
“หมอครับ ผมอายุ 68 แล้ว ปวดหลังมาหลายปี กินยาแก้ปวดเองมาตลอด แต่ช่วงนี้เหมือนยาจะไม่ค่อยได้ผล แถมมีอาการแน่นท้องอีกต่างหาก”
หมอได้ยินแบบนี้บ่อยมากครับ เพราะ “การปวดหลังเรื้อรังในผู้สูงอายุ” เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง และสิ่งที่คนจำนวนมากมักเข้าใจผิดคือ — “ปวดเมื่อไรก็กินยาแก้ปวดได้เลย”
แต่ความจริงแล้ว… ในผู้สูงอายุ ก่อนจะกินยาแก้ปวด ควรตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัดก่อนเสมอ เพราะหลังที่ปวดนั้น อาจไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อหรือข้อเสื่อมอย่างเดียวครับ 🙏
1️⃣ กระดูกสันหลังเสื่อม — พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากหมอนรองกระดูกแห้ง เตี้ยลง ทำให้ข้อต่อสันหลังเสียดสีกัน
2️⃣ หมอนรองกระดูกปลิ้นกดเส้นประสาท — ทำให้ปวดร้าวลงขา หรือมีอาการชาร่วมด้วย
3️⃣ ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) — กระดูกสันหลังอ่อนแรงและยุบตัว จนปวดหลังโดยไม่มีอุบัติเหตุ
4️⃣ กล้ามเนื้อหลังอ่อนแรงจากการไม่ขยับตัว — พบมากในผู้สูงอายุที่นั่งหรือนอนนาน
5️⃣ โรคข้ออักเสบ หรือข้อเสื่อมของข้อต่อหลัง (Facet joint arthritis) — ทำให้ปวดหลังลึก ๆ ตอนเช้า หรือตอนเปลี่ยนท่า
6️⃣ โรคภายในอื่น ๆ ที่แสดงอาการปวดหลัง เช่น นิ่วในไต หลอดเลือดใหญ่โป่งพอง หรือโรคของตับอ่อน — ซึ่งถ้ากินยาแก้ปวดกลบอาการไว้ อาจอันตรายครับ
ยาบางชนิดมีผลต่อไตและกระเพาะอาหาร เช่น ยากลุ่ม NSAIDs (ibuprofen, diclofenac, naproxen) ถ้าใช้ต่อเนื่องอาจทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือไตเสื่อมได้
ยากลุ่มพาราเซตามอล (Paracetamol) แม้ปลอดภัยกว่า แต่ถ้าใช้เกินขนาดต่อเนื่องอาจกระทบตับได้
ยาคลายกล้ามเนื้อ อาจทำให้เวียนหัว เซื่องซึม หรือหกล้มได้ในผู้สูงอายุ
ดังนั้น ก่อนจะกินยาแก้ปวด โดยเฉพาะถ้าใช้บ่อยหรือมานาน ควรตรวจร่างกายและเลือดก่อนครับ เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว
หมอจะคลำจุดปวด ดูแนวกระดูก การเคลื่อนไหว และทดสอบเส้นประสาท เพื่อแยกว่าอาการปวดมาจากกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือกระดูก
ช่วยดูแนวกระดูกว่ามีการเสื่อม ยุบ หรือมีภาวะกระดูกพรุนหรือไม่
ถ้าเห็นว่ากระดูกเตี้ยลงหลายข้อหรือมีลักษณะยุบ ต้องสงสัยภาวะกระดูกพรุนทันที
ใช้ดูว่ามีภาวะกระดูกพรุนระดับใด เพราะถ้าพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถให้ยาชะลอหรือฟื้นฟูได้ก่อนที่กระดูกจะยุบจนปวด
เพื่อประเมินการทำงานของ ไต ตับ และระดับแคลเซียมในเลือด ก่อนใช้ยาแก้ปวด
รวมถึงตรวจ วิตามินดี เพราะถ้าขาดจะทำให้กระดูกและกล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้น
ถ้ามีอาการปวดร้าวลงขา อ่อนแรง หรือชาร่วมด้วย หมออาจแนะนำทำ MRI เพื่อดูว่ามีหมอนรองกระดูกปลิ้นหรือเส้นประสาทถูกกดหรือไม่
1️⃣ ใช้ยาเท่าที่จำเป็นและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
หมอจะเลือกยาที่เหมาะสมกับอายุและสภาวะสุขภาพ เช่น ใช้ยาพาราเซตามอลเป็นหลักก่อน ถ้าไม่พอจึงค่อยพิจารณายาเฉพาะทางเพิ่มเติม
2️⃣ กายภาพบำบัดและออกกำลังกายเบา ๆ
ช่วยให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรงขึ้น ลดการพึ่งยา และฟื้นฟูความยืดหยุ่นของหลัง
3️⃣ เสริมแคลเซียมและวิตามินดี
เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ของอาการปวดหลังในผู้สูงอายุ
4️⃣ ควบคุมน้ำหนักและท่าทางในชีวิตประจำวัน
นั่ง ยืน เดิน ให้ถูกท่า หลีกเลี่ยงการก้มยกของหนัก หรือบิดตัวเร็ว ๆ
5️⃣ ติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอ
โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องใช้ยาแก้ปวดเรื้อรัง ควรตรวจเลือดดูการทำงานของไตและตับทุก 6 เดือน
นั่งหลังตรง พิงพนักเก้าอี้เต็มหลัง
เดินหรือยืดกล้ามเนื้อทุก 1 ชั่วโมง ถ้านั่งนาน
ใช้ที่นอนแน่นปานกลาง ไม่แข็งหรือนุ่มเกินไป
ทำท่า Bridge หรือ Cat–Cow เบา ๆ วันละ 5–10 นาที เพื่อให้หลังแข็งแรงขึ้น
การปวดหลังในผู้สูงอายุไม่ใช่แค่เรื่องของ “อายุ” แต่เป็นสัญญาณจากร่างกายที่บอกว่า “หลังเริ่มต้องการความช่วยเหลือ”
ก่อนจะหยิบยาแก้ปวดทุกครั้ง ควรตรวจให้แน่ใจว่าสาเหตุของอาการคืออะไร และยานั้นปลอดภัยต่อร่างกายของเราไหม
หมออยากให้ทุกคนเชื่อว่า — “ถ้ารู้ต้นเหตุและดูแลอย่างถูกวิธี” อาการปวดหลังสามารถดีขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งยาไปตลอดชีวิตครับ ❤️
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวดหลังได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng
โทร 081-5303666
#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลังผู้สูงอายุ #ยาแก้ปวด #สุขภาพหลัง #กระดูกพรุน #หมอนรองกระดูกเสื่อม #กายภาพบำบัด