
"ปวดคอธรรมดา หรือ สัญญาณเตือนภัยที่ห้ามมองข้าม?"
"หมอครับ ผมแค่ปวดคอ ทำไมหมอถึงถามว่าผมกลั้นปัสสาวะอยู่ไหม? แล้วทำไมต้องให้ผมลองเดินให้ดูด้วยครับ?"
นี่คือความสงสัยของคุณลุงสมเกียรติ (นามสมมติ) ที่มาหาผมด้วยอาการปวดคอเรื้อรัง แต่สิ่งที่หมอกังวลไม่ใช่แค่ความปวดครับ แต่คือ "ความผิดปกติของระบบประสาท" ที่ซ่อนอยู่ หลายคนคิดว่าปวดคอก็แค่ไปนวด หรือติดพลาสเตอร์แก้ปวดก็จบ แต่ในฐานะหมอกระดูกและข้อ ผมอยากบอกว่ามีอาการปวดคอ "บางประเภท" ที่เปรียบเสมือนสัญญาณไฟแดง ซึ่งหากคุณฝ่าไฟแดงนี้ไป ความเสียหายอาจรุนแรงถึงขั้นเดินไม่ได้ครับ
ปกติอาการปวดคอส่วนใหญ่มักเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ (Office Syndrome) ซึ่งพักสักนิดหรือทำกายภาพก็ดีขึ้นครับ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย นี่คือ "Red Flags" หรือสัญญาณอันตรายครับ
ถ้าอาการปวดไม่ใช่แค่ที่คอ แต่เป็นอาการปวดที่วิ่ง "จี๊ด" ลงไปที่สะบัก ร้าวไปที่แขน หรือลามไปถึงปลายนิ้ว โดยเฉพาะถ้าเป็นข้างเดียว และเจ็บปวดรุนแรงเหมือนมีไฟช็อตตลอดเวลา
ลองสังเกตดูครับว่า พักหลังมานี้คุณติดกระดุมเสื้อยากขึ้นไหม? เขียนหนังสือแล้วลายมือเปลี่ยนไปหรือเปล่า? หรือเดินแล้วรู้สึกทรงตัวไม่ค่อยอยู่เหมือนจะล้มง่าย
ความรู้สึกชาแบบหนาๆ ที่มือหรือเท้า โดยเฉพาะถ้าชามทั้งสองข้าง หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรมาพันรอบตัวแน่นๆ
นี่คือสัญญาณที่อันตรายที่สุดครับ หากคุณมีอาการปวดคอร่วมกับกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรืออุจจาระราดโดยไม่รู้ตัว
เพื่อไม่ให้เป็นการคาดเดา หมอจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยยืนยันตำแหน่งความเสียหายครับ:
การตรวจร่างกายอย่างละเอียด: หมอจะเคาะเอ็นสะบ้า ตรวจการตอบสนองของระบบประสาท (Reflex) และทดสอบความแรงของกล้ามเนื้อแต่ละมัด
MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดู "ไขสันหลัง" และ "หมอนรองกระดูก" ว่ามีการกดทับตรงไหน มากน้อยเพียงใด โดยที่คนไข้ไม่ต้องเจ็บตัว
การตรวจความนำเส้นประสาท (EMG): เพื่อแยกแยะว่าอาการชานั้นมาจากที่ "คอ" หรือมาจาก "ข้อมือ/ข้อศอก" กันแน่
1. การปรับพฤติกรรมและยา: หากตรวจแล้วเส้นประสาทแค่ถูกรบกวนเล็กน้อย หมอจะให้ยาลดการอักเสบและยาบำรุงเส้นประสาท ร่วมกับการพักการใช้งานคอ
2. การฉีดยาระบุตำแหน่ง (Ultrasound-Guided Injection): ในกรณีที่ปวดมากแต่ยังไม่อยากผ่าตัด การใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางฉีดยาลดอักเสบเข้าไปที่จุดที่มีการกดทับ จะช่วยลดความบวมของเส้นประสาทได้แม่นยำมากครับ
3. การผ่าตัด: เราจะทำก็ต่อเมื่อ "จำเป็นจริงๆ" เช่น มีอาการอ่อนแรงชัดเจน หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น ปัจจุบันมีการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็กมาก ช่วยให้ฟื้นตัวไวครับ
หากเรามาพบแพทย์ "เร็ว" ในขณะที่เส้นประสาทหรือไขสันหลังยังไม่เสียหายถาวร โอกาสกลับมาปกติมีสูงมากครับ แต่ถ้าปล่อยจนกล้ามเนื้อลีบหรือแขนขาอ่อนแรงมานานหลายเดือน การฟื้นตัวจะทำได้ยากและอาจไม่กลับมา 100%
ปวดคอธรรมดาอาจรอได้ แต่ถ้า "ปวดร้าว-ชามือ-ถือของหล่น-เดินเซ" 4 อาการนี้คือสัญญาณเตือนว่าคุณต้องรีบพบแพทย์เฉพาะทางทันที อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณสุดท้ายคือการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ เพราะถึงตอนนั้นการรักษาก็จะยากขึ้นหลายเท่าครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดคอ #สัญญาณอันตราย #หมอนรองกระดูกคอทับเส้น #ไขสันหลังถูกกดทับ #แขนขาอ่อนแรง #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #MRIคอ #รักษาอาการปวด #ออฟฟิศซินโดรม
Binder AI. Neck pain. BMJ Clin Evid. 2008;2008:1103. (สรุป: การวินิจฉัยแยกโรคอาการปวดคอทั่วไปออกจากภาวะอันตรายทางระบบประสาท)
Cohen SP. Epidemiology, diagnosis, and treatment of neck pain. Mayo Clin Proc. 2015;90(2):284-99. (สรุป: ข้อมูลครอบคลุมเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงและ Red Flags ของอาการปวดคอที่ต้องรีบรักษา)
Rao R. Neck pain, cervical radiculopathy, and cervical myelopathy: pathophysiology, natural history, and clinical evaluation. J Bone Joint Surg Am. 2002;84(10):1872-81. (สรุป: อธิบายความแตกต่างระหว่างเส้นประสาทถูกกดทับและไขสันหลังถูกกดทับอย่างละเอียด)
Kim HJ, Nemani VM, Riew KD. Cervical myelopathy: current concepts of diagnosis and management. J Am Acad Orthop Surg. 2013;21(5):285-94. (สรุป: เน้นความสำคัญของการตรวจวินิจฉัยภาวะไขสันหลังส่วนคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท)
Childress MA, Becker BA. Nonoperative Management of Cervical Radiculopathy. Am Fam Physician. 2016;93(9):746-54. (สรุป: แนวทางการคัดกรองว่าเมื่อไหร่ที่ควรเปลี่ยนจากการรักษาทั่วไปเป็นการผ่าตัด)