หลายคนที่เป็นเบาหวานมานานเริ่มมีอาการ “ปวดแสบร้อนลงขา ชาปลายเท้า เหมือนเข็มจิ้ม หรือไฟช็อต” จนต้องฉีดยาบรรเทาปวดทุกวัน บางคนกังวลว่าเป็นเพราะหมอนรองกระดูกหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท หรือเกี่ยวกับเบาหวานกันแน่ ทำให้ไม่รู้จะรักษาแบบไหนดี
หมอจึงเขียนบทความนี้ เพื่อให้แยกอาการทั้งสองแบบได้ง่าย ๆ และเข้าใจว่าควรตรวจ–รักษาอย่างไรให้ถูกทางครับ
เหตุการณ์จากคนไข้ใกล้ตัว
คุณภาณุ อายุ 62 ปี เป็นเบาหวานมา 15 ปี เริ่มปวดแสบร้อนที่ปลายเท้าทั้งสองข้าง โดยเฉพาะตอนกลางคืน ชาเหมือนใส่ถุงเท้าหนา ๆ เดินนาน ๆ เหมือนเท้าจะลอย ๆ ไม่มีแรง เขาจึงไปหาหมอและบอกว่า
“หมอครับ ผมปวดแสบร้อนลงขาเหมือนไฟเผา ต้องฉีดยาทุกวันเลย มันเกิดจากหมอนรองกระดูก หรือจากเบาหวานครับ?”
หลังจากตรวจระบบประสาท ความรู้สึกปลายเท้า และสะท้อนเส้นประสาท หมอสรุปว่าเขาเป็น ปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) ไม่ใช่หมอนรองกระดูกเสื่อมทับเส้น
เมื่อปรับการรักษา จัดการน้ำตาล และใช้ยาลดการไวของเส้นประสาท อาการปวดแสบร้อนดีขึ้น
คือ
ปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy)
เส้นประสาทหลังส่วนเอวถูกกดทับ (หมอนรองกระดูกเคลื่อน–โพรงประสาทตีบ)
ทั้งสองอาการมีจุดร่วมคือ “ชา–ปวดลงขา” แต่ลักษณะจะต่างกันชัดเจน
หมอแยกแบบเข้าใจง่ายดังนี้ครับ
ลักษณะเด่น:
ชาสองข้าง เท่ากันทั้งสองเท้า
ชาแบบ “สวมถุงเท้าหนามาก”
ปวดแสบร้อน เหมือนโดนน้ำร้อน ไฟเผา หรือเข็มจิ้ม
ชามากตอนกลางคืน
รู้สึกเท้าไม่มีแรง เดินนาน ๆ เหมือนเท้าลอย
อาจมีความรู้สึกน้อยลง เวลาเหยียบอะไรไม่ค่อยรู้สึก
เกิดจาก:
ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ทำให้เส้นประสาทปลายเท้าเสื่อมลง
ตรวจพบ:
การรับความรู้สึกปลายเท้าลดลง
การสั่นสะเทือนด้วย tuning fork ลดลง
สะท้อนเส้นประสาทยังมี แต่ช้าลง
มักไม่มีอาการปวดหลังร่วม
มักเป็นสองข้างพร้อมกัน เพราะเป็นการเสื่อมของเส้นประสาททั้งระบบ ไม่ได้เฉพาะเส้นประสาทเส้นใดเส้นหนึ่ง
ลักษณะเด่น:
ชา–ปวดเฉพาะ “ข้างใดข้างหนึ่ง” (ไม่ใช่สองข้างพร้อมกัน)
ปวดร้าวแบบ “ตามแนวเส้นประสาท” เช่น จากเอว → ก้น → ต้นขา → น่อง → เท้า
ปวดจี๊ดเท่าโดนไฟฟ้าช็อต
ปวดเพิ่มเวลาไอ จาม ยกของ หรือก้มตัว
อาจมีอาการ อ่อนแรงเฉพาะบางส่วน เช่น ยกปลายเท้าไม่ขึ้น (foot drop)
มักมีอาการปวดหลังร่วมด้วย
