
การฉีด PRP ที่ข้อเข่าช่วยให้เข่าดีขึ้นไหม?
หลายคนที่มีอาการปวดข้อเข่า โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมระยะต้นถึงปานกลาง อาจเคยได้ยินคำว่า “PRP” หรือ “การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นเพื่อรักษาข้อเข่า”
บางคนบอกว่าช่วยให้เดินได้ดีขึ้น ไม่ต้องผ่าตัด บางคนก็ยังสงสัยว่ามันได้ผลจริงไหม และเหมาะกับทุกคนหรือเปล่า
วันนี้เรามาทำความเข้าใจเรื่อง “การฉีด PRP” กันอย่างละเอียด ว่าคืออะไร ทำงานอย่างไร เหมาะกับใครบ้าง และช่วยให้ข้อเข่าดีขึ้นจริงไหม
PRP คืออะไร?
PRP ย่อมาจาก Platelet-Rich Plasma หรือ “เกล็ดเลือดเข้มข้นจากเลือดของเราเอง”
โดยแพทย์จะนำเลือดของผู้ป่วยออกมาประมาณ 10-20 ซีซี แล้วนำไปปั่นด้วยเครื่องเฉพาะ เพื่อแยกส่วนที่เป็นเกล็ดเลือดเข้มข้นออกมา
เกล็ดเลือดเหล่านี้มีสารสำคัญชื่อ “Growth factors” ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ลดการอักเสบ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในกระดูกอ่อน
จากนั้นแพทย์จะฉีด PRP กลับเข้าไปบริเวณข้อเข่าที่เสื่อมหรืออักเสบ เพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติของร่างกาย
กลไกการทำงานของ PRP
ลดการอักเสบภายในข้อเข่า
กระตุ้นเซลล์กระดูกอ่อนให้ฟื้นตัวและสร้างคอลลาเจนใหม่
เพิ่มการไหลเวียนของเลือดในบริเวณที่ฉีด
ลดอาการปวดและเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อ
ผลลัพธ์ที่ได้คือ “ข้อเข่าลื่นขึ้น ปวดน้อยลง และเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น”
ใครบ้างที่เหมาะกับการฉีด PRP
ผู้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อมระยะต้นถึงปานกลาง (กระดูกอ่อนยังไม่สึกจนหมด)
ผู้ที่มีอาการปวดข้อเข่าจากการอักเสบของเยื่อบุข้อ
ผู้ที่ไม่สามารถใช้ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ได้ (เช่น มีโรคกระเพาะ หรือโรคไต)
ผู้ที่ต้องการเลี่ยงการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในระยะต้น
ผู้ที่เคยฉีดเจลน้ำหล่อข้อ (Hyaluronic acid) แล้วได้ผลไม่เต็มที่
ใครที่ไม่ควรฉีด PRP
ผู้ที่เป็นโรคเลือด เช่น เกล็ดเลือดต่ำ โลหิตจางรุนแรง
ผู้ที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด
ผู้ที่มีการติดเชื้อในข้อหรือผิวหนังบริเวณที่จะฉีด
ผู้ป่วยมะเร็ง หรือมีการอักเสบในร่างกายที่ยังควบคุมไม่ได้
ขั้นตอนการฉีด PRP ที่ข้อเข่า
เจาะเลือดจากผู้ป่วยประมาณ 10–20 ซีซี
นำเลือดไปปั่นด้วยเครื่องแยกเฉพาะ เพื่อให้ได้ส่วนที่เป็นเกล็ดเลือดเข้มข้น
แพทย์จะฉีด PRP กลับเข้าข้อเข่า โดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ช่วยนำทาง เพื่อให้เข้าจุดอักเสบหรือบริเวณกระดูกอ่อนเสื่อมอย่างแม่นยำ
หลังฉีดสามารถกลับบ้านได้ทันที พักข้อประมาณ 1–2 วัน
ส่วนใหญ่แพทย์จะฉีด PRP จำนวน 2–3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3–4 สัปดาห์ เพื่อให้ได้ผลต่อเนื่อง
ผลลัพธ์หลังฉีด PRP
จากการศึกษาพบว่า PRP สามารถช่วย
ลดอาการปวดและบวมของข้อ
เพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อเข่า
ลดความต้องการใช้ยาแก้ปวด
ชะลอการเสื่อมของกระดูกอ่อนในข้อ
โดยผลจะเริ่มเห็นภายใน 2–4 สัปดาห์หลังฉีด และคงอยู่ได้นานประมาณ 6–12 เดือน ขึ้นอยู่กับระดับความเสื่อมของข้อเข่าและการดูแลหลังฉีด
ข้อดีของการฉีด PRP
ใช้เลือดของตัวเอง ปลอดภัย ไม่มีการแพ้
ไม่มีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหาร ไต หรือหัวใจ
ไม่ต้องผ่าตัด ฟื้นตัวเร็ว
สามารถทำซ้ำได้โดยไม่เป็นอันตราย
ช่วยฟื้นฟูข้อในระยะต้นได้ดีมาก
ข้อจำกัดของ PRP
ไม่เหมาะกับผู้ที่ข้อเข่าเสื่อมรุนแรงจนกระดูกเสียดสีกัน
ผลลัพธ์ของแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพข้อเดิมและสุขภาพโดยรวม
ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงกว่าการฉีดยาทั่วไป เพราะต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการปั่นแยกเกล็ดเลือด
ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่แม่นยำและปลอดภัย
การดูแลหลังฉีด PRP
หลีกเลี่ยงการวิ่ง ยกของหนัก หรือใช้ข้อเข่ามากในช่วง 48 ชั่วโมงแรก
ประคบเย็นถ้ามีอาการปวดหรือบวมเล็กน้อย
ออกกำลังกายเบา ๆ ได้หลัง 3–5 วัน
รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
ทำกายภาพบำบัดร่วมเพื่อเสริมผลการรักษาให้ยาวนานขึ้น
สรุป
การฉีด PRP ที่ข้อเข่าเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมระยะต้นถึงปานกลาง
ช่วยลดอาการปวด ลดการอักเสบ และกระตุ้นการซ่อมแซมกระดูกอ่อนในข้อโดยธรรมชาติ
แม้จะไม่ได้ทำให้ข้อที่สึกกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม แต่สามารถชะลอการเสื่อมและช่วยให้เดินได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดในระยะต้น
พูดให้ง่ายที่สุด
“PRP ไม่ใช่เวทมนตร์ที่ทำให้ข้อใหม่ขึ้นทันที แต่เป็นการช่วยให้ร่างกายเราซ่อมข้อเข่าของตัวเองได้ดีขึ้น ปลอดภัย และลดปวดได้ยาวนานครับ”
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากมีอาการปวดเข่า หรือข้อเข่าเสื่อม ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนตัดสินใจรับการฉีด PRP เพื่อประเมินความเหมาะสมและวางแผนการรักษาอย่างปลอดภัย
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
Line ID : @doctorkeng
โทร 081-5303666
#PRPข้อเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น #รักษาเข่าโดยไม่ผ่าตัด #หมอธนินนิตย์ #หมอกระดูกและข้อ #ข้อเข่าบวม #ปวดเข่าเรื้อรัง