
“หมอครับ ผมตัวใหญ่หน่อย น้ำหนักเกินนิด ๆ แต่ช่วงนี้ปวดหลังตลอดเลย เพื่อนบอกว่าเพราะอ้วนเกินไป จริงไหมครับ?”
อีกคนถามว่า “หนูผอมมากเลยค่ะ แต่ก็ปวดหลังเหมือนกัน แบบนี้ไม่เกี่ยวกับน้ำหนักใช่ไหม?”
คำถามนี้หมอได้ยินบ่อยมากครับ และคำตอบคือ — ทั้งคนอ้วนและคนผอมมีโอกาสปวดหลังได้เหมือนกัน แต่สาเหตุและกลไกที่ทำให้ปวดต่างกันครับ
เพราะกระดูกสันหลังคือ “เสาหลักของร่างกาย” ที่ต้องรับน้ำหนักเราตลอดเวลา
ทุก ๆ 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มแรงกดบนกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกมากขึ้นหลายเท่า โดยเฉพาะเวลายืน เดิน หรือยกของครับ
ดังนั้น น้ำหนักที่มากเกินไปย่อมเพิ่มภาระให้กระดูกและกล้ามเนื้อหลังโดยตรง แต่ในทางกลับกัน “น้ำหนักน้อยเกินไป” ก็ทำให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงพอจะพยุงหลังได้เช่นกัน
1️⃣ แรงกดที่กระดูกสันหลังมากเกินไป
น้ำหนักส่วนเกิน โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ทำให้กระดูกสันหลังส่วนล่างต้องแอ่นมาข้างหน้า (lordosis) เพื่อรักษาสมดุล ส่งผลให้เกิดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูกมากขึ้น
2️⃣ หมอนรองกระดูกสึกหรอเร็ว
แรงกดต่อเนื่องจากน้ำหนักมาก ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วกว่าปกติ และอาจปลิ้นออกมากดเส้นประสาทได้ง่ายขึ้น
3️⃣ กล้ามเนื้อแกนกลาง (Core muscle) อ่อนแรง
คนอ้วนมักเคลื่อนไหวน้อย ทำให้กล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงหลังอ่อนแรง พอหลังต้องรับแรงมากขึ้นจึงเกิดการอักเสบและปวดเรื้อรัง
4️⃣ มีไขมันสะสมรอบเอวและหลัง
ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดีและเกิดการอักเสบระดับเซลล์ (Inflammation) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ปวดหลังเรื้อรังได้ครับ
1️⃣ กล้ามเนื้อและไขมันน้อยเกินไป
คนที่น้ำหนักน้อยมาก หรือขาดสารอาหาร จะมีกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องอ่อนแรง ทำให้ไม่สามารถพยุงแนวกระดูกสันหลังได้ดี
2️⃣ ขาดมวลกระดูก (ภาวะกระดูกพรุน)
ในผู้หญิงผอม โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือน จะมีความเสี่ยงกระดูกพรุนสูง ทำให้กระดูกสันหลังยุบและปวดหลังได้ง่าย
3️⃣ พฤติกรรมซ้ำ ๆ แบบเดียวกับคนทั่วไป
เช่น นั่งนาน ก้มหลัง ใช้คอมพ์หรือมือถือในท่าที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลต่อกล้ามเนื้อและหมอนรองกระดูกไม่ต่างกัน
4️⃣ ไม่มีชั้นไขมันช่วยรองรับแรงกระแทก
ทำให้แรงที่ส่งผ่านมายังกระดูกและข้อต่อมากขึ้นโดยตรง
โดยรวมแล้ว คนอ้วนมีความเสี่ยงปวดหลังมากกว่า เพราะแรงกดต่อกระดูกสันหลังสูงกว่า และมักมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ไขมันสูง หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย
แต่คนผอมก็ใช่ว่าจะรอด เพราะหากมีมวลกล้ามเนื้อน้อย หรือเป็นโรคกระดูกพรุน ก็ปวดหลังได้เรื้อรังไม่ต่างกันครับ
✅ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (BMI 18.5–24.9)
ไม่ปล่อยให้อ้วนเกินหรือผอมเกินไป
✅ ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core muscle)
เช่น ท่า Plank, Bridge, Bird-dog อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน
✅ ยืดกล้ามเนื้อหลังและขาเป็นประจำ
ลดแรงตึงที่หลังส่วนล่างและกล้ามเนื้อสะโพก
✅ นั่ง ยืน เดิน ให้ถูกท่า
นั่งหลังตรง พิงพนักเต็มหลัง และลุกขยับทุก 45 นาที
✅ หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือก้มหลังเร็ว ๆ
ใช้การย่อเข่าแทนการก้มหลังตรง ๆ
✅ ตรวจสุขภาพกระดูกและมวลกล้ามเนื้อทุกปี
โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุเกิน 40 ปี เพื่อป้องกันกระดูกพรุนและหลังเสื่อมเร็ว
ท่า Bridge: นอนหงาย งอเข่า แล้วยกสะโพกขึ้น ค้างไว้ 5 วินาที 10 ครั้ง
ท่า Cat–Cow: แอ่นหลังและโก่งหลังสลับกัน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลัง
ท่า Wall Angel: ยืนพิงกำแพง แล้วยกแขนขึ้นลงเพื่อคลายไหล่และหลังส่วนบน
ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอม “หลังของคุณก็ต้องการความแข็งแรงเหมือนกัน”
สิ่งสำคัญคือการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ดี และขยับร่างกายสม่ำเสมอ
เพราะสุดท้ายแล้ว หลังที่แข็งแรงไม่ใช่เรื่องของรูปร่าง แต่เป็นเรื่องของการดูแลครับ ❤️
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวดหลังได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng
โทร 081-5303666
#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลัง #คนอ้วนปวดหลัง #สุขภาพหลัง #หมอนรองกระดูกเสื่อม #กายภาพบำบัด