ปวดเชิงกรานหลังรักษามะเร็ง ไม่ได้แปลว่ามะเร็งกลับมาเสมอไป แต่อาจเป็นผลข้างเคียงจากรังสีที่ทำให้กระดูกร้าวได้!
คนไข้ที่เคยฉายแสงในอุ้งเชิงกราน แล้วปวดสะโพก–ก้นกบ–ขาหนีบเรื้อรัง เดินแล้วเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ไม่ได้ล้มแรง หลายครั้งไม่ได้เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้น หรือข้อเสื่อมอย่างที่เข้าใจกัน แต่คือภาวะที่เรียกว่า
“radiation pelvic insufficiency fracture”
หรือ “กระดูกเชิงกรานร้าวจากผลข้างเคียงของการฉายแสง”
โรคนี้เจอได้บ่อยในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งไส้ตรง มะเร็งต่อมลูกหมาก ที่เคยฉายแสงบริเวณอุ้งเชิงกราน แม้จะฟังน่ากังวล แต่ข่าวดีคือ ถ้าตรวจเจอเร็วและรักษาถูกวิธี ส่วนใหญ่มัก “หายและกลับมาเดินได้ดี” โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดครับ
ทำไมฉายแสงแล้วกระดูกเชิงกรานถึงร้าวได้
รังสีที่ใช้รักษามะเร็งมีพลังงานสูง เป้าหมายคือทำลายเซลล์มะเร็ง แต่ในทางปฏิบัติ เนื้อเยื่อปกติรอบ ๆ ก็ได้รับผลกระทบบางส่วนด้วย กระดูกก็เช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณเชิงกรานที่อยู่ในลำรังสีโดยตรง
สิ่งที่เกิดขึ้นกับกระดูกหลังฉายแสงคือ
หลอดเลือดฝอยในกระดูกถูกทำลาย เลือดมาเลี้ยงกระดูกลดลง
เซลล์สร้างกระดูกทำงานลดลง กระดูกสร้างใหม่ได้ช้ากว่าปกติ
มวลกระดูกค่อย ๆ บางลง คล้ายภาวะกระดูกพรุน
ถ้ามี “กระดูกพรุน” อยู่เดิม ผลของรังสีจะทำให้กระดูกยิ่งเปราะ
เมื่อกระดูกเชิงกรานซึ่งเป็นโครงหลักในการรับน้ำหนักเวลายืน–เดินอ่อนแรงลง การเดินธรรมดา หรือการสะดุดเล็กน้อย ก็อาจทำให้กระดูกเกิด “รอยร้าว” ได้ แม้จะไม่เคยล้มหรือเกิดอุบัติเหตุแรง ๆ เลยก็ตาม
คนกลุ่มไหนเสี่ยง radiation pelvic insufficiency fracture มากเป็นพิเศษ
ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือน
เคยฉายแสงรักษามะเร็งในอุ้งเชิงกราน (ปากมดลูก, เยื่อบุโพรงมดลูก, ลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง, มะเร็งต่อมลูกหมาก)
มีภาวะกระดูกพรุน หรือมวลกระดูกต่ำอยู่เดิม
ได้รับสเตียรอยด์ระยะยาว
น้ำหนักตัวน้อย หรือมีโภชนาการไม่ดี
เคยหกล้มหรือกระดูกหักจากแรงเบาในอดีต
อาการมักเริ่มภายใน 3–24 เดือนหลังจบการฉายแสง แต่บางรายอาจช้ากว่านั้นได้
อาการที่ควรเริ่มสงสัย
ลักษณะอาการของ radiation pelvic insufficiency fracture มักคล้ายปวดจากกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาท ทำให้หลายคนถูกวินิจฉัยว่า “ปวดหลังจากหมอนรองกระดูก” หรือ “ปวดสะโพกจากเอ็นอักเสบ” อยู่เรื่อย ๆ จนรักษาไม่ตรงจุด
สัญญาณที่ควรสงสัยมีดังนี้
ปวดลึก ๆ บริเวณก้นกบ สะโพก หรือขาหนีบข้างใดข้างหนึ่ง
ปวดมากเวลายืน เดิน หรือขึ้นลงบันได แต่พอนั่งพักอาการจะเบาลง
ปวดตอนพลิกตัวบนเตียง หรือลุกจากเก้าอี้
เดินไกลไม่ได้ ต้องหยุดพักบ่อย ๆ เพราะเจ็บ
ไม่มีประวัติล้มแรง ๆ แต่ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
บางรายเจ็บจน “ไม่มีแรงลงเท้า” เดินกะเผลก หรือเดินไม่ได้เลย
ถ้ามีอาการแบบนี้ โดยเฉพาะในคนที่เคยฉายแสงบริเวณเชิงกราน ควรคิดถึงภาวะนี้ไว้เป็นอันดับต้น ๆ
ตรวจอย่างไรให้รู้ว่าเป็นกระดูกเชิงกรานร้าวจริงหรือไม่
เอกซเรย์ธรรมดาของเชิงกรานมัก “ไม่เห็นรอยร้าว” ในระยะต้น ทำให้โรคนี้ถูกมองข้ามได้ง่าย การวินิจฉัยที่แม่นยำ จึงต้องอาศัยการตรวจขั้นสูงมากขึ้น
MRI เชิงกราน เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุด เห็นทั้งรอยร้าวและการบวมในไขกระดูก (bone marrow edema) บอกตำแหน่งและจำนวนรอยร้าวได้ชัด เช่น sacrum เป็นรูปตัว H หรือร้าวที่กระดูกหัวหน่าวสองข้าง
CT scan ช่วยดูรายละเอียดกระดูก ถ้าต้องแยกจากมะเร็งกระจายหรือเนื้องอกอื่น
DEXA scan ใช้ประเมินว่ามีโรคกระดูกพรุนร่วมด้วยหรือไม่ เพื่อนำมาวางแผนรักษาระยะยาว
