"หมอครับ... ตอนแรกผมเจ็บเท้า เป็นเหมือนรองช้ำ ก็เลยเปลี่ยนงานมานั่งทำครับ กะว่าจะได้พักเท้า แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าพอนั่งนานๆ ปวดบ่าสองข้างเลย แถมชาลงปลายเท้ากับปลายนิ้วมือ พอลุกยืนก็ชาๆ เจ็บๆ ขาและเมื่อยตรงข้อตาตุ่มครับ ผมเป็นอะไรกันแน่?"
นี่คือคำถามจากคนไข้ท่านหนึ่งที่เข้ามาปรึกษาหมอด้วยความกังวลใจ ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องตลกร้ายที่เราพยายามหนีอาการปวดอย่างหนึ่ง แต่กลับต้องมาเจอกับอาการปวดที่ซับซ้อนกว่าเดิม
หลายคนมีความเชื่อว่า "การนั่ง" คือการพัก แต่ในความเป็นจริงทางสรีรวิทยาและโครงสร้างร่างกาย การนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในท่านั่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นภาระหนักอึ้งต่อกระดูกสันหลัง ทั้งส่วนคอและส่วนเอว มากกว่าการยืนเดินเสียอีกครับ
วันนี้หมอจะพามาไขคำตอบว่า ทำไมการหนีเจ็บเท้ามานั่งทำงาน ถึงทำให้เกิดอาการ "ชาไปหมดทั้งร่าง" แบบนี้ และเราจะจัดการกับมันอย่างไรดีครับ
จากอาการที่คุณเล่ามา คือ ปวดบ่าสองข้าง ชาลงปลายนิ้วมือ ร่วมกับอาการปวดหลังร้าวลงขา ชาเท้าและเจ็บข้อตาตุ่มเมื่อลุกยืน หมอวิเคราะห์เบื้องต้นว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของกล้ามเนื้ออักเสบธรรมดาครับ
แต่มันคือสัญญาณของ "ความผิดปกติของเส้นประสาทไขสันหลัง" ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นพร้อมกัน 2 จุดหลัก คือ
กระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical Spine): รับผิดชอบอาการปวดบ่าและชาลงมือ
กระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar Spine): รับผิดชอบอาการปวดหลังร้าวลงขา ชาเท้า และเจ็บข้อตาตุ่ม
ในทางการแพทย์ เรามักพบภาวะนี้ในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ หรือ Office Syndrome ที่ปล่อยไว้นานจนลุกลามไปสู่ภาวะ "กระดูกสันหลังเสื่อมทับเส้นประสาท" ครับ
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น หมออยากให้จินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือน "เสากระโดงเรือ" ที่มีเชือกขึงยึดไว้ (คือกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น) และมีหมอนรองรับแรงกระแทกอยู่ระหว่างข้อต่อ
เมื่อเรานั่งทำงานจ้องจอคอมพิวเตอร์:
ส่วนคอ: ศีรษะเรามีน้ำหนักประมาณ 4-5 กิโลกรัม หากเรานั่งยื่นคอไปข้างหน้า (Forward Head Posture) เพื่อจ้องจอ น้ำหนักกดทับที่กระดูกคอจะเพิ่มขึ้นทวีคูณ ส่งผลให้หมอนรองกระดูกคอรับภาระหนัก เสื่อมสภาพเร็ว และปลิ้นไปกดทับเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณไปยังแขนและมือ ทำให้เกิดอาการชา
ส่วนเอว: ท่านั่งเป็นท่าที่หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับแรงดันสูงที่สุด สูงกว่าท่ายืนถึง 140-190% ยิ่งถ้าเรานั่งหลังงอ หรือนั่งเก้าอี้ที่ไม่ซัพพอร์ตหลัง แรงดันนี้จะไปบีบหมอนรองกระดูกให้เคลื่อนไปด้านหลัง ไปเบียดเส้นประสาทที่วิ่งลงสู่ขาและเท้า
อาการที่คุณเป็นอยู่ ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นอาการที่เกิดจากระบบประสาท (Neuropathic Pain) ซึ่งแตกต่างจากการปวดกล้ามเนื้อทั่วไป ดังนี้ครับ
อาการทางคอ (Cervical Radiculopathy):
