
ถ้าไม่สามารถใช้ยา NSAIDs มีทางเลือกอื่นในการรักษาอาการปวดข้ออย่างไรบ้าง?
หลายคนที่มีอาการปวดข้อหรือปวดกล้ามเนื้อ มักได้รับยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์) เพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งยากลุ่มนี้ได้ผลดีมากในการลดอาการปวดและอักเสบ แต่ในบางคนอาจมีปัญหา เช่น แสบท้อง เป็นแผลในกระเพาะ มีโรคไต หรือโรคหัวใจ ทำให้ไม่สามารถใช้ยาในกลุ่มนี้ได้
คำถามคือ ถ้าใช้ยา NSAIDs ไม่ได้ เรามีทางเลือกอะไรบ้างที่จะช่วยลดอาการปวดข้ออย่างปลอดภัย? วันนี้เรามาดูแนวทางการรักษาทางเลือกอื่น ๆ ที่ได้ผลดีไม่แพ้กันครับ
ทางเลือกที่ 1 : ยาพาราเซตามอล (Paracetamol)
เป็นยาที่ปลอดภัยกว่ายาในกลุ่ม NSAIDs และเหมาะกับผู้ที่มีโรคกระเพาะหรือโรคไต
ช่วยบรรเทาอาการปวดระดับเล็กน้อยถึงปานกลางได้ดี เช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดหลัง
ควรกินในขนาดที่แพทย์แนะนำ ไม่ควรกินเกินวันละ 3,000 มิลลิกรัม เพราะอาจทำให้ตับทำงานหนักได้
ทางเลือกที่ 2 : ยาคลายกล้ามเนื้อ (Muscle relaxant)
ในบางกรณีอาการปวดข้อหรือปวดหลังมีส่วนมาจากกล้ามเนื้อที่ตึงตัวหรือเกร็ง
ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น Eperisone หรือ Tolperisone สามารถช่วยคลายกล้ามเนื้อรอบข้อ ลดแรงดึง ลดอาการปวดได้ดี
แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันนาน และต้องระวังอาการง่วงหรือมึนศีรษะ
ทางเลือกที่ 3 : ยาทาเฉพาะที่ (Topical NSAIDs)
แม้จะเป็นยาในกลุ่มเดียวกับ NSAIDs แต่เมื่อใช้ทาเฉพาะที่ เช่น ยาเจลหรือแผ่นแปะ ยาจะออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณที่ปวด โดยดูดซึมเข้าน้อยมาก
จึงไม่ค่อยมีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารหรือไต
เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดข้อจากการใช้งานมาก เช่น ปวดเข่า ปวดไหล่
ทางเลือกที่ 4 : การฉีดยาลดอักเสบเฉพาะจุด
ในกรณีที่ข้ออักเสบมาก แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาเข้าสู่ข้อโดยตรง เช่น
ยาสเตียรอยด์ (Steroid injection) เพื่อลดอักเสบเฉพาะที่
เจลน้ำหล่อข้อ (Hyaluronic acid) เพื่อเพิ่มความลื่น ลดแรงเสียดสีในข้อเข่า
ทางเลือกที่ 5 : การทำกายภาพบำบัด
การทำกายภาพเป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยได้มาก โดยเฉพาะในโรคข้อเสื่อมหรือกล้ามเนื้ออักเสบ
ประกอบด้วยการใช้เครื่องมือ เช่น อัลตราซาวนด์ เลเซอร์ ความร้อน หรือ Shockwave therapy ร่วมกับการออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อเฉพาะจุด
ช่วยลดการอักเสบ กระตุ้นการไหลเวียน และเพิ่มความแข็งแรงของข้อ
ทางเลือกที่ 6 : การใช้ความร้อนหรือเย็นประคบ
หากข้ออักเสบหรือบวมแดง ควรประคบเย็นใน 48 ชั่วโมงแรกเพื่อลดบวม
หลังจากนั้นสามารถเปลี่ยนเป็นประคบร้อนเพื่อเพิ่มการไหลเวียนและลดอาการตึงกล้ามเนื้อ
ทางเลือกที่ 7 : การออกกำลังกายและลดน้ำหนัก
ผู้ที่มีข้อเข่าหรือข้อสะโพกเสื่อมควรลดน้ำหนักตัว เพราะทุก 1 กิโลกรัมที่ลดได้ จะลดแรงกดบนข้อได้ถึง 4-6 กิโลกรัม
ออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำ เช่น เดินในน้ำ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานเบา ๆ จะช่วยให้ข้อแข็งแรงโดยไม่ทำร้ายข้อเพิ่ม
ทางเลือกที่ 8 : ปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
หลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบ ขัดสมาธิ หรือยกของหนักนาน ๆ
จัดท่านั่ง ท่ายืน และท่านอนให้เหมาะสม ลดแรงกดต่อข้อที่ปวด
พักข้อให้พอ แต่ไม่หยุดขยับ เพราะการหยุดใช้งานนานเกินไปจะทำให้ข้อแข็งและกล้ามเนื้ออ่อนแรง
สรุป
การรักษาอาการปวดข้อไม่จำเป็นต้องพึ่งยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เสมอไป
หากไม่สามารถใช้ยาได้ ยังมีทางเลือกอื่นอีกมาก เช่น ยาทา ยาคลายกล้ามเนื้อ การฉีดยาเข้าข้อ การทำกายภาพ และการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
สิ่งสำคัญคือ ต้องหาสาเหตุของอาการปวดให้ชัด และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะกับร่างกายของแต่ละคน
พูดให้ง่ายที่สุด
“ถ้าใช้ยาแก้ปวดไม่ได้ ก็ยังมีอีกหลายทางที่ช่วยให้ข้อดีขึ้นได้ โดยไม่ต้องพึ่งยา”
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากมีอาการปวดข้อเรื้อรังหรือข้ออักเสบ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ เพื่อวางแผนการรักษาอย่างปลอดภัยและเหมาะสม
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
Line ID : @doctorkeng
โทร 081-5303666
#ปวดข้อ #NSAIDs #ยาทางเลือก #ปวดเข่า #ปวดหลัง #หมอกระดูกและข้อ #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ใช้ยา