“หมอครับ ผมไม่ได้ปวดแค่ข้อหัวแม่เท้านะครับ ตอนนี้เหมือนของผมก็ไม่ค่อยแข็งเหมือนเมื่อก่อน”
ชายวัย 50 ปีคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างอาย ๆ ระหว่างมาตรวจเรื่องเก๊าท์ แต่จริง ๆ แล้วนี่เป็นเรื่องที่หมอได้ยินบ่อยกว่าที่คิดครับ
เพราะโรคเก๊าท์ไม่ได้จบแค่เรื่องปวดข้อ แต่มันยังส่งผลต่อระบบหลอดเลือดทั่วร่างกาย — โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศชาย
โรคเก๊าท์เกิดจากกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานาน จนตกผลึกไปสะสมตามข้อ ทำให้เกิดอาการปวด บวม แดง ร้อน โดยเฉพาะที่ข้อหัวแม่เท้า
แต่กรดยูริกไม่ได้อยู่แค่ในข้อเท่านั้นครับ มันยังไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด และสามารถซึมเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือดทั่วร่างกายได้ด้วย
เมื่อเกิดการสะสมเรื้อรัง ผนังหลอดเลือดจะเกิดการอักเสบเล็ก ๆ (ที่เราไม่รู้สึก) ส่งผลให้หลอดเลือดเริ่มหนา แข็ง และตีบลง ซึ่งนี่แหละครับคือสาเหตุที่เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้น้อยลง
เวลาผู้ชายเกิดความต้องการทางเพศ ร่างกายจะส่งสัญญาณให้หลอดเลือดที่อยู่รอบอวัยวะเพศ “ขยายตัว” เพื่อให้เลือดไหลเข้าไปในโพรงเนื้อภายในจนเกิดการแข็งตัว
แต่ถ้าหลอดเลือดเสื่อม ตีบ หรือตันจากผลของโรคเก๊าท์และโรคร่วมอื่น ๆ เช่น ความดัน เบาหวาน หรือไขมันสูง เลือดก็จะไหลไปได้น้อย — เหมือนท่อประปาที่เริ่มตัน น้ำก็ไหลไม่เต็มที่
ผลคือ แข็งตัวได้ช้าลง แข็งไม่เต็มที่ หรือไม่คงอยู่ได้นาน
กรดยูริกสูงเป็นตัวจุดชนวนให้ร่างกายเกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง (chronic inflammation)
มันจะไปทำลายเซลล์บุผนังหลอดเลือด (endothelial cells) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่ผลิตสารไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) — สารสำคัญที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดี
เมื่อไนตริกออกไซด์ลดลง หลอดเลือดก็หดตัวง่ายและแข็งตัวเร็วขึ้น
นอกจากนี้ ผลึกกรดยูริกยังทำให้เกิดการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด จนเกิดคราบพลัค (plaque) คล้าย ๆ กับที่พบในโรคหัวใจตีบอีกด้วย
หลอดเลือดอวัยวะเพศจึงมักเป็นที่แรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบ เพราะเส้นเลือดที่นั่นมีขนาดเล็กและละเอียดมาก — แค่มีการอุดตันเล็กน้อยก็ส่งผลชัดเจนแล้วครับ
หมอมักจะบอกคนไข้ว่า “ถ้าหลอดเลือดที่ปลายนิ้วเท้าตัน จงเชื่อว่าหลอดเลือดหัวใจและอวัยวะเพศก็ตันได้เหมือนกัน”
ดังนั้น การที่อวัยวะเพศแข็งตัวยากในคนเป็นเก๊าท์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย แต่เป็นสัญญาณเตือนให้รีบดูแลสุขภาพระบบหลอดเลือดทั้งหมด
ตรวจระดับกรดยูริกในเลือด (Uric Acid) เพื่อประเมินการควบคุมโรคเก๊าท์
ตรวจไขมัน น้ำตาล และความดันโลหิต เพราะทั้งหมดสัมพันธ์กับหลอดเลือดเสื่อม
ตรวจหลอดเลือดอวัยวะเพศด้วย Ultrasound เพื่อดูการไหลเวียนเลือด
ตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) เนื่องจากการอักเสบเรื้อรังจากเก๊าท์อาจทำให้ฮอร์โมนลดลงได้ด้วย
ควบคุมกรดยูริกให้ต่ำกว่า 6 mg/dL ด้วยยาที่แพทย์สั่ง และไม่หยุดยาด้วยตัวเอง
ดื่มน้ำให้มาก วันละ 2–3 ลิตร เพื่อช่วยขับกรดยูริกออกทางไต
ลดอาหารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ เบียร์ ปลาซาร์ดีน
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
ลดน้ำหนัก ถ้ามีน้ำหนักเกิน เพราะไขมันส่วนเกินทำให้หลอดเลือดอุดตันได้ง่าย
เลิกบุหรี่และแอลกอฮอล์ เพราะทำให้หลอดเลือดตีบและเพิ่มกรดยูริก
หมออยากย้ำว่า ถ้าดูแลดีและควบคุมระดับกรดยูริกได้ หลายคนจะพบว่าอาการทางเพศดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยาช่วยเลยครับ
ถ้าควบคุมโรคเก๊าท์ได้ดี ร่วมกับการดูแลหลอดเลือดทั้งร่างกาย โอกาสที่สมรรถภาพทางเพศจะกลับมาปกติสูงมาก
แต่ถ้าปล่อยให้กรดยูริกสูงต่อเนื่องหลายปี หลอดเลือดจะตีบแข็งจนยากต่อการฟื้นตัวครับ
อย่ามองว่าเก๊าท์เป็นเรื่องเล็กแค่ปวดข้อ เพราะมันคือสัญญาณของระบบเผาผลาญที่เริ่มรวน และถ้าระบบนี้รวน หลอดเลือดทั้งร่างกายรวมถึงอวัยวะเพศก็จะได้รับผลกระทบด้วย
ดังนั้น การรักษาเก๊าท์ให้ต่อเนื่อง คือการดูแลสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจของคุณไปพร้อมกันครับ ❤️
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng
โทร 081-5303666
#เก๊าท์ #สมรรถภาพเพศชาย #หลอดเลือดเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สุขภาพผู้ชาย #เลือดไหลเวียนไม่ดี #ข้อเท้าอักเสบ
