“หมอครับ ผมขับรถทุกวัน วันละหลายชั่วโมง พอถึงบ้านทีไรปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหลังตลอดเลยครับ หรือเพราะอายุมากแล้ว?”
อีกคนหนึ่งก็บอกว่า “หมอคะ หนูใช้โทรศัพท์ทั้งวัน ทั้งทำงานทั้งเล่น โพสต์ท่าแป๊บเดียวแต่ปวดคอไปทั้งอาทิตย์เลย!”
หมอยืนยันเลยครับว่า “ใช่ครับ! ท่าขับรถและท่าใช้โทรศัพท์มือถือมีผลต่อกระดูกคอและหลังอย่างมาก” และเป็นหนึ่งในสาเหตุอันดับต้น ๆ ของอาการปวดคอ ปวดหลังในคนยุคปัจจุบันเลยทีเดียว
เพราะทั้งสองกิจกรรมนี้มีลักษณะเหมือนกันคือ อยู่ในท่าทางเดิมนาน ๆ และมักเป็นท่าที่ไม่สมดุลต่อกระดูกสันหลัง
เวลาที่เราก้มคอหรือเอนตัวไปข้างหน้า น้ำหนักศีรษะที่ปกติหนักเพียง 4–5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงกดบนกระดูกคอมากขึ้นหลายเท่า
👉 ก้มคอเพียง 15 องศา = คอต้องรับน้ำหนักประมาณ 12 กิโลกรัม
👉 ก้มคอ 60 องศา (เหมือนตอนก้มดูมือถือ) = คอต้องรับแรงมากถึง 27 กิโลกรัม!
เมื่อทำซ้ำ ๆ ทุกวันหลายชั่วโมง กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจะล้า เสื่อม และอักเสบ ทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังได้ครับ
1️⃣ เอนเบาะมากเกินไป
ทำให้ต้องแหงนคอหรือเอื้อมแขนไปจับพวงมาลัยตลอดเวลา เกิดแรงกดที่คอและหลังส่วนล่าง
2️⃣ ขับรถโดยนั่งห่างจากพวงมาลัยเกินไป
ทำให้ต้องยืดแขนและเอื้อมไกล กล้ามเนื้อสะบักและไหล่ต้องเกร็งค้าง
3️⃣ ไม่ปรับที่รองศีรษะให้พอดี
บางคนขับรถโดยพิงศีรษะต่ำเกินไป หรือไม่พิงเลย ทำให้คอต้องเกร็งตลอดเวลา
4️⃣ นั่งนานโดยไม่พักเลย
การนั่งขับรถเกิน 2 ชั่วโมงโดยไม่ลุกขยับ จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี และเกิดอาการตึงหลังส่วนล่างได้ง่าย
1️⃣ ก้มมองหน้าจอตลอดเวลา
เป็นสาเหตุหลักของ “Text neck syndrome” หรือภาวะคอเสื่อมในคนวัยทำงานยุคใหม่
2️⃣ ยกไหล่หรือเกร็งแขนค้างขณะถือโทรศัพท์
ทำให้กล้ามเนื้อรอบสะบักและคอตึงเรื้อรัง
3️⃣ นั่งไขว่ห้างหรือนอนตะแคงเล่นมือถือ
ทำให้แนวกระดูกสันหลังบิด เบี้ยว และเกิดแรงกดไม่สมดุล
✅ ปรับเบาะให้หลังพิงเต็ม และเอนประมาณ 100–110 องศา
✅ ปรับเบาะให้อยู่ใกล้พวงมาลัยพอดี แขนงอเล็กน้อย ไม่ต้องเหยียดสุด
✅ ปรับที่รองศีรษะให้พอดีกับระดับกลางของศีรษะ
✅ พักยืดตัวทุก 1–2 ชั่วโมง เดินสัก 5 นาทีหรือยืดหลังเบา ๆ
✅ ยกโทรศัพท์ขึ้นระดับสายตา แทนการก้มคอ
✅ พักสายตาและคอทุก 20–30 นาที โดยหันมองไกล ๆ และหมุนคอช้า ๆ
✅ ใช้แท่นวางมือถือหรือตั้งโต๊ะ เพื่อไม่ต้องถือค้าง
✅ ถ้าใช้พิมพ์หรืออ่านนาน ๆ ให้สลับมือและเปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ
1. ท่ายืดคอ (Chin tuck)
นั่งหลังตรง ดึงคางเข้าหาคอเบา ๆ เหมือนทำคางสองชั้น ค้างไว้ 5 วินาที ทำ 10 ครั้ง
ช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังคอและลดแรงกดที่กระดูกคอ
2. ท่า Shoulder Roll
หมุนไหล่เป็นวงกลมไปข้างหน้า–หลัง อย่างละ 10 รอบ ช่วยคลายความเกร็งของกล้ามเนื้อสะบัก
3. ท่ายืดหลัง (Cat–Cow stretch)
ยืดกล้ามเนื้อหลังและเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลัง
4. ท่า Side bend
ยืดแขนข้างหนึ่งเหนือศีรษะ แล้วเอนตัวไปด้านตรงข้าม ค้างไว้ข้างละ 10 วินาที ทำ 3 รอบ
ปวดคอหรือหลังร้าวลงแขนหรือขา
มีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย
ปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์แม้พักแล้ว
ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนกลางคืน
อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงการกดทับเส้นประสาท หรือหมอนรองกระดูกปลิ้น ควรตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางครับ
คอและหลังของเราออกแบบมาให้ “เคลื่อนไหว” ไม่ใช่ให้อยู่นิ่งในท่าเดิมนาน ๆ
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะขับรถ ใช้มือถือ หรือทำงานหน้าคอม อย่าลืมลุกขึ้นขยับ เปลี่ยนท่าทาง และยืดตัวบ่อย ๆ
เพียงเท่านี้คุณก็สามารถลดอาการปวด และปกป้องกระดูกคอ–หลังให้แข็งแรงไปได้อีกนานครับ ❤️
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวดหลังได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng
โทร 081-5303666
#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดคอ #ปวดหลัง #TextNeck #OfficeSyndrome #สุขภาพหลัง #ขับรถปวดหลัง