ปวดตึงบ่า สะบัก ลามขึ้นศีรษะหรือลงแขน
รู้สึกชา หรือเหมือนไฟช็อต วิ่งจี๊ดลงไปที่แขน ปลายนิ้วมือ (อาจเป็นนิ้วโป้ง-ชี้ หรือ นิ้วนาง-ก้อย ขึ้นอยู่กับข้อกระดูกที่กดทับ)
มืออ่อนแรง หยิบจับของแล้วร่วง
อาการทางเอว (Lumbar Radiculopathy):
ปวดตึงหลังส่วนล่าง หรือสะโพก
ปวดร้าวลงขา เหมือนมีเส้นเอ็นดึงรั้ง ตั้งแต่สะโพก ลงมาที่น่อง ข้อเท้า หรือตาตุ่ม
อาการ "ชา" ที่ฝ่าเท้า หรือหลังเท้า
อาการเด่น: คือตอนที่เปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นลุกยืน จะรู้สึกเจ็บแปล๊บ ขาแข็ง ก้าวไม่ออก หรือชาซ่าไปทั้งขา ต้องยืนนิ่งๆ สักพักเลือดลมถึงจะเดิน
ส่วนอาการเจ็บ "ข้อตาตุ่ม" ที่คุณเล่ามา อาจไม่ใช่โรคข้อเท้าโดยตรง แต่เป็น Refer Pain หรืออาการปวดร้าวจากเส้นประสาทหลังเส้นที่ 5 (L5) หรือเส้นที่ 1 ของกระเบนเหน็บ (S1) ที่วิ่งผ่านลงไปเลี้ยงบริเวณนั้นพอดีครับ
เมื่อมาพบหมอ เราจะไม่เดาครับ แต่เราจะพิสูจน์ทราบด้วยกระบวนการทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐาน
การซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะเช็คกำลังกล้ามเนื้อแขนและขา เช็คการสะท้อนกลับของเส้นประสาท (Reflex) และหาจุดกดเจ็บที่ชัดเจน
เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างกระดูก ว่ามีความเสื่อม หินปูนเกาะ หรือกระดูกเคลื่อนหรือไม่ เป็นการดูภาพรวมของ "เสาบ้าน"
เอ็มอาร์ไอ (MRI): กรณีที่มีอาการชาหรืออ่อนแรง การทำ MRI จำเป็นมากครับ เพราะจะทำให้เห็น "เนื้อเยื่ออ่อน" อย่างหมอนรองกระดูกและเส้นประสาทได้ชัดเจนเหมือนหั่นแตงโมดูข้างใน ว่ามีอะไรไปเบียดทับเส้นประสาทตรงไหน มากน้อยเพียงใด
นอกจาก "การเปลี่ยนงานมานั่งทำ" แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่เสริมให้โรคนี้กำเริบครับ:
ความเครียด: ทำให้กล้ามเนื้อบ่าและหลังเกร็งตัวตลอดเวลา เพิ่มแรงกดต่อกระดูก
ขาดการออกกำลังกาย: กล้ามเนื้อพยุงกระดูกสันหลัง (Core Muscle) ไม่แข็งแรง ภาระจึงไปตกที่กระดูกและหมอนรองกระดูกเต็มๆ
น้ำหนักตัว: หากมีน้ำหนักตัวมาก แรงกดทับก็จะยิ่งสูงขึ้น
อุปกรณ์ทำงาน: โต๊ะ เก้าอี้ จอคอมพิวเตอร์ ที่ไม่อยู่ในระดับสายตา หรือไม่รองรับสรีระ (Ergonomics)
ข่าวดีคือ อาการเหล่านี้หากเป็นในระยะเริ่มต้น ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดครับ เราสามารถรักษาให้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติด้วยวิธีดังนี้
1. การปรับพฤติกรรม (Lifestyle Modification): นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดครับ
ปรับท่านั่ง: นั่งให้ก้นชิดพนักพิง มีหมอนใบเล็กหนุนหลังส่วนล่าง เท้าวางราบกับพื้น จอคอมพิวเตอร์ต้องอยู่ระดับสายตา ไม่ก้ม ไม่เงย
ลุกขยับ: ทุกๆ 1 ชั่วโมง ต้องลุกเดิน ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อลดแรงดันในหมอนรองกระดูกและให้เลือดไหลเวียน
ท่านอน: นอนตะแคงกอดหมอนข้าง หรือนอนหงายโดยมีหมอนรองใต้เข่า เพื่อลดความแอ่นของหลัง
2. การใช้ยา (Medication): หมออาจพิจารณาจ่ายยาเพื่อลดอาการในระยะสั้น
ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
ยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อลดอาการเกร็งตัว
ยาระงับปวดเส้นประสาท (กรณีที่มีอาการชาชัดเจน)
3. กายภาพบำบัด (Physical Therapy):
