
“หมอครับ ผมเป็นเก๊าท์มาหลายปี แล้วรู้สึกว่าอารมณ์ทางเพศลดลง แถมไม่ค่อยมีแรงแบบเมื่อก่อน มันเกี่ยวกันไหมครับ?”
นี่คือคำถามที่หมอได้ยินบ่อยมากจากผู้ชายวัยกลางคนที่ป่วยเป็นเก๊าท์ เพราะหลายคนสังเกตได้ว่า นอกจากปวดข้อแล้ว ร่างกายและความรู้สึกหลายอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปจริง ๆ
หมออยากบอกว่า... “เกี่ยวกันครับ”
และมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนด้วย ว่าทำไมโรคเก๊าท์ถึงทำให้ฮอร์โมนเพศชายลดลงได้
โรคเก๊าท์เกิดจากระดับกรดยูริกในเลือดสูง จนตกผลึกตามข้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ แต่สาเหตุจริง ๆ มักมาจากระบบเผาผลาญในร่างกายที่เสียสมดุล
ผู้ป่วยเก๊าท์จำนวนมากจะมีโรคร่วม เช่น
ความดันโลหิตสูง
ไขมันในเลือดสูง
น้ำตาลในเลือดสูง (เบาหวาน)
น้ำหนักเกินหรืออ้วนลงพุง
ภาวะเหล่านี้รวมกันเรียกว่า “กลุ่มอาการเมตาบอลิก” (Metabolic Syndrome) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการสร้างฮอร์โมนเพศชายในร่างกายครับ
เวลาที่กรดยูริกในเลือดสูง ร่างกายจะเกิดการอักเสบแบบเรื้อรัง (chronic inflammation) โดยมีสารอักเสบหลายชนิด เช่น interleukin-1 และ TNF-alpha ไหลเวียนอยู่ในเลือดตลอดเวลา
สารเหล่านี้จะไป “รบกวนการทำงานของอัณฑะ” ซึ่งเป็นแหล่งสร้างฮอร์โมนเพศชายหลักของผู้ชาย
อธิบายง่าย ๆ คือ ร่างกายของเราถูก “ไฟอักเสบ” เผาไหม้จากภายในตลอดเวลา ทำให้เซลล์ที่ผลิตฮอร์โมนเพศชายทำงานลดลง และต่อมใต้สมองก็ส่งสัญญาณได้ไม่ดีเหมือนเดิม
ผลคือ ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ค่อย ๆ ลดลงโดยที่เราไม่รู้ตัว
และยิ่งกรดยูริกค้างในร่างกายนานเท่าไร กระบวนการนี้ก็ยิ่งเกิดมากขึ้นเท่านั้นครับ
เก๊าท์มักมาคู่กับภาวะไขมันในเลือดสูง และภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีผลโดยตรงต่อการลดลงของฮอร์โมนเพศชายเช่นกัน
เมื่อร่างกายมีไขมันสะสม โดยเฉพาะที่รอบเอวหรือหน้าท้อง ไขมันเหล่านี้จะผลิตสารที่ชื่อว่า “Aromatase” ซึ่งเปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายให้กลายเป็นฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน)
ผลคือ ฮอร์โมนเพศชายลดลง ความต้องการทางเพศลดลง และอาจมีอาการอ่อนเพลียง่าย กล้ามเนื้อลด หรืออารมณ์ซึม ๆ ได้ด้วย
หมอแนะนำให้ตรวจเลือดเพื่อดูค่า Total Testosterone โดยเฉพาะในผู้ชายอายุมากกว่า 40 ปี หรือมีอาการต่อไปนี้:
อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
ความต้องการทางเพศลดลง
อวัยวะเพศแข็งตัวยาก
กล้ามเนื้อลด ไขมันเพิ่ม
อารมณ์ซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย
หากผลตรวจพบว่าฮอร์โมนเพศชายต่ำจริง หมอจะประเมินเพิ่มเติมว่ามีสาเหตุจากโรคเก๊าท์หรือโรคร่วมอื่น ๆ หรือไม่ ก่อนวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมครับ
ควบคุมกรดยูริกให้อยู่ในระดับปกติ (<6 mg/dL)
ลดน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ลดอาหารพิวรีนสูง และเลี่ยงแอลกอฮอล์
นอนหลับให้เพียงพอ
จัดการความเครียด
ในบางรายที่ตรวจพบฮอร์โมนต่ำจริง ๆ แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน (Testosterone Replacement) แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดเท่านั้น
ข่าวดีคือ หากผู้ป่วยเก๊าท์ควบคุมกรดยูริกได้ดี ปรับพฤติกรรม และลดภาวะอักเสบเรื้อรังลง ฮอร์โมนเพศชายจะค่อย ๆ ฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติในหลายกรณี
แต่ถ้าปล่อยไว้นาน ไม่ควบคุมโรค และไม่ดูแลสุขภาพโดยรวม ฮอร์โมนเพศชายจะลดลงเรื่อย ๆ ทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจแย่ลงเรื่อย ๆ เช่นกัน
โรคเก๊าท์ไม่ได้ทำลายแค่ข้อ แต่มันทำลายความสมดุลของทั้งร่างกาย
การดูแลเก๊าท์ให้ดี คือการดูแลหลอดเลือด หัวใจ และฮอร์โมนเพศชายของคุณไปพร้อม ๆ กัน
อย่ารอให้ความรู้สึกหรือความมั่นใจหายไปก่อนถึงจะเริ่มดูแล เพราะเมื่อร่างกายกลับมาสมดุลได้อีกครั้ง คุณจะรู้เลยว่าความแข็งแรง ความมั่นใจ และความสุขในชีวิตกลับมาได้จริง ๆ ครับ ❤️
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng
โทร 081-5303666
#เก๊าท์ #ฮอร์โมนเพศชาย #สุขภาพผู้ชาย #หลอดเลือดเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สมรรถภาพทางเพศ #ข้ออักเสบ