คนอ้วนกับคนผอม ใครมีโอกาสปวดหลังมากกว่ากัน?

“หมอครับ ผมตัวใหญ่หน่อย น้ำหนักเกินนิด ๆ แต่ช่วงนี้ปวดหลังตลอดเลย เพื่อนบอกว่าเพราะอ้วนเกินไป จริงไหมครับ?”

อีกคนถามว่า “หนูผอมมากเลยค่ะ แต่ก็ปวดหลังเหมือนกัน แบบนี้ไม่เกี่ยวกับน้ำหนักใช่ไหม?”

คำถามนี้หมอได้ยินบ่อยมากครับ และคำตอบคือ — ทั้งคนอ้วนและคนผอมมีโอกาสปวดหลังได้เหมือนกัน แต่สาเหตุและกลไกที่ทำให้ปวดต่างกันครับ


⚖️ ทำไม “น้ำหนักตัว” ถึงมีผลต่ออาการปวดหลัง?

เพราะกระดูกสันหลังคือ “เสาหลักของร่างกาย” ที่ต้องรับน้ำหนักเราตลอดเวลา

ทุก ๆ 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มแรงกดบนกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกมากขึ้นหลายเท่า โดยเฉพาะเวลายืน เดิน หรือยกของครับ

ดังนั้น น้ำหนักที่มากเกินไปย่อมเพิ่มภาระให้กระดูกและกล้ามเนื้อหลังโดยตรง แต่ในทางกลับกัน “น้ำหนักน้อยเกินไป” ก็ทำให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงพอจะพยุงหลังได้เช่นกัน


🍔 คนอ้วน — ทำไมถึงปวดหลังบ่อย?

1️⃣ แรงกดที่กระดูกสันหลังมากเกินไป

น้ำหนักส่วนเกิน โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ทำให้กระดูกสันหลังส่วนล่างต้องแอ่นมาข้างหน้า (lordosis) เพื่อรักษาสมดุล ส่งผลให้เกิดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูกมากขึ้น

2️⃣ หมอนรองกระดูกสึกหรอเร็ว

แรงกดต่อเนื่องจากน้ำหนักมาก ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วกว่าปกติ และอาจปลิ้นออกมากดเส้นประสาทได้ง่ายขึ้น

3️⃣ กล้ามเนื้อแกนกลาง (Core muscle) อ่อนแรง

คนอ้วนมักเคลื่อนไหวน้อย ทำให้กล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงหลังอ่อนแรง พอหลังต้องรับแรงมากขึ้นจึงเกิดการอักเสบและปวดเรื้อรัง

4️⃣ มีไขมันสะสมรอบเอวและหลัง

ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดีและเกิดการอักเสบระดับเซลล์ (Inflammation) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ปวดหลังเรื้อรังได้ครับ


🥗 แล้ว “คนผอม” ทำไมก็ปวดหลังได้?

1️⃣ กล้ามเนื้อและไขมันน้อยเกินไป

คนที่น้ำหนักน้อยมาก หรือขาดสารอาหาร จะมีกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องอ่อนแรง ทำให้ไม่สามารถพยุงแนวกระดูกสันหลังได้ดี

2️⃣ ขาดมวลกระดูก (ภาวะกระดูกพรุน)

ในผู้หญิงผอม โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือน จะมีความเสี่ยงกระดูกพรุนสูง ทำให้กระดูกสันหลังยุบและปวดหลังได้ง่าย

3️⃣ พฤติกรรมซ้ำ ๆ แบบเดียวกับคนทั่วไป

เช่น นั่งนาน ก้มหลัง ใช้คอมพ์หรือมือถือในท่าที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลต่อกล้ามเนื้อและหมอนรองกระดูกไม่ต่างกัน

4️⃣ ไม่มีชั้นไขมันช่วยรองรับแรงกระแทก

ทำให้แรงที่ส่งผ่านมายังกระดูกและข้อต่อมากขึ้นโดยตรง


📊 แล้วใครเสี่ยงมากกว่ากันแน่?

โดยรวมแล้ว คนอ้วนมีความเสี่ยงปวดหลังมากกว่า เพราะแรงกดต่อกระดูกสันหลังสูงกว่า และมักมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ไขมันสูง หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย

แต่คนผอมก็ใช่ว่าจะรอด เพราะหากมีมวลกล้ามเนื้อน้อย หรือเป็นโรคกระดูกพรุน ก็ปวดหลังได้เรื้อรังไม่ต่างกันครับ


💪 วิธีดูแลหลังให้แข็งแรง ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอม

✅ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (BMI 18.5–24.9)

ไม่ปล่อยให้อ้วนเกินหรือผอมเกินไป

✅ ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core muscle)

เช่น ท่า Plank, Bridge, Bird-dog อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน

✅ ยืดกล้ามเนื้อหลังและขาเป็นประจำ

ลดแรงตึงที่หลังส่วนล่างและกล้ามเนื้อสะโพก

✅ นั่ง ยืน เดิน ให้ถูกท่า

นั่งหลังตรง พิงพนักเต็มหลัง และลุกขยับทุก 45 นาที

✅ หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือก้มหลังเร็ว ๆ

ใช้การย่อเข่าแทนการก้มหลังตรง ๆ

✅ ตรวจสุขภาพกระดูกและมวลกล้ามเนื้อทุกปี

โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุเกิน 40 ปี เพื่อป้องกันกระดูกพรุนและหลังเสื่อมเร็ว


🧘‍♀️ ท่าบริหารหลังที่ทำได้ทุกคน

  • ท่า Bridge: นอนหงาย งอเข่า แล้วยกสะโพกขึ้น ค้างไว้ 5 วินาที 10 ครั้ง

  • ท่า Cat–Cow: แอ่นหลังและโก่งหลังสลับกัน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลัง

  • ท่า Wall Angel: ยืนพิงกำแพง แล้วยกแขนขึ้นลงเพื่อคลายไหล่และหลังส่วนบน


💬 หมออยากฝากไว้

ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอม “หลังของคุณก็ต้องการความแข็งแรงเหมือนกัน”

สิ่งสำคัญคือการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ดี และขยับร่างกายสม่ำเสมอ

เพราะสุดท้ายแล้ว หลังที่แข็งแรงไม่ใช่เรื่องของรูปร่าง แต่เป็นเรื่องของการดูแลครับ ❤️


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวดหลังได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng

โทร 081-5303666

#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลัง #คนอ้วนปวดหลัง #สุขภาพหลัง #หมอนรองกระดูกเสื่อม #กายภาพบำบัด