เกิดจาก:
หมอนรองกระดูกปลิ้นกดเส้นประสาท
โพรงประสาทตีบตามอายุ
ข้อกระดูกสันหลังเสื่อม
ตรวจพบ:
การทดสอบเส้นประสาท (SLR test) ให้ผลบวก
อาการปวดตามแนวรากประสาทเฉพาะเส้น เช่น L5, S1
อาจมีอ่อนแรงบางกลุ่มกล้ามเนื้อ
พบจาก MRI หลัง
ต่างจากเบาหวานตรงที่เป็น “ข้างเดียว” และมีปวดหลังร่วม
ถ้าชาสองข้างเท่ากัน → นึกถึงเบาหวานก่อน
ถ้าปวดร้าวลงขาข้างเดียว → นึกถึงหมอนรองกระดูก
ถ้าปวดแสบร้อนตอนกลางคืนมาก → มักเป็นปลายประสาทเสื่อม
ถ้าปวดเวลาไอ–จาม → เป็นแบบหมอนรองทับเส้น
ถ้าชาแบบสวมถุงเท้า → เบาหวาน
ถ้าชาตามแนวเส้นเป็นเส้นเดียว → หมอนรองกระดูก
✔ ตรวจระบบประสาทปลายเท้า
ความรู้สึกตำแหน่ง
ความสั่นสะเทือน
การสัมผัส
✔ ตรวจการทำงานของเส้นประสาท (NCS/EMG)
เป็นการตรวจที่แม่นยำที่สุด ช่วยบอกว่าเส้นประสาทเสียที่ “ปลายเส้น” (เบาหวาน) หรือเสียที่ “รากเส้นประสาทที่หลัง” (หมอนรอง)
✔ MRI หลัง
ใช้เฉพาะเมื่อสงสัยว่ามีหมอนรองกระดูกกดเส้นประสาทจริง
✔ ตรวจน้ำตาล และค่าเบาหวานเรื้อรัง (HbA1c)
ช่วยประเมินว่าเบาหวานคุมได้ดีหรือไม่
ถ้าปวดแสบร้อนจาก “ปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน” แนวทางที่รักษาคือ:
คุมน้ำตาลให้ดี (สำคัญที่สุด)
ยากลุ่มลดการไวของเส้นประสาท เช่น gabapentin / pregabalin (ตามแพทย์ประเมิน)
วิตามินบีรวมเฉพาะในรายที่จำเป็น
ดูแลเท้าแบบผู้ป่วยเบาหวาน
งดยาแก้ปวดแรง ๆ เกินจำเป็น
ชาสองข้างเท่ากัน → นึกถึง เบาหวานทำร้ายเส้นประสาท
ชาปวดลงขาข้างเดียว → นึกถึง หมอนรองกระดูกกดเส้นประสาท
ปวดแสบร้อนตอนกลางคืน → ปลายประสาทเสื่อม
ปวดเวลาไอ–จาม–ก้ม → หมอนรองปลิ้น
การรักษาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงต้องตรวจให้ถูกตั้งแต่แรกครับ
ผู้ป่วยเบาหวานที่ปวดแสบร้อนลงขา “รักษาได้” ถ้าวินิจฉัยถูกจุด ไม่จำเป็นต้องฉีดยาทุกวัน และไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะยาแต่ละกลุ่มมีผลต่อระบบประสาทและไตต่างกัน
แต่ถ้าชา–ปวดลงขาแบบเป็นเส้นเดียวร่วมกับปวดหลัง ต้องรีบตรวจหลัง เพราะอาจเป็นหมอนรองกระดูกหรือโพรงประสาทตีบ
การตรวจแยกให้ถูก คือก้าวแรกสู่การรักษาที่ดีที่สุดครับ 😊
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#เบาหวานปลายประสาทเสื่อม #ปวดแสบร้อนลงขา #หมอนรองกระดูกกดทับเส้น #ชาปลายเท้า #หมอเก่งให้ความรู้ #กระดูกและข้อ