Ultrasound / Laser: การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงหรือเลเซอร์ ช่วยลดการอักเสบในระดับลึก เพิ่มการไหลเวียนเลือด และคลายปมกล้ามเนื้อ (Trigger point) ที่บ่าและหลัง
การดึงคอ/ดึงหลัง (Traction): เพื่อช่วยเปิดช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลัง ลดแรงกดทับที่เส้นประสาท
การบริหารกล้ามเนื้อ: เมื่ออาการปวดลดลง ต้องฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวให้แข็งแรง เพื่อทำหน้าที่เป็น "เข็มขัดธรรมชาติ" พยุงหลัง
4. การฉีดยา (Intervention): หากทานยาและกายภาพแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือปวดมากจนรบกวนชีวิต หมออาจพิจารณาฉีดยาลดการอักเสบเข้าที่โพรงประสาท (Epidural Steroid Injection) โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์ช่วยระบุตำแหน่งที่แม่นยำ เพื่อลดบวมของเส้นประสาทโดยตรง
5. การผ่าตัด (Surgery): จะเป็นทางเลือกสุดท้ายครับ จะทำเมื่อ:
มีอาการอ่อนแรงของแขนหรือขาชัดเจน
ระบบขับถ่ายมีปัญหา (กลั้นปัสสาวะ/อุจจาระไม่ได้)
รักษาด้วยวิธีอื่นมา 3-6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น และผล MRI ยืนยันว่ามีการกดทับรุนแรง
อาการที่คุณเป็นอยู่ คือผลลัพธ์ของการใช้งานร่างกายที่หนักเกินไปในท่าทางเดิมๆ ซ้ำๆ แม้คุณจะพยายามหนีอาการเจ็บเท้ามานั่งทำงาน แต่การนั่งที่ไม่ได้คุณภาพกลับสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมที่กระดูกสันหลังคอและเอว
แต่อย่าเพิ่งตกใจไปครับ ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนให้เราหันกลับมาดูแลตัวเอง อาการชาและปวดร้าวเหล่านี้สามารถดีขึ้นได้ หากเรา "รู้เร็ว ปรับไว และรักษาตรงจุด"
หมอขอเป็นกำลังใจให้ครับ เราจะค่อยๆ แก้ปัญหานี้ไปด้วยกัน เริ่มต้นจากการปรับท่านั่งทำงานตั้งแต่วินาทีนี้ และหาเวลาไปตรวจเช็คอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกต้องครับ
ขอให้ความเจ็บปวดหายไป และกลับมามีความสุขกับการทำงานและการใช้ชีวิตได้อีกครั้งครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดบ่า #ชามือชาเท้า #กระดูกคอเสื่อม #กระดูกหลังเสื่อม #ออฟฟิศซินโดรม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลังร้าวลงขา #กายภาพบำบัด #OfficeSyndrome #เชียงใหม่
Cohen SP, Hooten WM. Advances in the diagnosis and management of neck pain. BMJ. 2017;358:j3221.
Foster NE, Anema JR, Cherkin D, Chou R, Cohen SP, Gross DP, et al. Prevention and treatment of low back pain: evidence, challenges, and promising directions. Lancet. 2018;391(10137):2368-83.
Binder DS, Nampiaparampil DE. The provocative lumbar discogram. Curr Rev Musculoskelet Med. 2009;2(1):15-24.
Eubanks JD. Cervical radiculopathy: nonoperative management of neck pain and radicular symptoms. Am Fam Physician. 2010;81(1):33-40.
Wong JJ, Côté P, Sutton DA, Randhawa K, Yu H, Varatharajan S, et al. Clinical practice guidelines for the noninvasive management of low back pain: A systematic review by the Ontario Protocol for Traffic Injury Management (OPTIMa) Collaboration. Eur J Pain. 2017;21(2):201-16.
