
หลายคนเริ่มจาก “คอด้านขวาหันไม่ได้” เจ็บคอแบบตึง ๆ หรือแหลม ๆ ตอนขยับ ต่อด้วยปวดสะบัก ปวดไหล่ และท้ายที่สุดเริ่มมีอาการ “ชาลงแขนหรือชามือ” โดยเฉพาะแขนซ้าย ทำให้กังวลว่าเป็นโรคกระดูกคอเสื่อม เส้นประสาทถูกกด หรือโรคอันตรายอื่น ๆ
อาการชุดนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้สำคัญว่า เส้นประสาทคออาจถูกกดหรือระคายเคือง ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดาอีกต่อไป
บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจว่าอาการรูปแบบนี้เกิดจากอะไร อันตรายหรือไม่ และควรทำอย่างไรต่อไป
อาการแบบนี้เกิดจากอะไรได้บ้าง?
1) เส้นประสาทคอถูกกด (Cervical radiculopathy)
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของ “คอหันไม่ได้ + สะบักปวด + แขนชา” คือ หมอนรองกระดูกคอปลิ้นหรือเดือยกระดูกกดเส้นประสาท ทำให้เกิดการปวดแบบร้าวจากคอ → ไหล่ → สะบัก → แขน → มือ
ลักษณะเด่น:
เจ็บคอด้านใดด้านหนึ่งชัดเจน
ปวดสะบักเหมือนถูกแทงหรือจี้ไฟ
ชา นิ้วมือหรือแขนอ่อนแรง
หันคอแล้วปวดจี๊ดร้าวลงแขน
ไอ/จาม/ก้มศีรษะแล้วปวดมากขึ้น
2) กล้ามเนื้อคอ–สะบักตึงจากท่าทาง + มีเส้นประสาทระคายร่วม (พบมาก)
กล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณไหล่–สะบัก เช่น Upper trapezius, Levator scapulae เมื่อเกร็งเรื้อรังจะดึงคอให้เอียง หรือทำให้หันคอไม่ได้ แต่หากมีอาการชาลงแขนร่วม มักหมายถึงเส้นประสาทถูกกดร่วมด้วย
3) หมอนรองกระดูกคอเสื่อม / ปลิ้น
พบได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 30–40 ปี โดยเฉพาะผู้ที่นั่งทำงานหน้าจอมือถือ–คอมพิวเตอร์นาน หรือเคยมีอุบัติเหตุคอ
สัญญาณเตือน:
ปวดคอร้าวลงแขนเด่นชัด
ชาบริเวณนิ้วหัวแม่มือ / นิ้วชี้ / นิ้วนาง หรือฝ่ามือ
แขนอ่อนแรง จับของหลุดง่าย
4) ข้อคออักเสบเฉียบพลัน (Facet joint inflammation)
ทำให้คอติดแบบเฉียบพลัน หันคอแล้วเจ็บมาก ปวดสะบักร่วมได้ แต่จะไม่ค่อยมีแขนชาหรืออ่อนแรง ถ้ามีชาเป็นสัญญาณของเส้นประสาทแน่นอน
5) โรคที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
พบได้น้อยกว่า แต่ควรระวังหากมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย:
ชาทั้งแขนซ้ายคล้ายไฟฟ้า + เจ็บหน้าอก → อาจเป็นโรคหัวใจ (ต้องไปโรงพยาบาลทันที)
มีไข้ น้ำหนักลด ปวดกลางคืนมาก → ต้องคัดกรองการติดเชื้อหรือเนื้องอก
ต้องตรวจอะไรเพื่อยืนยันโรค?
ตรวจร่างกายระบบประสาทคอ–แขน แพทย์จะทดสอบกำลังมือ ความรู้สึกปลายนิ้ว รีเฟล็กซ์ และท่าที่กระตุ้นให้ปวดร้าว เพื่อบอกว่าถูกกดเส้นประสาทระดับใด
X-ray คอ ดูความเสื่อม ระดับกระดูกคอ และเดือยกระดูก
MRI คอ (สำคัญที่สุด) ใช้เมื่อมีแขนชามาก ปวดร้าวลงแขน หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 4–6 สัปดาห์ จะเห็นหมอนรองกระดูกปลิ้นหรือช่องเส้นประสาทแคบได้ชัดเจน
EMG/NCS ตรวจไฟฟ้าเส้นประสาท หากต้องแยกโรคเส้นประสาทจากแขนหรือปลายมือ
วิธีดูแลเบื้องต้นเพื่อลดอาการ
1) ลดการอักเสบของเส้นประสาท
ประคบร้อน 15–20 นาที วันละ 2–3 ครั้ง
ทายาแก้อักเสบเฉพาะที่บริเวณคอ–สะบัก
2) ปรับท่าทางทันที
นั่งให้ศีรษะอยู่ตรง ไม่ก้มคอเป็นเวลานาน
จอคอมพิวเตอร์ระดับสายตา
หลีกเลี่ยงนอนหมอนสูง–ต่ำเกินไป
3) ท่าบริหารคลายเส้นประสาท
ทำเบา ๆ วันละ 2–3 รอบ:
คางเก็บ 10–12 ครั้ง
ยืดคอด้านข้างช้า ๆ 30 วินาที/ข้าง
ยืดสะบัก (Levator stretch)
ท่าคลายเส้นประสาทแขน (Nerve glide)
4) หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือเหวี่ยงแขน
โดยเฉพาะช่วงอาการกำลังรุนแรง
รักษาอย่างไรให้ดีขึ้นแบบยั่งยืน
1) กายภาพบำบัดเฉพาะจุด
ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่กดทับเส้นประสาท และฝึกกล้ามเนื้อคอ–สะบักให้มั่นคงขึ้น ลดโอกาสปวดซ้ำ
2) ยาควบคุมอาการปวดเส้นประสาท
หมออาจให้ยาเฉพาะลดอาการชา แสบร้อน หรือไฟช็อต
3) ฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะจุด (Selective nerve root injection)
ใช้ในกรณีที่ปวดร้าวมากและรักษาเบื้องต้นไม่ดีขึ้น ช่วยลดอาการได้ตรงจุด
4) การผ่าตัด (ส่วนน้อย)
พิจารณาเมื่อมี
กล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง
ชารุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
เส้นประสาทถูกกดมากจาก MRI
รักษาทางยา–กายภาพ 6–12 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น
สรุป
อาการ “คอขวาหันไม่ได้ + ปวดสะบัก–ไหล่ + แขนซ้ายชามือ” เข้ากับภาวะ เส้นประสาทคอถูกกดหรือระคายเคือง (Cervical radiculopathy) มากที่สุด ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อตึงธรรมดา การตรวจเร็วและการรักษาให้ตรงจุดช่วยป้องกันภาวะเรื้อรังและลดโอกาสแขนอ่อนแรงได้มาก
หากมีอาการชาชัด ร้าวลงแขน หรืออ่อนแรง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินทันทีครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดคอ #สะบักปวด #แขนชา #หมอนรองกระดูกคอ #หมอเก่ง