
ในกระดูกสันหลังของเราจะมี “โพรงประสาท (Spinal canal)” เป็นช่องทางให้ไขสันหลังและเส้นประสาทวิ่งผ่านจากคอลงไปถึงขา เมื่ออายุมากขึ้น กระดูก หมอนรองกระดูก และเอ็นรอบ ๆ ข้อสันหลังจะค่อย ๆ เสื่อม ทำให้โพรงนี้ “แคบลง” จนไปกดเบียดเส้นประสาทภายในช่องนั้น
ผลที่ตามมาคือ อาการปวดหลัง ชา หรือปวดร้าวลงขา โดยเฉพาะเวลายืนนานหรือเดินนาน ๆ เพราะเส้นประสาทถูกบีบจากแรงกดครับ
หมอนรองกระดูกเสื่อมและปลิ้น (Disc bulge/herniation) ทำให้ช่องทางเส้นประสาทแคบลง
ข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม (Facet joint hypertrophy) ทำให้เกิดกระดูกงอก (osteophyte) และรัดช่องทางประสาท
เอ็นหนาตัว (Ligamentum flavum thickening) จากการอักเสบเรื้อรังของเอ็นที่หุ้มโพรงประสาท
กระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis) หรือทรุด ทำให้ช่องโพรงตีบมากขึ้น
ผลรวมของทั้งหมดคือ “โพรงประสาทแคบ” จนเส้นประสาทที่ผ่านถูกกด ทำให้มีอาการชาหรือปวดร้าวลงขาครับ
ปวดหลังส่วนล่าง ร้าวลงขา โดยเฉพาะเวลายืนหรือเดินนาน ๆ
ขาชา แสบ หรือเหมือนไฟฟ้าช็อต โดยเฉพาะบริเวณน่องหรือเท้า
เดินได้ระยะสั้น (ไม่เกิน 100–200 เมตร) แล้วต้องหยุดพัก เพราะปวดและชามากขึ้น
อาการดีขึ้นเมื่อก้มตัวหรือได้นั่ง เพราะช่องประสาทเปิดกว้างขึ้น
บางรายอาจมีขาอ่อนแรงหรือทรงตัวไม่ดี
ตรวจร่างกาย: แพทย์จะตรวจแรงกล้ามเนื้อ ขา ช่วงการเคลื่อนไหวหลัง และท่าที่ทำให้อาการปวดมากขึ้น
เอกซเรย์ (X-ray): ดูแนวกระดูก ความเสื่อม และการเคลื่อนของกระดูกสันหลัง
MRI กระดูกสันหลัง: เป็นการตรวจที่ชัดที่สุด เห็นโพรงประสาท เส้นประสาท และระดับที่ตีบได้ละเอียด
ส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด โดยหมอจะเลือกตามระดับอาการของแต่ละคน
พักหลัง หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือยืนนาน
ใช้ยาแก้ปวดและยาลดอักเสบ (NSAIDs)
ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาลดอาการชาปลายประสาท เช่น Pregabalin, Gabapentin
ทำกายภาพบำบัดเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง
ฝึกท่ายืดหลัง ท่าก้มตัว หรือเดินบนสายพานช้า ๆ
ใช้เครื่อง Ultrasound หรือ X-ray สด (Fluoroscopy) เพื่อระบุตำแหน่งช่องประสาทที่ตีบแล้วฉีดยาอย่างแม่นยำ
ยาที่ใช้เป็นสเตียรอยด์ขนาดต่ำร่วมกับยาชาเฉพาะที่
ลดอาการปวดและชาร้าวลงขาได้ชัดเจน
ทำได้หลายครั้งในกรณีที่อาการกลับมา เพราะใช้ยาขนาดต่ำและปลอดภัย
เน้นการเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ Core และกล้ามเนื้อสะโพก (Gluteal muscle)
ลดแรงกดบนกระดูกสันหลังและช่วยให้โพรงประสาทขยายดีขึ้น
แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดในกรณีที่มีอาการรุนแรง ดังนี้:
เดินได้ระยะสั้นลงเรื่อย ๆ หรือปวดร้าวลงขามากจนใช้ชีวิตลำบาก
มีอาการชา–อ่อนแรงของขาชัดเจน
กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ (ภาวะฉุกเฉินทางประสาท)
MRI พบโพรงประสาทตีบมากและเส้นประสาทถูกกดหลายระดับ
การผ่าตัดที่นิยม:
Laminectomy (ผ่าขยายโพรงประสาท): เอากระดูกหรือเอ็นส่วนที่กดทับออก เพื่อเพิ่มช่องให้เส้นประสาท
Spinal fusion (ผ่าตัดเชื่อมกระดูก): สำหรับรายที่มีข้อสันหลังเคลื่อนหรือไม่มั่นคง
ปัจจุบันเทคนิคผ่าตัดสมัยใหม่ใช้กล้องช่วย แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็วครับ
หลีกเลี่ยงการก้ม ยกของหนัก หรือบิดตัวเร็ว
ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง (Core exercise)
ควบคุมน้ำหนักเพื่อลดแรงกดที่กระดูกสันหลัง
เดินหรือว่ายน้ำสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มความแข็งแรง
การรู้ทันอาการและเข้ารับการรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้โรครุนแรงถึงขั้นต้องผ่าตัดครับ 💪
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากมีอาการปวดหลังหรือชาร้าวลงขา ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อเพื่อประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#โพรงประสาทตีบ #SpinalCanalStenosis #ปวดหลังร้าวลงขา #หมอเก่งกระดูกและข้อ #orthopedicclinic #ปวดหลัง
