
หลายคนอาจจะเคยเป็นครับ แค่หิ้วถุงจ่ายตลาด ยกกระเป๋าโน้ตบุ๊ก หรือแม้แต่บิดผ้าขี้ริ้ว อยู่ดี ๆ ก็มีอาการเจ็บจี๊ดขึ้นมาที่ "ข้อศอกด้านใน" บางคนเจ็บลามไปถึงข้อมือ พยายามนวดเองก็ไม่หาย ทายาก็แค่ทุเลา พอไปทำงานท่าเดิมก็กลับมาเจ็บใหม่ จนเริ่มกังวลว่า "กระดูกเราผิดปกติหรือเปล่า?" หรือ "เส้นเอ็นจะขาดไหม?"
วันนี้ผมจะพาไปทำความเข้าใจกับอาการนี้ให้ชัดเจนครับ ว่าตกลงมันคืออะไรกันแน่ และเราจะดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้กลายเป็นความทรมานเรื้อรัง
ผมมีคนไข้ท่านหนึ่ง สมมติชื่อคุณสมชาย อายุ 55 ปี เป็นคนชอบตีกอล์ฟมาก และยังทำงานอดิเรกคือทำสวนที่บ้าน วันหนึ่งคุณลุงเดินเข้ามาหาผมด้วยสีหน้ากังวลพลางเอามือกุมข้อศอกซ้าย
"คุณหมอครับ ผมแค่ยกกระถางต้นไม้เล็ก ๆ เองนะ แต่มันเจ็บแปล๊บที่ศอกด้านในเหมือนไฟช็อตเลย ตอนแรกคิดว่านอนทับแขน แต่ผ่านมาอาทิตย์หนึ่งแล้วหยิบจับอะไรก็ไม่มีแรง แถมปวดร้าวลงไปที่นิ้วนางกับนิ้วก้อยด้วย ผมจะเป็นอัมพฤกษ์ไหมครับ?"
นี่คือคำถามคลาสสิกที่ผมเจอเกือบทุกวันครับ ความจริงแล้วอาการที่คุณลุงสมชายเป็น ไม่ใช่อัมพฤกษ์ และไม่ใช่กระดูกหักครับ แต่มันคือโรคที่ภาษาหมอเรียกว่า "เอ็นข้อศอกด้านในอักเสบ" หรือที่ฝรั่งชอบเรียกว่า Golfer's Elbow นั่นเองครับ
ลองจินตนาการดูนะครับ ว่ากล้ามเนื้อแขนท่อนล่างของเราที่ใช้ในการ "กำมือ" หรือ "กระดกข้อมือลง" ทั้งหมดเนี่ย มันจะมีจุดรวมพลอยู่ที่เดียวกัน คือที่ปุ่มกระดูกข้อศอกด้านในครับ
ถ้าเปรียบกล้ามเนื้อเหมือน "เชือก" และปุ่มกระดูกเหมือน "เสาหลัก" เวลาเราใช้งานแขนหนัก ๆ ซ้ำ ๆ เช่น การหิ้วของหนัก การสับหมู การตีห่วงกอล์ฟ หรือแม้แต่การพิมพ์งานท่าเดิมนาน ๆ เชือกเส้นนี้จะดึงรั้งเสาหลักอยู่ตลอดเวลา
พอมันดึงบ่อยเข้า นานเข้า เชือกก็เริ่มเปื่อย เริ่มมีรอยฉีกขาดเล็ก ๆ ที่ตามองไม่เห็นเกิดขึ้น ร่างกายเราพยายามจะซ่อมครับ แต่มันซ่อมไม่ทันกับที่เราไปใช้งานซ้ำ ผลที่ตามมาคือ "การอักเสบเรื้อรัง" จนกลายเป็นความเจ็บปวดทุกครั้งที่เราเริ่มขยับแขนนั่นเองครับ
ลองเช็กตัวเองดูนะครับว่ามีอาการเหล่านี้ไหม:
เจ็บจุดเดียวเน้น ๆ: เมื่อเอานิ้วกดไปที่ปุ่มกระดูกข้อศอกด้านใน (ฝั่งเดียวกับนิ้วก้อย) จะรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที
ปวดเมื่อใช้งาน: เวลาหิ้วของหนัก บิดลูกบิดประตู หรือกำมือแน่น ๆ จะรู้สึกปวดร้าว
แขนอ่อนแรง: รู้สึกว่ากำมือไม่แน่นเหมือนเดิม ยกแก้วน้ำหรือถือของแล้วสั่น
ตึงไปหมด: รู้สึกขัด ๆ ตึง ๆ บริเวณข้อศอก โดยเฉพาะช่วงเช้าหลังตื่นนอน
ไม่ใช่แค่คนตีกอล์ฟนะครับที่เป็นโรคนี้ได้:
พ่อบ้านแม่บ้าน: ที่ต้องยกหม้อหนัก ๆ สับอาหาร หรือบิดผ้าจำนวนมาก
ชาวออฟฟิศ: ที่ใช้เมาส์และคีย์บอร์ดในท่าที่ไม่ถูกต้องนาน ๆ จนกล้ามเนื้อล้า
ช่างฝีมือ: ช่างซ่อมรถ ช่างไม้ ที่ต้องใช้เครื่องมือช่างและออกแรงบิดข้อมือบ่อย ๆ
นักกีฬา: ไม่ใช่แค่กอล์ฟครับ แบดมินตัน หรือเวทเทรนนิ่งที่ยกน้ำหนักเกินตัวก็เป็นได้
หลายคนกลัวการมาโรงพยาบาลเพราะคิดว่าจะต้องถูกเจาะเลือดหรือผ่าตัด จริง ๆ แล้วการวินิจฉัยโรคนี้ไม่น่ากลัวเลยครับ
การตรวจร่างกาย: ส่วนใหญ่หมอจะใช้วิธีการ "กด" และ "ต้านแรง" ครับ เช่น ให้คุณลองกระดกข้อมือลงแล้วหมอจะดันเอาไว้ ถ้าเจ็บจี๊ดที่ศอก ก็ค่อนข้างชัดเจนแล้วครับ
การเอกซเรย์ (X-ray): หมอจะทำเพื่อดูว่า "กระดูก" ยังปกติดีไหม มีหินปูนไปเกาะที่เส้นเอ็นหรือเปล่า หรือมีข้อเสื่อมร่วมด้วยไหม
การอัลตราซาวด์ (Ultrasound): วิธีนี้ดีมากครับ เพราะหมอสามารถเห็นเส้นเอ็นได้เลยว่า "บวม" หรือ "ฉีกขาด" ตรงไหนบ้าง เห็นการอักเสบกันสด ๆ บนหน้าจอเลย
MRI: มักจะทำในกรณีที่รักษามานานแล้วไม่หาย เพื่อดูรายละเอียดที่ลึกขึ้นว่ามีเส้นเอ็นขาดถาวรหรือมีการกดทับเส้นประสาทร่วมด้วยหรือไม่
