ก้มหน้าเล่นมือถือนานๆ = แบกข้าวสาร 27 กิโลฯ ไว้บนคอ! รู้จัก "Text Neck" สาเหตุที่ทำให้คอเสื่อมเร็วกว่าปกติถึง 6 เท่า

"หมอครับ ผมอายุแค่ 30 ทำไมกระดูกคอเริ่มเสื่อมเหมือนคนอายุ 50 แล้ว?"

นี่คือคำถามที่หมอได้ยินบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในยุคปัจจุบันครับ สมัยก่อนโรคกระดูกคอเสื่อมเป็นโรคของผู้สูงอายุ แต่เดี๋ยวนี้เราเจอในวัยรุ่นและวัยทำงานเยอะมาก

จำเลยสำคัญไม่ใช่ใครที่ไหนครับ... คือเจ้า "สมาร์ทโฟน" ในมือเรานี่แหละครับ

แต่มันไม่ได้ผิดที่โทรศัพท์นะครับ มันผิดที่ "องศาการก้ม" ของเราต่างหาก

วันนี้หมอเก่งจะพามาไขความลับทางฟิสิกส์ ที่จะทำให้คุณรีบเงยหน้าขึ้นจากจอทันทีที่อ่านจบครับ!

ความจริงที่น่าตกใจ: ยิ่งก้มเยอะ = คอยิ่งรับกรรมหนัก

ศีรษะของมนุษย์เรา มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 5 กิโลกรัม (ประมาณลูกโบว์ลิ่งลูกหนึ่ง)

ในขณะที่เราหน้ามองตรง (0 องศา) กระดูกคอจะรับน้ำหนักแค่ 5 กิโลกรัมนี้ครับ ซึ่งเป็นน้ำหนักที่ธรรมชาติออกแบบมาให้เรารับไหว

แต่เมื่อไหร่ที่เรา "ก้มหน้า" แรงโน้มถ่วงและหลักการคานงัด จะทำให้น้ำหนักที่กดลงบนกระดูกคอเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ตามงานวิจัยดังนี้ครับ:

  • ก้ม 15 องศา : น้ำหนักเพิ่มเป็น 12 กิโลกรัม

  • ก้ม 30 องศา : น้ำหนักเพิ่มเป็น 18 กิโลกรัม

  • ก้ม 45 องศา : น้ำหนักเพิ่มเป็น 22 กิโลกรัม

  • ก้ม 60 องศา (ท่าปกติเวลาเล่นมือถือ) : น้ำหนักพุ่งปรี๊ดไปถึง 27 กิโลกรัม!!

27 กิโลกรัม หนักแค่ไหน?

ลองจินตนาการว่า คุณกำลังขี่คอเด็ก 8 ขวบ หรือแบกกระสอบข้าวสารลูกใหญ่ๆ ไว้บนคอตลอดเวลาที่คุณไถฟีด Facebook... นั่นแหละครับคือสิ่งที่กระดูกคอคุณกำลังเผชิญ!

สรุปง่ายๆ คือ การก้มหน้าเล่นมือถือ ทำให้คอต้องทำงานหนักกว่าปกติถึง 5-6 เท่าครับ!

ผลลัพธ์: เมื่อคอแบกโลกไว้นานเกินไป

เมื่อกระดูกคอต้องรับแรงกดทับมหาศาลวันละหลายชั่วโมง ติดต่อกันเป็นปีๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือภาวะที่เรียกว่า "Text Neck Syndrome" ครับ

  1. กล้ามเนื้อล้าเรื้อรัง: กล้ามเนื้อคอบ่าไหล่ต้องเกร็งตัวตลอดเวลาเพื่อดึงหัวไว้ไม่ให้ตก กลายเป็นพังผืด ปวดตึง ร้าวขึ้นหัว (Tension Headache)

  2. หมอนรองกระดูก "แบนแต๊ดแต๋": หมอนรองกระดูกเปรียบเหมือนโช้คอัพ เมื่อโดนกดทับแรงๆ นานๆ น้ำในหมอนจะแห้งเหือด หมอนจะทรุดตัว แบนลง และเสื่อมเร็วกว่าวัยอันควร

  3. กระดูกงอกทับเส้นประสาท: ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมความไม่มั่นคง ด้วยการสร้างหินปูน (กระดูกงอก) ขึ้นมา ซึ่งเจ้าหินปูนนี้แหละครับ ที่มักจะยื่นไปทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการชาร้าวลงแขน

ทางแก้: ต้องเลิกเล่นมือถือเลยไหม?

ไม่ต้องถึงขนาดนั้นครับ หมอเข้าใจว่ามือถือคือปัจจัยที่ 5 ของชีวิต

เราแค่ต้องปรับ "ท่าทาง" ให้ถูกต้อง เพื่อลดภาระของคอครับ

1. ยกมือถือขึ้นมาเสมอตา (Eye Level):

แทนที่จะก้มคอลงไปหาจอ ให้ยกมือถือขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตาแทน อาจจะเมื่อยแขนหน่อย แต่ปลอดภัยต่อคอกว่าเยอะครับ (เมื่อยแขนพักแป๊บเดียวหาย แต่คอเสื่อมแล้วกู้คืนยากครับ)

2. กฎ 20-20-20:

จ้องจอ 20 นาที ให้พักสายตาและเงยหน้ามองไกลๆ 20 ฟุต นาน 20 วินาที เพื่อรีเซ็ตกล้ามเนื้อคอ

3. บริหารคอด้วยท่า "เก็บคาง" (Chin Tuck):

นั่งตัวตรง ดันคางไปด้านหลัง (ทำคอเป็นชั้นๆ) ค้างไว้ 5 วินาที ทำบ่อยๆ ท่านี้จะช่วยจัดกระดูกคอให้กลับมาอยู่ในแนวตรงตามธรรมชาติครับ

สรุปจากหมอ:

อย่าปล่อยให้ความเพลิดเพลินบนหน้าจอ มาขโมยสุขภาพคอของคุณไปก่อนวัยอันควรนะครับ

คอของคุณมีอันเดียว เปลี่ยนไม่ได้เหมือนหน้าจอมือถือ

เริ่มตั้งแต่วินาทีนี้... "เงยหน้าขึ้น ยกมือถือให้สูง"

แค่เปลี่ยนองศา ชีวิต(และกระดูกคอ)ก็เปลี่ยนแล้วครับ!

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng

#TextNeck #สังคมก้มหน้า #ปวดคอ #กระดูกคอเสื่อม #หมอนรองกระดูกทับเส้น #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ออฟฟิศซินโดรม #เล่นมือถือ #ปวดบ่าไหล่ #สุขภาพวัยทำงาน

References

  1. Hansraj KK. Assessment of stresses in the cervical spine caused by posture and position of the head. Surg Technol Int. 2014 Nov;25:277-9.

  2. Neupane S, Ali U, Mathew A. Text neck syndrome-systematic review. Imperial Journal of Interdisciplinary Research. 2017;3(7):141-8.

  3. Cuéllar JM, Lanman TH. "Text neck": an epidemic of the modern era of cell phones?. Spine J. 2017 Jun;17(6):901-2.

  4. David D, Giannini C, Chiarelli F, Mohn A. Text Neck Syndrome in Children and Adolescents. Int J Environ Res Public Health. 2021 Feb 25;18(5):2298.

  5. Jung SI, Lee NK, Kang KW, Kim K, Lee DY. The effect of smartphone usage time on posture and respiratory function. J Phys Ther Sci. 2016 Jan;28(1):186-9.