
“หมอครับ ผมแค่นั่งทำงานหน้าคอมทั้งวัน ไม่ได้ยกของ ไม่ได้ออกแรงเลย แต่กลับปวดหลังเรื้อรังทุกวัน จนต้องพกยาแก้ปวดไว้ประจำโต๊ะทำงานเลยครับ”
นี่คือประโยคที่หมอได้ยินบ่อยมากจากคนทำงานออฟฟิศ และมันคือเรื่องจริงที่หมออยากให้ทุกคนเข้าใจว่า —
“ปวดหลังไม่ได้เกิดจากการออกแรงมากเสมอไป แต่เกิดจากการ ‘อยู่ท่าเดิมนานเกินไป’ ต่างหาก”
ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราคือ “เสาไม้หลายท่อนที่วางซ้อนกัน” โดยมี หมอนรองกระดูก ทำหน้าที่เป็นเบาะกันกระแทกอยู่ระหว่างแต่ละท่อน
เวลานั่งนาน ๆ โดยเฉพาะนั่งหลังงอหรือก้มมองคอมพิวเตอร์ หมอนรองกระดูกจะถูกกดทับด้านหน้าอยู่ตลอดเวลา
เมื่อแรงกดนี้สะสมไปเรื่อย ๆ ทั้งวัน หมอนรองกระดูกจะค่อย ๆ ยุบตัวลง เส้นเอ็นรอบกระดูกตึง และกล้ามเนื้อหลังต้องเกร็งค้างเพื่อพยุงหลังให้อยู่ในท่าเดิม
ผลคือ “กล้ามเนื้อล้า หมอนรองกระดูกอักเสบ และเส้นประสาทระคายเคือง” — ทั้งหมดนี้คือที่มาของอาการปวดหลังเรื้อรังในคนทำงานออฟฟิศครับ
1️⃣ นั่งหลังงอ ก้มคอพิมพ์งานหรือจ้องจอใกล้เกินไป
แรงกดที่หมอนรองกระดูกเพิ่มขึ้นมากกว่าเวลายืนถึง 150%
2️⃣ นั่งขาชิดหรือไขว้ขานาน ๆ
ทำให้กระดูกเชิงกรานบิด หมอนรองกระดูกเอียง เกิดแรงกดไม่สมดุล
3️⃣ นั่งเก้าอี้สูงเกินไปหรือไม่มีพนักพิง
กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานตลอดเวลาโดยไม่มีตัวช่วยพยุง
4️⃣ วางคอมพิวเตอร์ต่ำกว่าระดับสายตา
ทำให้ต้องก้มคอตลอดเวลา จนกล้ามเนื้อคอ–บ่า–หลังส่วนบนตึงเรื้อรัง
ปวดตื้อ ๆ กลางหลังหรือตรงเอว โดยเฉพาะตอนบ่าย ๆ
ปวดร้าวขึ้นบ่า หรือลงก้นและต้นขา
ปวดมากเวลานั่ง แต่ดีขึ้นเมื่อยืนหรือเดิน
รู้สึกเมื่อยล้าตลอดเวลา แม้ไม่ได้ออกแรง
นั่งนาน ๆ แล้วต้องเปลี่ยนท่าตลอด เพราะเริ่มปวด
หมอมักตรวจโดยการดู “ท่าทางการนั่งและการเคลื่อนไหว” มากกว่าการสั่ง MRI ทันที เพราะกว่า 80% ของอาการปวดหลังในคนทำงานออฟฟิศเป็น อาการจากกล้ามเนื้อและท่าทาง (Mechanical back pain)
ถ้ามีอาการปวดร้าวลงขา ชา หรืออ่อนแรง หมอจะพิจารณาตรวจ MRI เพื่อดูว่ามีหมอนรองกระดูกทับเส้นหรือไม่
แต่ส่วนใหญ่แล้วการปรับพฤติกรรมและทำกายภาพบำบัดก็ช่วยให้อาการดีขึ้นได้มากครับ
✅ หลังพิงพนักเก้าอี้เต็มหลัง
เก้าอี้ควรมีพนักรองเอว (lumbar support) เพื่อรักษาความโค้งของกระดูกสันหลังส่วนล่าง
✅ ตั้งจอคอมให้ระดับสายตาตรง
ถ้าจอต่ำไป ให้รองด้วยกล่องหรือแท่นวาง เพื่อไม่ต้องก้มคอ
✅ วางเท้าเต็มพื้น
เข่าควรอยู่ระดับเดียวกับสะโพก หรือสูงกว่าเล็กน้อย
ถ้าเก้าอี้สูงเกินไป ให้ใช้ที่วางเท้า (footrest)
✅ ปรับโต๊ะให้อยู่ระดับข้อศอก
เวลาพิมพ์งาน แขนควรตั้งฉากกับพื้น ไม่ควรยกไหล่
✅ เปลี่ยนท่าทุก 30–45 นาที
ลุกขึ้นยืดตัว เดินไปเติมน้ำ หรือยืดกล้ามเนื้อหลังเบา ๆ ทุกชั่วโมง
1️⃣ ท่ายืดคอและบ่า (Neck stretch)
ก้มคอช้า ๆ ไปด้านหน้า แล้วเอียงข้างละ 10 วินาที
2️⃣ ท่า Shoulder Roll
หมุนไหล่เป็นวงกลมช้า ๆ 10 รอบ ลดอาการเกร็งของบ่า
3️⃣ ท่า Cat–Cow นั่งบนเก้าอี้
หายใจเข้า แอ่นหลังเล็กน้อย หายใจออกโค้งหลังเบา ๆ 10 ครั้ง
4️⃣ ท่ายืดหลังบน (Seated Twist)
บิดตัวช้า ๆ ไปทางขวาและซ้าย ค้างไว้ข้างละ 10 วินาที
5️⃣ ท่ายืดกล้ามเนื้อน่องและหลังขา (Hamstring stretch)
ยืดขาไปด้านหน้า วางส้นเท้าบนพื้นแล้วโน้มตัวเบา ๆ จะช่วยคลายกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างได้ดี
เดินให้ได้วันละ 6,000–8,000 ก้าว เพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนเลือด
ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core muscle) สัปดาห์ละ 3 ครั้ง
นอนบนที่นอนไม่แข็งหรือนุ่มเกินไป
ดื่มน้ำมากพอ เพราะหมอนรองกระดูกต้องการน้ำเพื่อคงความยืดหยุ่น
ลดน้ำหนัก ถ้ามีภาวะอ้วน เพราะไขมันหน้าท้องเพิ่มแรงกดที่หลังส่วนล่างโดยตรง
อาการปวดหลังเรื้อรังในพนักงานออฟฟิศไม่ใช่เรื่องเล็กครับ เพราะถ้าปล่อยไว้นาน อาจลุกลามจนกลายเป็นหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือทับเส้นในอนาคตได้
หมออยากให้ทุกคนเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ — ลุกขึ้นยืดตัวทุกชั่วโมง หมั่นออกกำลังกาย และเลือกเก้าอี้ดี ๆ ให้หลังคุณได้พักบ้าง
เพราะหลังของคุณไม่ได้ขอแค่วางบนพนักเก้าอี้เท่านั้น… มันอยากให้คุณ “ขยับ” ด้วยครับ ❤️
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวดหลังได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng
โทร 081-5303666
#ปวดหลังออฟฟิศซินโดรม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ออฟฟิศซินโดรม #หมอนรองกระดูกทับเส้น #สุขภาพหลัง #กายภาพบำบัด