
หลายคนที่ตรวจพบว่าเป็นเก๊าท์ พร้อมกับมีโรคประจำตัวอย่าง “เบาหวาน” หรือ “ไตเสื่อม” มักกังวลทันทีว่า
“แบบนี้ผมจะรักษาเก๊าท์ได้ไหม?”
“กินยาได้หรือเปล่า จะกระทบไตไหม?”
“ถ้าเป็นทั้งสองอย่าง จะทำอย่างไรดี?”
หมอพบคำถามเหล่านี้บ่อยมากในคลินิก และจริง ๆ แล้วผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถรักษาเก๊าท์ได้เหมือนคนทั่วไป แต่ต้องรักษาให้ถูกวิธี ปรับให้เหมาะกับโรคร่วม และติดตามการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ
หมอจะเล่าให้ฟังแบบง่าย ๆ ว่า ทำไมต้องดูแลต่างจากคนทั่วไป และต้องทำอย่างไรถึงปลอดภัยครับ
คุณพิเชษ อายุ 62 ปี มีทั้งเบาหวานและไตเสื่อมระยะเริ่มต้น อยู่ดี ๆ มีอาการปวดนิ้วโป้งเท้าขวารุนแรง บวมแดงจนเดินไม่ได้ เขาคิดว่าเป็นข้อเสื่อม แต่ผลตรวจบอกว่า “เก๊าท์กำเริบ”
เขาถามหมอทันทีว่า
“หมอครับ ผมเป็นเบาหวานกับไตเสื่อม จะกินยาลดกรดยูริกได้ไหม ผมกลัวไตแย่กว่าเดิม”
หลังปรับแผนการรักษา ตรวจเลือดติดตาม และเลือกใช้ยาที่เหมาะกับการทำงานของไต คุณพิเชษสามารถควบคุมระดับกรดยูริกได้ดี อาการปวดข้อหายไป และไม่มีผลข้างเคียงที่กระทบไตเลย
หมอจึงอยากบอกว่า… ผู้ป่วยกลุ่มนี้ “รักษาได้แน่นอน” แต่ต้องรักษาอย่างเหมาะสมกับโรคร่วมเป็นรายบุคคลครับ
ไตเป็นอวัยวะที่ช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย
เมื่อไตทำงานลดลง → กรดยูริกสูงขึ้นง่าย
ทำให้เกิดเก๊าท์เร็วขึ้น และกำเริบบ่อยกว่าเดิม
ค่าน้ำตาลสูงทำให้หลอดเลือดเลี้ยงไตเสียหาย จึงกำจัดของเสียได้ไม่ดี รวมถึงกรดยูริกด้วย
เช่น ยาขับปัสสาวะที่ผู้ป่วยไตเสื่อมหรือหัวใจล้มเหลวบางรายต้องใช้
ทั้งหมดนี้ทำให้ต้องดูแล “แบบเฉพาะเจาะจง” มากกว่าคนทั่วไปครับ
ผู้ป่วยสองกลุ่มนี้สามารถ:
กินยาลดกรดยูริกได้
ควบคุมอาหารได้
ทำกายภาพได้
ป้องกันโทฟายได้เหมือนคนทั่วไป
แต่ต้องให้แพทย์วางแผนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องยาและระดับเป้าหมายของกรดยูริกครับ
กลุ่มนี้ช่วยลดปวดช่วงกำเริบ แต่บางชนิดไม่เหมาะกับผู้ที่ไตเสื่อม
ควรให้แพทย์เลือกยาที่ปลอดภัยสำหรับไต
หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง
สามารถใช้ได้ แต่ต้องเลือกชนิดและขนาดตามการทำงานของไต เช่น
บางยาต้องลดขนาดลง
บางยาต้องตรวจเลือดบ่อยขึ้น
บางครั้งแพทย์อาจใช้ระยะสั้นในผู้ที่ใช้ยาอื่นไม่ได้ แต่ต้องติดตามระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด เพราะสเตียรอยด์ทำให้น้ำตาลสูงขึ้นได้
จุดสำคัญคือ “ไม่ควรใช้ยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์” เพราะอาจส่งผลต่อไตและน้ำตาลในเลือดได้ครับ
คนที่มีโรคร่วมมักต้องควบคุมให้ดีเป็นพิเศษเพื่อลดการกำเริบซ้ำ และป้องกันโทฟาย
เช็กกรดยูริก
เช็กค่าน้ำตาล
เช็กการทำงานของไต
ช่วยให้แพทย์ปรับยาตามความเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้ทัน
ช่วยลดโอกาสเกิดผลึกกรดยูริกในข้อ และช่วยให้ไตทำงานได้ดีขึ้น
ลดเครื่องในสัตว์ น้ำซุปเข้มข้น อาหารทะเลบางชนิด
ลดแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์
ควบคุมอาหารให้เหมาะกับทั้งเก๊าท์และเบาหวาน
น้ำตาลที่คุมได้ดีจะช่วยให้ไตไม่เสื่อมเร็ว และลดโอกาสเก๊าท์กำเริบครับ
ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งหากต้องเริ่มยาใหม่
ไม่อันตรายกว่าโดยตรง แต่ “มีความซับซ้อนมากกว่า” เพราะ:
ใช้ยาบางชนิดไม่ได้
ต้องตรวจเลือดบ่อยขึ้น
ต้องระวังเรื่องน้ำเกลือและสมดุลเกลือแร่
แต่ถ้าวางแผนการรักษาดี ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ปกติครับ
ผู้ป่วยเก๊าท์ที่มีเบาหวานหรือไตเสื่อม สามารถรักษาได้เหมือนคนทั่วไป แต่ต้องรักษาอย่างถูกต้อง ไม่ซื้อยากินเอง และไม่หยุดยาเอง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ:
ตรวจเลือดสม่ำเสมอ
ควบคุมระดับกรดยูริกให้ดี
ควบคุมน้ำตาลและดูแลไตควบคู่กัน
เมื่อทำได้ครบ อาการปวดข้อจะลดลงอย่างมาก ป้องกันโทฟายได้ และคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจนครับ 😊
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#เก๊าท์ #เก๊าท์เรื้อรัง #เบาหวาน #ไตเสื่อม #กรดยูริกสูง #หมอเก่งให้ความรู้ #กระดูกและข้อ