ข่าวดีคือ มากกว่า 90% ของคนที่เป็นโรคนี้ "หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" ครับ โดยหมอจะใช้หลักการรักษาตามลำดับ ดังนี้ครับ:
1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (สำคัญที่สุด!): ต้องพักการใช้งานแขนข้างที่เจ็บครับ อะไรที่ทำแล้วปวดต้องเลี่ยงก่อน ถ้าต้องหิ้วของ ให้เปลี่ยนไปใช้รถเข็น หรือใช้แขนอีกข้างช่วยหิ้วแทน
2. การใช้ยาลดอักเสบ: มีทั้งยาทานและยาทาครับ ยาเหล่านี้จะช่วยไป "ดับไฟ" ที่กำลังไหม้อยู่ในเส้นเอ็น ทำให้ความปวดทุเลาลง
3. กายภาพบำบัด: การยืดกล้ามเนื้อ (Stretching) อย่างถูกวิธีจะช่วยให้เส้นเอ็นที่ตึงเครียดผ่อนคลายลง รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง เลเซอร์ หรือ คลื่นกระแทก (Shockwave) เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองเร็วขึ้น
4. การฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์นำวิถี (Ultrasound Guided Injection): ในกรณีที่ปวดมาก หมออาจพิจารณาฉีดยาเพื่อลดการอักเสบหรือฉีดสารบำรุงเส้นเอ็น โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ส่องดูเพื่อให้มั่นใจว่า ยาลงไปตรงจุดที่อักเสบเป๊ะ ๆ ไม่ไปโดนเส้นประสาทหรือเนื้อเยื่อส่วนอื่นครับ
5. การผ่าตัด: เป็นทางเลือกสุดท้ายจริง ๆ ครับ สำหรับคนที่รักษาด้วยวิธีอื่นมา 6-12 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น เพื่อไปเล็มเอาเนื้อเยื่อที่ตายหรืออักเสบเรื้อรังออก
โรคนี้ถ้าดูแลตัวเองดี ๆ มักจะหายขาดครับ แต่อาจจะกลับมาเป็นใหม่ได้ถ้าเรากลับไปมีพฤติกรรมเดิม ๆ เช่น กลับไปหิ้วของหนักท่าเดิมโดยไม่ระวัง ดังนั้น การบริหารกล้ามเนื้อแขนให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็น "เกราะป้องกัน" ที่ดีที่สุดครับ
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: ถ้าปล่อยไว้นานเกินไปโดยไม่รักษา การอักเสบอาจไปรบกวน "เส้นประสาท" ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ทำให้เกิดอาการชาที่นิ้วนางและนิ้วก้อย หรือกล้ามเนื้อมือฝ่อลีบได้ ซึ่งถ้าถึงขั้นนั้นการรักษาจะยากขึ้นครับ
อาการปวดข้อศอกด้านในจากการยกของหนัก ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวถ้าเรารู้จักมันและรักษาให้ถูกวิธีครับ เริ่มต้นจากการสังเกตตัวเอง พักการใช้งาน และหากไม่ดีขึ้น การปรึกษาหมอกระดูกเพื่อวินิจฉัยให้ตรงจุดคือทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้เรากลับไปใช้ชีวิต หิ้วของ หรือทำกิจกรรมที่รักได้อย่างมีความสุขอีกครั้งครับ
หากท่านมีข้อสงสัยหรือความเห็นที่แตกต่าง ผมยินดีรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อประโยชน์สูงสุดในการดูแลสุขภาพครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดข้อศอก #เอ็นข้อศอกอักเสบ #GolferElbow #ปวดศอกด้านใน #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #ยกของหนัก #สุขภาพผู้สูงอายุ #ออฟฟิศซินโดรม #รักษาโดยไม่ผ่าตัด
Ciccotti MC, et al. (2020). Medial Epicondylitis: Evaluation and Management. J Am Acad Orthop Surg.
Kiel J, Kaiser K. (2023). Golfer's Elbow (Medial Epicondylitis). StatPearls Publishing.
Amin NH, et al. (2015). Medial Epicondylitis: Evaluation and Management. J Am Acad Orthop Surg.
Hoogvliet P, et al. (2013). Effectiveness of exercise therapy and hyperbaric oxygen therapy in medial and lateral epicondylitis. BMC Musculoskelet Disord.
Shiri R, Viikari-Juntura E. (2011). Lateral and medial epicondylitis: Role of occupational factors. Am J Ind Med.