
หลายคุณแม่หลังคลอดบ่นเหมือนกันว่า “คลอดผ่านมาหลายเดือนแล้ว แต่ปวดหลังยังไม่หาย” บางคนปวดตรงกลาง บางคนปวดร้าวลงสะโพก โดยเฉพาะเวลายกของ ก้มอุ้มลูก หรือให้นมเป็นเวลานาน ทั้งที่ไม่ได้บล็อกหลังตอนคลอด แต่ทำไมยังปวดอยู่?
จริง ๆ แล้วอาการปวดหลังหลังคลอดไม่ได้เกิดจากยาชาหรือการบล็อกหลังเสมอไป แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด ที่กระทบต่อกระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อโดยตรง
1. ฮอร์โมนรีแลกซิน (Relaxin)
ระหว่างตั้งครรภ์ ร่างกายหลั่งฮอร์โมนรีแลกซินเพื่อให้ข้อต่อเชิงกรานและเอ็นรอบ ๆ ยืดขยายสำหรับการคลอด เมื่อคลอดแล้ว ฮอร์โมนนี้ยังอยู่ในร่างกายต่ออีกหลายสัปดาห์ ทำให้ข้อต่อโดยเฉพาะบริเวณกระเบนเหน็บ–เชิงกรานหลวมกว่าปกติ ส่งผลให้ปวดเมื่อยหลังล่างและเอวได้ง่าย
2. กล้ามเนื้อแกนกลางอ่อนแรง
กล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังที่เคยช่วยพยุงกระดูกสันหลังถูกยืดออกระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้เสียสมดุล หลังคลอดช่วงแรกกล้ามเนื้อเหล่านี้ยังไม่กลับมาเต็มที่ จึงเกิดอาการปวดเมื่อใช้งาน เช่น อุ้มลูก ก้มยกของ หรือแม้แต่นั่งให้นมนาน ๆ
3. ท่าทางในชีวิตประจำวันหลังคลอด
คุณแม่ต้องอุ้มลูก ก้มให้นม เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือนั่งท่าเดิมนาน ๆ โดยไม่รู้ตัวว่า “หลังงอ คอพุ่ง” ซึ่งเพิ่มแรงกดที่หมอนรองกระดูกและกล้ามเนื้อหลังล่างมากขึ้น
4. การนอนหลับพักผ่อนไม่พอ
เมื่อร่างกายไม่ได้พักเต็มที่ ระบบกล้ามเนื้อ–เส้นเอ็นฟื้นตัวช้า ทำให้ปวดหลังง่ายขึ้นและเรื้อรังได้
5. ปัญหากระดูกเชิงกรานบิดหรือข้อต่อกระเบนเหน็บอักเสบ
ในบางราย ข้อต่อ sacroiliac joint ที่เชื่อมระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกระดูกสันหลังอาจเคลื่อนหรืออักเสบเล็กน้อยจากแรงเบ่งคลอดหรือท่าทางตอนตั้งครรภ์ ทำให้ปวดหลังล่างลึก ๆ โดยเฉพาะเวลาลุกจากที่นอน ยืนขาเดียว หรือลงน้ำหนักข้างหนึ่งนาน ๆ
ปวดหลังล่างตรงกลาง หรือค่อนไปด้านข้าง
ปวดมากเวลายกของ อุ้มลูก หรือก้มซักผ้า
ตื่นเช้ามาหลังแข็ง ขยับตัวยาก แต่พอขยับไปมาจะค่อย ๆ ดีขึ้น
หากปวดร้าวลงขา ชา หรือเสียวแปลบ ควรตรวจหาหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือกดเส้นประสาทร่วมด้วย
1. ปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน
เวลายกของหรืออุ้มลูก: ก้มงอเข่า หลังตรง ของชิดตัว
ให้นม: ใช้หมอนรองให้นมให้อยู่ในระดับที่ลูกถึงเต้าโดยไม่ต้องก้มมาก
เวลานอน: นอนตะแคงหนุนหมอนข้างระหว่างเข่า จะช่วยลดแรงบิดที่กระดูกสันหลัง
2. เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง (เริ่มเมื่อไม่มีแผลปวด)
เกร็งหน้าท้องเบา ๆ ค้าง 5 วินาที (ท่า pelvic tilt) ทำ 10–15 ครั้ง/วัน
ท่า bridge: นอนหงาย งอเข่า เกร็งก้นยกสะโพกขึ้น ค้าง 5 วินาที แล้วค่อย ๆ วางลง ทำ 10 ครั้ง/วัน
3. ประคบร้อนบรรเทาปวด
ใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือแผ่นความร้อนประคบบริเวณเอว–หลังล่าง 15–20 นาที วันละ 2 ครั้ง ช่วยคลายกล้ามเนื้อและเพิ่มเลือดไปเลี้ยง
4. ควบคุมน้ำหนักหลังคลอด
น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดต่อหลัง ควรลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ร่วมกับโภชนาการที่เหมาะสมและการออกกำลังกายเบา ๆ
5. นอนหลับและพักผ่อนให้เพียงพอ
แม้จะยากในช่วงมีลูกเล็ก พยายามพักระหว่างที่ลูกหลับ หรือให้คนในบ้านช่วยดูแลเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัว
ปวดรุนแรงจนลุกไม่ได้ หรือปวดเรื้อรังเกิน 6 สัปดาห์
ปวดร้าวลงขา ชา เสียวแปลบ หรืออ่อนแรง
มีไข้ น้ำหนักลด หรือสงสัยการติดเชื้อในกระดูก/ข้อ
หลังผ่าคลอดแล้วแผลบวม แดง ร้อน หรือปวดลึกในช่องท้องร่วมด้วย
แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ เอ็มอาร์ไอ หรืออัลตราซาวนด์ เพื่อดูโครงสร้างกระดูกและข้อต่อ รวมถึงแนะนำกายภาพบำบัดเฉพาะจุดเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางอย่างปลอดภัย
ออกกำลังเบา ๆ เช่น เดินช้า ว่ายน้ำ หรือโยคะหลังคลอด เมื่อแพทย์อนุญาต
สวมผ้ารัดหน้าท้องหรือเข็มขัดพยุงหลังชั่วคราว ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานอย่างมั่นคงขึ้น
เปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ อย่านั่งนานเกิน 30–40 นาที
เลือกรองเท้าที่พื้นนุ่มและรับแรงกระแทกดี
ฝึกหายใจลึก ๆ เพื่อคลายกล้ามเนื้อรอบเอวและหลัง
อาการปวดหลังหลังคลอดเป็นเรื่องพบได้บ่อย และส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ด้วยการดูแลที่ถูกวิธี ไม่จำเป็นต้องกินยาแรงหรือฉีดยาทันที การรู้จักท่าทางที่เหมาะสมและค่อย ๆ เสริมแรงกล้ามเนื้อ จะช่วยให้คุณแม่กลับมายืน เดิน อุ้มลูกได้อย่างมั่นใจและไม่ปวดอีกต่อไป
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดหลังหลังคลอด #หมอเก่ง #ปวดหลัง #กล้ามเนื้อหลังอ่อนแรง #กายภาพบำบัด #สุขภาพหลังคลอด