
นี่คือเรื่องราวที่หมอเจอบ่อยมากในคลินิกครับ โดยเฉพาะในกลุ่มสาวๆ วัย 40+ ที่เริ่มหันมาดูแลตัวเอง การออกกำลังกายเป็นเรื่องดีครับ แต่ถ้า "ผิดท่า" หรือ "หนักเกินไป" ในวันที่ร่างกายเราไม่พร้อม จากการสร้างกล้ามเนื้อ อาจกลายเป็นการ "ทำลายข้อเข่า" โดยไม่รู้ตัว
อายุ 40 ปี เป็นวัยที่ "กระดูกอ่อน" เริ่มมีความเสื่อมตามวัย (แม้จะยังไม่มาก) การได้รับแรงกระแทกซ้ำๆ จากการทำท่าสควอทที่ผิด หรือการวิ่งกระแทก อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่เรื้อรังได้
วันนี้หมอเก่งจะมาไขคำตอบว่า อาการเจ็บ 3 เดือนที่ไม่หายนี้ เกิดจาก "กระดูก" หรือ "เส้นเอ็น" กันแน่ และจะกู้เข่าพังให้กลับมาปังได้อย่างไรครับ
อาการเจ็บจากการออกกำลังกาย โดยที่ไม่ได้หกล้มกระแทกพื้นรุนแรง มักจะไม่ได้เกิดจากกระดูกหักครับ แต่สาเหตุหลัก 90% มาจาก 2 ภาวะนี้ครับ:
กลุ่มอาการปวดลูกสะบ้า (Patellofemoral Pain Syndrome):
เส้นเอ็นลูกสะบ้าอักเสบ (Patellar Tendinitis):
"หมอคะ หนูพักแล้วนะ ทำไมยังเจ็บ?" คำตอบคือ... การพักในความหมายของคนไข้ กับของหมอ อาจไม่เหมือนกันครับ
การใช้งานผิด: ในชีวิตประจำวันเรายังต้องเดิน ขึ้นบันได หรือนั่งพับเพียบ/ขัดสมาธิ ท่าเหล่านี้คือการ "บดอัด" ผิวข้อเข่าซ้ำๆ ทุกวัน ทำให้แผลข้างในไม่สมานสักที
กล้ามเนื้อไม่สมดุล: เมื่อเจ็บเข่า เราจะเลี่ยงการใช้ขาข้างนั้น ทำให้กล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) ลีบลง พอไม่มีกล้ามเนื้อช่วยรับแรง ภาระทั้งหมดก็ไปตกที่ข้อเข่าเต็มๆ วนเวียนเป็นวงจรอุบาทว์ครับ
เพื่อให้แน่ใจ หมอแนะนำให้ตรวจดังนี้ครับ:
เอกซเรย์ (X-ray): ท่ายืน เพื่อดูว่ามี "ข้อเข่าเสื่อม" ระยะเริ่มต้นซ่อนอยู่ไหม หรือมีหินปูนเกาะที่ลูกสะบ้าหรือเปล่า
ตรวจร่างกาย: หมอจะขยับลูกสะบ้าดูว่ามีการเสียดสี (Crepitus) หรือเสียงดังกรอบแกรบหรือไม่ และกดดูจุดเจ็บว่าอยู่ที่เส้นเอ็นหรือผิวกระดูก
MRI (เฉพาะกรณี): ถ้าตรวจ 2 ข้อแรกแล้วไม่ชัดเจน หรือสงสัยว่า "หมอนรองกระดูกฉีก" (ซึ่งอาจเกิดได้ถ้าทำสควอทแล้วบิดเข่าแรงๆ) การทำ MRI จะช่วยให้เห็นรอยโรคชัดเจนที่สุดครับ
ไม่ต้องตกใจครับ อาการนี้รักษาหายได้ โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ต้อง "มีวินัย" ตามสูตรนี้ครับ:
งดสควอทและวิ่ง: เด็ดขาดครับในช่วงนี้ ให้เปลี่ยนไปออกกำลังกายแบบ Low Impact เช่น ว่ายน้ำ หรือ ปั่นจักรยาน (ปรับเบาะสูงๆ ไม่ให้เข่างอมาก) แทน
เลี่ยงท่าอันตราย: งดนั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ และเลี่ยงการขึ้นลงบันไดถ้าไม่จำเป็น
ยาที่ดีที่สุดไม่ใช่ยาเม็ด แต่คือ "กล้ามเนื้อ" ครับ หมอแนะนำท่า Straight Leg Raise (SLR):
นั่งเก้าอี้ หรือนอนหงาย
เหยียดขาข้างที่เจ็บให้ตึง กระดกปลายเท้าเข้าหาตัว
เกร็งค้างไว้ 10 วินาที แล้ววางลง
ทำวันละ 100-200 ครั้ง (แบ่งทำเช้า-เย็น)
ท่านี้จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อหน้าขาให้แข็งแรง เพื่อมาช่วยพยุงเข่า โดยไม่ทำให้ข้อเข่าเสียดสีกัน
ยาแก้ปวดลดอักเสบ (NSAIDs): ทานระยะสั้นๆ เมื่อปวดมาก
การฉีดยาลดการอักเสบโดยใช้ ultrasound ระบุตำแหน่งเพื่อความแม่นยำ
การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid): ถ้าทานยาแล้วไม่ดีขึ้น การฉีดน้ำเลี้ยงข้อจะเหมือนการหยอดน้ำมันหล่อลื่น ช่วยลดการเสียดสีได้ดีมากครับ
การใช้เครื่องมือทางกายภาพ เช่น อัลตราซาวด์ หรือเลเซอร์ (High Power Laser) จะช่วยลดการอักเสบชั้นลึกที่ยาเข้าไม่ถึงได้ครับ
อาการเจ็บเข่า 3 เดือนของคุณผู้หญิง น่าจะเกิดจาก "ผิวข้อลูกสะบ้าอักเสบเรื้อรัง" จากการออกกำลังกายที่หนักเกินไปครับ ข่าวดีคือ "ยังไม่สายที่จะรักษา" และส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ขอแค่ "หยุดท่าที่เจ็บ" และ "เริ่มท่าบริหารที่ถูกต้อง (SLR)" อย่างสม่ำเสมอ หากดูแลตัวเองเบื้องต้น 2-3 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น ควรมาพบแพทย์เพื่อเอกซเรย์ดูโครงสร้างกระดูกนะครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดเข่า #เจ็บเข่าจากการออกกำลังกาย #สควอทเจ็บเข่า #วิ่งเจ็บเข่า #ลูกสะบ้าอักเสบ #ข้อเข่าเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #หมอเก่งเชียงใหม่ #ผู้หญิงวัย40
Crossley KM, et al. Patellofemoral pain. Br J Sports Med. 2016. (สรุป: แนวทางการจัดการอาการปวดลูกสะบ้า ซึ่งเน้นย้ำว่าการออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขา คือการรักษาหลักที่มีประสิทธิภาพที่สุด)
Lankhorst NE, et al. Risk factors for patellofemoral pain syndrome: a systematic review. J Orthop Sports Phys Ther. 2012. (สรุป: การทบทวนปัจจัยเสี่ยง พบว่าความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปวดเข่าด้านหน้า)
Esculier JF, et al. Is combining gait retraining or an exercise programme with education better than education alone in treating runners with patellofemoral pain? Br J Sports Med. 2018. (สรุป: การศึกษานี้แนะนำว่า ในนักวิ่งที่มีอาการปวดเข่า การปรับท่าวิ่งและการบริหารกล้ามเนื้อ ให้ผลดีกว่าการพักเพียงอย่างเดียว)