
หลายคนเริ่มมีอาการปวดหน้าเข่าเวลานั่งนาน เดินขึ้นลงบันได หรือเวลาลุกจากเก้าอี้จะได้ยินเสียง “ดังกรอบแกรบ” บางคนบอกว่าปวดลึกอยู่หลังลูกสะบ้า เหมือนมีอะไรเสียด ๆ อยู่ข้างใน อาการแบบนี้มักเป็นสัญญาณของ “กระดูกอ่อนลูกสะบ้าเสื่อม” หรือภาวะ Patellofemoral Joint Arthritis ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของ “ปวดเข่าด้านหน้าเรื้อรัง” ที่พบได้มากในวัยทำงานและผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้หญิงครับ
ลูกสะบ้า (Patella) คือกระดูกเล็ก ๆ ด้านหน้าหัวเข่า ทำหน้าที่ช่วยเพิ่มแรงพยุงเวลางอหรือเหยียดเข่า โดยกลไกตามธรรมชาติ ลูกสะบ้าจะเลื่อนขึ้นลงบนร่องของกระดูกต้นขาเมื่อเราขยับเข่า ถ้าแรงกดไม่สมดุล หรือกระดูกอ่อนผิวสัมผัสเริ่มสึก จะเกิดการเสียดสีจนกระดูกอ่อนค่อย ๆ บางและแตก เป็นจุดเริ่มต้นของโรคนี้
สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
การใช้งานซ้ำ ๆ เช่น วิ่ง เดินขึ้นลงบันได หรือคุกเข่าบ่อย
ท่าทางผิดสมดุล โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าขาและสะโพกอ่อนแรง ทำให้ลูกสะบ้าเคลื่อนไม่ตรงแนว
น้ำหนักตัวมาก เพิ่มแรงกดต่อข้อเข่า
อุบัติเหตุหรือกระแทกเข่าในอดีต ทำให้กระดูกอ่อนเสียหาย
ภาวะข้อเข่าเสื่อมทั่วไป เมื่ออายุมากขึ้น กระดูกอ่อนทั่วข้อบางลงตามวัย
ปวดหน้าเข่าลึก ๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานแล้วลุก หรือเดินขึ้นลงบันได
ปวดเวลานั่งพับเข่าหรือนั่งยอง ๆ
ได้ยินเสียง “กรอบแกรบ” หรือ “ลั่น” ภายในเข่าเวลาขยับ
ในรายที่เป็นมาก อาจมีบวมเล็กน้อยรอบลูกสะบ้า และรู้สึกอ่อนแรงตอนเหยียดขา
จุดสังเกตสำคัญ: หากปวดหน้าเข่าแต่ยังเดินลงน้ำหนักได้ปกติ ไม่มีบวมมาก มักเข้ากับภาวะกระดูกอ่อนลูกสะบ้าเสื่อม มากกว่าข้อเข่าเสื่อมเต็มข้อ
แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอาการ ตรวจการเคลื่อนไหวของลูกสะบ้า และทดสอบแรงกดที่ผิวข้อหน้าเข่า หากกดแล้วเจ็บหรือมีเสียงฝืดมักบ่งบอกว่ากระดูกอ่อนเริ่มสึก
การตรวจเพิ่มเติมที่ช่วยยืนยันได้ ได้แก่:
เอกซเรย์เข่า (Patellofemoral view) เพื่อดูช่องข้อและแนวเคลื่อนไหวของลูกสะบ้า
MRI เข่า ใช้ดูความหนาและรอยสึกของกระดูกอ่อนโดยละเอียด รวมถึงการอักเสบของเยื่อบุข้อรอบ ๆ
ปรับพฤติกรรมการใช้งาน: หลีกเลี่ยงการนั่งยอง ๆ คุกเข่า หรือขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ
ลดน้ำหนัก: ทุก ๆ 1 กิโลกรัมที่ลดได้ ลดแรงกดบนข้อเข่ากว่า 3–4 กิโลกรัม
กายภาพบำบัด: เน้นเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) และสะโพก เพื่อให้ลูกสะบ้าเคลื่อนได้ตรงแนว
ประคบร้อนและยืดกล้ามเนื้อ วันละ 10–15 นาที ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงรอบเข่า
ยาและเจลลดอักเสบเฉพาะที่ ช่วยบรรเทาอาการปวดในช่วงกำเริบ
ฉีดยาหล่อลื่นข้อ (Hyaluronic acid) ช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวและลดแรงเสียดสีภายในข้อ
ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) กระตุ้นการซ่อมแซมของกระดูกอ่อนในรายที่ยังไม่สึกมาก
ฉีดยาสเตียรอยด์ ใช้ในกรณีปวดบวมชัด แต่ควรทำโดยแพทย์เฉพาะทางและไม่บ่อย
ส่องกล้องข้อเข่า (Arthroscopy) เพื่อล้างผิวข้อและเก็บเศษกระดูกอ่อนที่แตกหลุด
ผ่าตัดจัดแนวลูกสะบ้าใหม่ (Realignment surgery) ในรายที่ลูกสะบ้าเคลื่อนผิดแนวรุนแรง
ผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อบางส่วน (Partial knee replacement) เมื่อกระดูกอ่อนสึกมากเฉพาะด้านหน้าเข่า
ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อหน้าขาและสะโพก เช่น ท่า Straight Leg Raise, Side-lying leg lift, Bridge
ยืดกล้ามเนื้อหลังต้นขา (Hamstring stretch) และกล้ามเนื้อน่อง (Calf stretch) ทุกวัน
เลือกรองเท้าพื้นนุ่มที่รับแรงกระแทกได้ดี
เดิน ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยานเบา ๆ เป็นประจำ 3–4 วัน/สัปดาห์
หลีกเลี่ยงน้ำหนักตัวเกิน เพราะเป็นตัวเร่งให้กระดูกอ่อนสึกเร็ว
กระดูกอ่อนลูกสะบ้าเสื่อมเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องขึ้นลงบันไดหรือนั่งพับเพียบบ่อย ๆ แม้จะไม่อันตราย แต่หากปล่อยไว้นานจะปวดเรื้อรังและเคลื่อนไหวลำบากได้ การดูแลตั้งแต่ระยะแรกด้วยการเสริมกล้ามเนื้อ ปรับพฤติกรรม และลดแรงกดต่อข้อเข่า จะช่วยให้เข่ากลับมาแข็งแรงและใช้งานได้อย่างมั่นใจอีกครั้งครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดหน้าเข่า #กระดูกอ่อนลูกสะบ้าเสื่อม #ข้อเข่าเสื่อม #PFJointArthritis #หมอเก่ง #สุขภาพข้อ