
กระดูกข้อมือหักในผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ต้องผ่าตัดหรือไม่? และถ้าไม่ผ่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
กระดูกข้อมือหัก (Distal radius fracture) เป็นอุบัติเหตุที่พบได้บ่อยมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะคนที่มีโรคกระดูกพรุน ล้มเพียงเบา ๆ ก็ทำให้กระดูกหักได้ง่าย หลายครอบครัวมักตั้งคำถามว่า “อายุเยอะแล้วต้องผ่าตัดจริงไหม?” หรือ “ไม่ผ่าได้หรือเปล่า?”
คำตอบคือ—ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด แต่มีบางลักษณะของการหักที่ ควรผ่าตัดอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อ radial height หายไปมาก หรือ มี dorsal comminution (กระดูกแตกยุบหลายชิ้นด้านหลัง) ซึ่งมีผลต่อรูปทรงและการใช้งานของข้อมือระยะยาว
บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจชัดเจนว่าแบบไหนควรผ่า แบบไหนอาจใส่เฝือกได้ และถ้าไม่ผ่าตัดจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต
กระดูกข้อมือหักคืออะไร
บริเวณปลายกระดูก radius ใกล้ข้อข้อมือ เป็นจุดที่รับแรงขณะล้มแบบเหยียดแขน เมื่ออายุมากและมีภาวะกระดูกพรุน กระดูกจะยุบง่ายและแตกเป็นหลายชิ้นได้ ทำให้ข้อมือผิดรูปทันที
สัญญาณที่บ่งบอกว่ากระดูกข้อมืออาจหัก:
ปวด บวม ขยับไม่ได้
ข้อมือผิดรูป หงายขึ้นหรือก้มลงผิดปกติ
จับสิ่งของไม่ได้ แรงบีบลดลง
เจ็บมากเวลาบิดหรือยกของ
ผู้สูงอายุจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องผ่าทุกคน แต่ต้องดูจาก “ลักษณะการหัก” เป็นหลัก ไม่ใช่อายุอย่างเดียว โดยเฉพาะ 2 ปัจจัยสำคัญคือ
1) Radial height หายไปมาก (> 5 มม.)
Radial height คือความสูงของกระดูกด้านนิ้วหัวแม่มือ ถ้าสูญเสียความสูงมาก:
แสดงว่ากระดูกยุบลง
ทำให้แรงผ่านข้อมือผิดธรรมชาติ
เสี่ยงปวดเรื้อรัง จับของไม่ถนัด
ในกรณีนี้การผ่าตัดดึงกระดูกขึ้นและยึดด้วยแผ่นเหล็ก (Volar plate fixation) จะช่วยฟื้นโครงสร้างให้ใกล้เคียงปกติที่สุด
2) มี dorsal comminution (กระดูกด้านหลังแตกหลายชิ้น)
เป็นสัญญาณว่า โครงสร้างกระดูกด้านหลังหายไป ทำให้:
ฝั่งหลังของข้อมือยุบง่าย
โอกาสที่ข้อมือจะ “หงายผิดรูป” สูง
ใส่เฝือกแล้วมักยุบกลับภายใน 1–2 สัปดาห์
ลักษณะนี้ถือเป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่ควรผ่าตัด เช่น การใช้แผ่นเหล็กด้านหน้า (volar locking plate) เพื่อป้องกันการยุบซ้ำ
แล้วถ้า “ไม่ผ่า” จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต?
ถ้าลักษณะหักเข้าข่ายควรผ่า แต่เลือกไม่ผ่า อาจเจอผลกระทบเหล่านี้ในระยะยาว:
1) ข้อมือโก่งผิดรูปถาวร
เพราะกระดูกที่ยุบแล้วจะไม่กลับมาสูงเหมือนเดิม ทำให้ข้อมือโก่งจนเห็นชัดเจน โดยเฉพาะฝั่งหลัง
2) ปวดเรื้อรังเวลาใช้ข้อมือ
การเสีย alignment ทำให้แรงผ่านข้อมือผิดจุด เกิดการอักเสบบ่อย
3) แรงบีบและแรงจับของมืออ่อนลง
คนไข้จำนวนมากจับของไม่แน่น เปิดฝาขวดไม่ได้ หิ้วของหนักไม่ได้
4) เคลื่อนไหวข้อมือลดลง
งุ้ม–เหยียดได้ไม่เต็มที่ หมุนมือยาก ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันลำบาก เช่น หวีผม ติดกระดุม
5) เสี่ยงเกิดข้อเสื่อมเร็ว (Post-traumatic arthritis)
ถ้าผิวข้อไม่ตรงกันตั้งแต่แรก กระดูกจะเสียดสีกันผิดปกติ ทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น เจ็บเวลาขยับ
ทั้งหมดนี้อาจไม่เกิดภายในวันสองวัน แต่จะสะสมชัดเจนขึ้นภายใน 3–12 เดือนหลังอุบัติเหตุ
แล้วใคร “ไม่จำเป็นต้องผ่า”?
กลุ่มนี้อาจรักษาด้วยเฝือกได้อย่างมีประสิทธิภาพ:
การหักแบบไม่ยุบ ไม่เคลื่อน
Radial height ปกติหรือเสียเพียงเล็กน้อย
ไม่มี dorsal comminution
ผิวข้อปลาย radius ไม่แตกเข้าข้อ
ผู้สูงอายุที่ใช้งานมือน้อย ไม่ต้องจับของหนัก
แพทย์จะถ่าย X-ray ติดตามเป็นระยะ 1–2 สัปดาห์ เพื่อดูว่ากระดูกยุบเพิ่มหรือไม่
ผ่าตัดแล้วดีขึ้นอย่างไร?
รูปร่างกระดูกใกล้เคียงปกติที่สุด
ลดปวดเรื้อรังในอนาคต
แรงจับกลับคืนเร็วกว่า
เคลื่อนไหวข้อมือได้ดีกว่าอย่างชัดเจน
ลดโอกาสข้อเสื่อมหลังหาย
การผ่าตัดในวัย 65+ ปีมักใช้แผ่นเหล็กชนิดพิเศษที่ช่วยล็อกกระดูกพรุน ทำให้ติดดีและลุกใช้งานไว
สรุป
ในผู้ป่วยอายุ 65 ปีที่มีกระดูกข้อมือหัก การผ่าตัดจำเป็นหรือไม่ขึ้นกับ ลักษณะการหัก ไม่ใช่อายุ โดยเฉพาะถ้ามี:
Radial height หายไปมาก
กระดูกด้านหลังแตกยุบหลายชิ้น (dorsal comminution)
กรณีนี้ ผ่าตัดช่วยให้อาการระยะยาวดีกว่ามาก ทั้งรูปร่างข้อมือ แรงบีบ การใช้งาน และลดโอกาสปวดเรื้อรัง ถ้าเลือกไม่ผ่าเสี่ยงข้อมือโก่ง ข้อเสื่อม และใช้งานได้น้อยลงอย่างถาวร
หากไม่แน่ใจว่าแบบของตัวเองควรผ่าหรือใส่เฝือก สามารถนำผล X-ray มาปรึกษาแพทย์กระดูกและข้อเพื่อวางแผนให้เหมาะที่สุดครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#กระดูกข้อมือหัก #ผู้สูงอายุ #กระดูกพรุน #ข้อเสื่อม #หมอเก่ง #ศัลยกรรมกระดูก