
“หมอคะ พอหมดประจำเดือนแล้วหลังหนูปวดทุกวันเลยค่ะ ปวดตั้งแต่เอวถึงไหล่ ต้องนวดตลอด กลัวว่าจะเป็นโรคกระดูกหรือเปล่า?”
คำถามนี้หมอได้ยินบ่อยมากครับ เพราะหลังช่วงอายุ 45–55 ปี ผู้หญิงหลายคนเริ่มมีอาการปวดหลังเรื้อรังมากขึ้นกว่าช่วงก่อน และที่สำคัญคือ… อาการปวดหลังในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนต่างจากของผู้ชายจริง ๆ ครับ
ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) เป็นฮอร์โมนหลักของผู้หญิงที่ช่วยดูแลทั้งระบบสืบพันธุ์และระบบกระดูก
เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนนี้จะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดผลกระทบกับกระดูกสันหลังหลายด้าน เช่น:
กระดูกบางลง เพราะแคลเซียมถูกดึงออกจากกระดูกมากขึ้น → เสี่ยงกระดูกพรุนและกระดูกหักง่าย
หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น เพราะสูญเสียน้ำและความยืดหยุ่น → ทำให้ปวดเมื่อยหลังบ่อย
กล้ามเนื้อและเอ็นรอบหลังอ่อนแรงลง → ทำให้หลังรับน้ำหนักไม่ไหว ปวดหลังได้ง่ายขึ้น
ทั้งหมดนี้รวมกันทำให้หลังของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน “อ่อนแอและเสื่อมเร็วกว่าผู้ชายวัยเดียวกัน” ครับ
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน: มักปวดตื้อ ๆ ลึก ๆ บริเวณเอวหรือกลางหลัง โดยเฉพาะตอนเช้าหรือตอนเย็น เวลานั่งนาน ยืนนาน หรือเดินมาก มักจะปวดเมื่อยหลังและต้องพึ่งการนวดบ่อย ๆ
ผู้ชายวัยเดียวกัน: มักปวดหลังจากการใช้งานหนัก เช่น ยกของ ออกกำลังกาย หรือทำงานที่ใช้แรงมากกว่า และมักเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบหรือหมอนรองกระดูกปลิ้น
พูดง่าย ๆ คือ ผู้หญิงมักปวดจาก “หลังเสื่อมและกล้ามเนื้ออ่อนแรง” ส่วนผู้ชายมักปวดจาก “การใช้งานเกิน” ครับ
1️⃣ ปวดหลังส่วนล่างเวลานั่งนาน — เพราะหมอนรองกระดูกและกล้ามเนื้ออ่อนแรง
2️⃣ หลังตึงตอนเช้า — เกิดจากข้อต่อสันหลังที่เสื่อมและแข็งตัว
3️⃣ ปวดหลังร้าวลงขา — พบได้ในบางรายที่หมอนรองกระดูกปลิ้นกดเส้นประสาท
4️⃣ หลังค่อมหรือเตี้ยลง — เป็นผลจากกระดูกพรุนและกระดูกสันหลังยุบ
5️⃣ เมื่อยบ่าและสะบัก — เพราะกล้ามเนื้อส่วนบนต้องชดเชยความอ่อนแรงของหลังส่วนล่าง
เอกซเรย์กระดูกสันหลัง (X-ray) เพื่อดูการยุบหรือเสื่อมของกระดูก
ตรวจวัดมวลกระดูก (DEXA scan) เพื่อประเมินว่ามีกระดูกพรุนหรือไม่
MRI หากมีอาการร้าวลงขา หรือสงสัยว่ามีหมอนรองกระดูกปลิ้น
ตรวจเลือด เพื่อดูระดับแคลเซียม วิตามินดี และฮอร์โมนเอสโตรเจน
1️⃣ เสริมความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ
รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและโปรตีนสูง เช่น ปลาเล็กปลาน้อย นม เต้าหู้ ถั่ว งาดำ และวิตามินดีจากแสงแดดตอนเช้า
บางรายอาจได้รับยาเพิ่มมวลกระดูก เช่น Bisphosphonate หรือ Denosumab ตามดุลยพินิจของแพทย์
2️⃣ ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-bearing exercise)
เช่น เดินเร็ว โยคะเบา ๆ หรือพิลาทิส เพื่อกระตุ้นให้กระดูกแข็งแรงและกล้ามเนื้อหลังทำงานดีขึ้น
3️⃣ กายภาพบำบัดเสริมกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง (Core muscle)
ช่วยให้กล้ามเนื้อรอบหลังพยุงกระดูกได้ดีขึ้น ลดแรงกดทับหมอนรองกระดูก
4️⃣ ควบคุมน้ำหนัก
น้ำหนักเกินทำให้หลังต้องรับแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงที่กระดูกเริ่มบาง
5️⃣ ปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน
นั่งหลังตรง พิงพนักเต็มหลัง
ยืนให้น้ำหนักเท่ากันทั้งสองข้าง
นอนบนที่นอนแน่นปานกลาง ไม่ยวบเกินไป
หลีกเลี่ยงการก้ม ยกของหนัก หรือบิดตัวเร็ว
6️⃣ จัดการความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ
เพราะความเครียดทำให้กล้ามเนื้อหลังเกร็งตัว และทำให้ปวดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
อาการปวดหลังในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนไม่ใช่แค่สัญญาณของ “อายุ” แต่เป็นผลจาก ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงและกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงลง
ข่าวดีคือ หากเริ่มดูแลตั้งแต่วันนี้ ทั้งการออกกำลังกาย รับประทานอาหารเสริมแคลเซียม และปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน — อาการปวดหลังสามารถดีขึ้นได้อย่างมาก และป้องกันการเสื่อมในอนาคตได้ครับ ❤️
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวดหลังได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng
โทร 081-5303666
#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลังผู้หญิง #วัยหมดประจำเดือน #กระดูกพรุน #สุขภาพหลัง #หมอนรองกระดูกเสื่อม #ปวดหลัง