ที่สำคัญ แพทย์ต้องแยกให้ได้ว่าเป็น “รอยร้าวจากรังสีและกระดูกพรุน” หรือเป็น “มะเร็งกระดูก/มะเร็งกระจาย” ซึ่งจะมีรูปแบบสัญญาณในภาพต่างกันและต้องดูร่วมกับประวัติการรักษามะเร็งเดิม
แนวทางรักษา: ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด
ข่าวดีคือ ในผู้ป่วยส่วนมาก radiation pelvic insufficiency fracture รักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ จุดหลักคือให้กระดูกได้พักและฟื้นตัว พร้อมกับเสริมความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อรอบ ๆ
1) พักการลงน้ำหนักบางส่วน
เป้าหมายคือ “ลดน้ำหนักที่กดลงบนรอยร้าว แต่ไม่ให้ผู้ป่วยนอนติดเตียง”
ใช้ walker หรือไม้ค้ำยัน
หลีกเลี่ยงการเดินไกล ยืนค้างนาน
ถ้าปวดมาก อาจให้ลงน้ำหนักข้างที่ปวดเพียง 25–50% ในช่วง 4–6 สัปดาห์แรก แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่ม
การนอนพักทั้งวันโดยไม่ลุกเดินเลย ไม่แนะนำ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบ เสี่ยงลิ่มเลือด และฟื้นตัวช้าลงมาก
2) ยาแก้ปวดที่เหมาะสม
ใช้พาราเซตามอลเป็นหลัก
ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ใช้ได้บ้าง แต่ต้องระวังในผู้ที่ไตเสื่อมจากการรักษามะเร็ง หรือมีโรคกระเพาะ
หลีกเลี่ยงยาแก้ปวดกลุ่ม opioid ระยะยาว เพราะทำให้เวียนศีรษะ ง่วง เสี่ยงหกล้ม
ความเจ็บปวดจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อกระดูกเริ่มฟื้นตัว
3) รักษาโรคกระดูกพรุนควบคู่
เพราะถ้าไม่แก้ที่ “คุณภาพกระดูก” รอยร้าวอาจกลับเป็นซ้ำได้
เสริมแคลเซียม + วิตามินดีในปริมาณที่เหมาะสม
ใช้ยากลุ่มเพิ่ม/รักษามวลกระดูก เช่น bisphosphonates, denosumab หรือ teriparatide ตามดุลยพินิจแพทย์
ปรับอาหาร เน้นโปรตีนเพียงพอ น้ำหนักตัวเหมาะสม พักผ่อนดี
4) กายภาพบำบัด
หลังจากปวดลดลง ควรเริ่มกายภาพเพื่อ
เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อสะโพก หน้าท้อง และหลัง
ฝึกการเดินและการใช้ walker หรือไม้เท้าอย่างถูกวิธี
ฝึกการทรงตัว ลดโอกาสล้ม
กายภาพที่ดีจะทำให้ผู้ป่วย “กลับมาเดินได้เร็วและมั่นคง” มากขึ้น
5) Sacroplasty (ฉีดซีเมนต์เสริมกระดูก) – ในรายปวดมาก
บางเคส โดยเฉพาะที่มีรอยร้าว sacrum หลายตำแหน่งและปวดมาก แม้พักและกินยาตามแผนแล้ว ยังลุกเดินไม่ได้ แพทย์อาจพิจารณาทำ sacroplasty คือฉีดซีเมนต์ทางการแพทย์เข้าไปในกระดูกที่ร้าวเพื่อเสริมความแข็งแรง
ข้อดีคือช่วยลดปวดเร็ว ทำให้ลุกนั่ง–เดินได้เร็วขึ้นมาก แต่ไม่ใช่ทุกคนต้องทำ ใช้เฉพาะเคสที่เหมาะสมเท่านั้น
ระยะเวลาฟื้นตัว และการพยากรณ์โรค
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะเริ่มปวดลดลงชัดเจนภายใน 4–6 สัปดาห์
กระดูกมักฟื้นตัวเต็มที่ใน 8–12 สัปดาห์
ถ้ามีหลายรอยร้าวหรือกระดูกพรุนรุนแรง อาจใช้เวลานานกว่านี้
โดยรวม หากรักษาตามแผนและป้องกันภาวะกระดูกพรุนควบคู่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับมาเดิน ทำงานบ้าน และใช้ชีวิตใกล้เคียงเดิมได้
สิ่งสำคัญที่สุดคือ
ไม่ปล่อยให้ปวดเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
ตรวจ MRI ให้เจอว่ามีรอยร้าวหรือไม่
เริ่มฟื้นฟูให้ถูกวิธีโดยเร็ว
ต้องรีบพบแพทย์ทันที เมื่อมีอาการต่อไปนี้
ปวดสะโพก–ก้นกบมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้พักแล้ว
เดินไม่ได้ หรือเริ่มล้มง่าย
ปวดร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น (ต้องแยกการติดเชื้อกระดูก)
น้ำหนักลดมาก อ่อนเพลีย จนสงสัยมะเร็งลุกลาม
อย่าคิดว่า “ปวดเดี๋ยวก็หาย” โดยเฉพาะในคนที่เคยรักษามะเร็งและฉายแสงมาก่อน เพราะยิ่งตรวจช้า การฟื้นตัวก็จะยิ่งช้าตามไปด้วยครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#radiationpelvicinsufficiencyfracture #กระดูกเชิงกรานร้าว #ผลข้างเคียงการฉายแสง #กระดูกพรุน #ปวดสะโพก #หมอเก่ง
