"หมอครับ ช่วงนี้ผมเดินไกล ๆ ไม่ค่อยได้เลย เดินไปสัก 500 เมตร จะรู้สึกปวดตึงที่น่องข้างขวาเหมือนตะคริวจะกิน ต้องหยุดยืนพักสักเดี๋ยวถึงจะเดินต่อได้ แถมพอกลับถึงบ้าน จะรู้สึกชา ๆ หนา ๆ ที่หลังเท้าและนิ้วโป้ง เป็นมา 2 เดือนแล้วครับ นวดก็ไม่หาย"
นี่คืออาการของ "คุณอำนาจ" ผู้บริหารวัย 55 ปี ที่เล่าให้หมอฟังด้วยสีหน้ากังวล เดิมทีคุณอำนาจเข้าใจว่าตัวเองแค่ "เส้นตึง" หรือขาดแคลเซียม เลยไปซื้อยาคลายกล้ามเนื้อมากินและไปนวดแผนไทย แต่ยิ่งนวดกลับยิ่งระบม อาการชายังคงอยู่ และเริ่มรบกวนการนอนหลับ
อาการ "ปวดน่องร่วมกับชาปลายเท้า" เป็นอาการยอดฮิตที่หมอเจอทุกวันครับ และเป็นอาการที่ "เจ้าเล่ห์" มาก เพราะมันไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าต้นเหตุอยู่ที่ขา บ่อยครั้งที่คนไข้รักษาที่ขาเท่าไหร่ก็ไม่หาย เพราะความจริงแล้ว... "โจรตัวจริงมันซ่อนอยู่ที่หลัง หรือไม่ก็ซ่อนอยู่ในหลอดเลือด" ครับ
วันนี้หมอจะพามาไขปริศนาอาการนี้กันครับ ว่าปวดน่องแบบไหน เป็นโรคอะไรได้บ้าง และแบบไหนที่อันตรายต้องรีบรักษาครับ
เมื่อมีคนไข้มาบ่นเรื่องนี้ หมอกระดูกและข้อจะนึกถึง 3 โรคหลัก ๆ ทันทีครับ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ถ้าสังเกตดี ๆ คุณเองก็พอจะแยกแยะเบื้องต้นได้ครับ
อันนี้พบบ่อยที่สุดในวัยทำงาน (30-50 ปี)
ลักษณะอาการ: มักจะปวดแบบ "ไฟช็อต" หรือปวดร้าวเป็นเส้น จากสะโพก ลงมาที่น่องด้านหลังหรือด้านข้าง แล้ววิ่งจี๊ดไปถึงข้อเท้าหรือนิ้วเท้า
อาการชา: มักจะชาที่ตำแหน่งเฉพาะเจาะจง เช่น
จุดสังเกต: อาการมักจะเป็นมากขึ้นเวลา "ไอ จาม หรือเบ่งถ่าย" หรือเวลานั่งเก้าอี้นาน ๆ
พบบ่อยในผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) เกิดจากความเสื่อมตามวัย
ลักษณะอาการ: อาการคลาสสิกคือ "Neurogenic Claudication" หรือ "ยิ่งเดิน ยิ่งปวด" ครับ คนไข้จะเดินไปได้สักพัก (เช่น 100-200 เมตร) จะเริ่มปวดหนึบ ๆ ที่น่อง 2 ข้าง หรือข้างเดียว จนก้าวขาไม่ออก
ท่าแก้: พอได้ "นั่งพัก" หรือ "ก้มตัวไปข้างหน้า" อาการปวดจะหายไปเหมือนปลิดทิ้ง แล้วพอเดินใหม่ก็จะเป็นอีก วนเวียนอยู่แบบนี้
อาการชา: มักจะชาแบบหนา ๆ เหมือนใส่ถุงเท้าตลอดเวลา หรือรู้สึกยุบยิบ ๆ ที่เท้า
อันนี้ไม่ใช่เรื่องกระดูก แต่เป็นเรื่องของ "ทางเดินเลือด" มักพบในคนที่สูบบุหรี่จัด เป็นเบาหวาน หรือความดันสูง
ลักษณะอาการ: ปวดน่องเวลาเดินเหมือนกัน (Vascular Claudication) แต่ต่างกันตรงที่ "นั่งพักแล้วหายช้ากว่า" และไม่ต้องก้มตัวก็หาย
จุดสังเกตสำคัญ:
เมื่อมาถึงมือหมอ การซักประวัติช่วยได้มากแล้วครับ แต่เพื่อความแม่นยำ หมอจะตรวจร่างกายเพิ่มเติมดังนี้:
การยกขาตรง (Straight Leg Raise Test): หมอจะให้คนไข้นอนหงายแล้วยกขาขึ้น ถ้าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้น พอยกขาได้ประมาณ 30-70 องศา จะรู้สึกปวดร้าวไฟช็อตลงขาตึงเปรี๊ยะทันที
คลำชีพจร (Pulse Check): หมอจะคลำชีพจรที่หลังเท้าและตาตุ่มใน ถ้าชีพจรเต้นตุบ ๆ แรงดี ก็ตัดเรื่องหลอดเลือดตีบออกไปได้เลย
เช็กกำลังกล้ามเนื้อ: ให้ลองเดินส้นเท้า เดินปลายเท้า เพื่อดูว่าเส้นประสาทเส้นไหนที่อ่อนแรง
เอกซเรย์ (X-ray) และ MRI:
คำตอบคือ "ไม่จำเป็นครับ" 80-90% ของคนไข้ที่มีอาการปวดน่องร้าวลงเท้า สามารถดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบประคับประคองครับ
1. ปรับพฤติกรรม (Lifestyle Modification)
เลี่ยง: การยกของหนัก การก้ม ๆ เงย ๆ หรือการนั่งขับรถนาน ๆ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ
ท่านอน: นอนตะแคงกอดหมอนข้าง หรือนอนหงายโดยเอาหมอนรองใต้เข่า จะช่วยลดแรงดันในโพรงประสาทหลังได้ครับ ทำให้หลับสบายขึ้น
2. การใช้ยา (Medication)
ยาแก้ปวดลดอักเสบ (NSAIDs) ช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาท
ยาคลายกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการเกร็งตัว
3. กายภาพบำบัด (Physical Therapy)
การดึงหลัง (Traction) เพื่อเปิดช่องว่างระหว่างกระดูก ให้เส้นประสาทหายใจสะดวกขึ้น
การใช้เครื่องอัลตราซาวด์ หรือเลเซอร์ ลดปวดลึก ๆ
การบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) ให้แข็งแรง เพื่อช่วยพยุงหลัง
4. การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection) ถ้ารักษาด้วยยากินและกายภาพแล้วยังปวดทรมาน หมออาจแนะนำให้ฉีดยาลดอักเสบเข้าไปที่จุดที่เส้นประสาทโดนกดทับโดยตรง วิธีนี้ได้ผลดีมาก ช่วยลดบวม ลดปวด และอาจทำให้ไม่ต้องผ่าตัดได้ครับ
5. การผ่าตัด (Surgery) หมอจะพิจารณาผ่าตัดก็ต่อเมื่อ:
ปวดทรมานมากจนใช้ชีวิตไม่ได้ นอนไม่ได้
ขาอ่อนแรงชัดเจน (เช่น กระดกเท้าไม่ขึ้น ลากขา)
ระบบขับถ่ายล้มเหลว: กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ (อันนี้คือภาวะฉุกเฉิน ต้องผ่าทันที!)
รักษาแบบไม่ผ่าตัดมา 6-8 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น
กลุ่มหมอนรองกระดูกทับเส้น: ส่วนใหญ่ร่างกายจะค่อย ๆ ดูดซึมส่วนที่ปลิ้นออกมาให้ยุบลงได้เองภายใน 3-6 เดือน อาการปวดมักจะหายไปก่อน แต่อาการ "ชา" อาจจะอยู่นานกว่าเพื่อนครับ
กลุ่มโพรงประสาทตีบ: เป็นโรคความเสื่อม อาการอาจจะไม่หายขาด 100% แต่สามารถคุมอาการให้ใช้ชีวิตปกติได้ ถ้าดูแลตัวเองดี
กลุ่มหลอดเลือดตีบ: ต้องรักษาจริงจัง คุมเบาหวาน เลิกบุหรี่ และอาจต้องทานยาละลายลิ่มเลือดตลอดชีวิตตามแพทย์สั่ง
กรณีของคุณอำนาจ หลังจากตรวจ MRI พบว่าเป็น "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทข้อ L5" ครับ หมอให้ทานยาและทำกายภาพดึงหลังต่อเนื่อง 1 เดือน อาการปวดน่องหายไปเกือบหมด กลับมาเดินได้ปกติ ส่วนอาการชาที่นิ้วโป้งค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับครับ
หมออยากฝากไว้ว่า อาการปวดน่องที่ร้าวลงเท้า หรืออาการชาที่เท้า ไม่ใช่เรื่องปกติของความแก่ชราเสมอไปครับ มันเป็นสัญญาณ SOS จากร่างกายที่บอกว่า "เส้นประสาทหรือหลอดเลือดกำลังแย่แล้วนะ"
ถ้ารู้เร็ว รักษาเร็ว คุณภาพชีวิตก็จะกลับมาดีเหมือนเดิม อย่ารอให้ขาอ่อนแรงแล้วค่อยมาหาหมอนะครับ เพราะตอนนั้นการฟื้นฟูจะยากกว่าเดิมหลายเท่าตัว
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดน่อง #ชาเท้า #หมอนรองกระดูกทับเส้น #กระดูกทับเส้น #สลักเพชรจม #โพรงประสาทตีบ #ปวดร้าวลงขา #Sciatica #หมอเก่งกระดูกและข้อ #หมอเก่งเชียงใหม่ #กระดูกและข้อเชียงใหม่ #คลินิกกระดูกเชียงใหม่
Ropper AH, Zafonte RD. Sciatica. N Engl J Med. 2015;372(13):1240-8.
Kreiner DS, Shaffer WO, Baisden JL, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of degenerative lumbar spinal stenosis (update). Spine J. 2013;13(7):734-43.
Vilella RC, Redondo ML. Peripheral Arterial Disease. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2024.
Lurie J, Tomkins-Lane C. Management of lumbar spinal stenosis. BMJ. 2016;352:h6234.
Genevay S, Atlas SJ. Lumbar spinal stenosis. Best Pract Res Clin Rheumatol. 2010;24(2):253-65.
