"โอ๊ย!"
เสียงร้องเบาๆ ของคุณป้าวัย 55 ปีคนหนึ่งที่เดินกะเผลกเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้าที่ดูเพลียๆ ผมทักทายตามปกติ แต่สิ่งที่คุณป้าตอบกลับมาน่าจะเป็นสิ่งที่หลายคนตอนนี้กำลังเผชิญอยู่
"คุณหมอคะ ป้าทรมานมากเลยค่ะ ตอนเช้าตื่นมาจะเดินไปเข้าห้องน้ำ พอก้าวเท้าลงพื้นปุ๊บ มันปวดแปล๊บที่ส้นเท้าเหมือนมีเข็มมาทิ่ม ต้องเกาะขอบเตียงไว้แน่นเลย พอเดินไปสักพักอาการมันก็ทุเลาลงนะคะ แต่พอวันไหนเดินเยอะหน่อย ตอนเย็นนี่ระบมจนนอนไม่หลับเลยค่ะ"
อาการที่คุณป้าเล่ามานี้ คืออาการคลาสสิกของโรคที่ชื่อว่า "รองช้ำ" หรือ "พังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ" ครับ
ลองจินตนาการว่าฝ่าเท้าของเรามี "เส้นเชือกหนาๆ" ขึงอยู่ตั้งแต่ส้นเท้าไปจนถึงโคนนิ้วเท้าครับ เจ้าเชือกเส้นนี้มีหน้าที่เหมือน "โช้คอัพ" หรือตัวรองรับแรงกระแทกเวลาเราเดิน วิ่ง หรือยืน และยังช่วยรักษาความโค้งเว้าของรูปเท้าเราให้สวยงามและรับน้ำหนักได้ดี
แต่เมื่อเราใช้งานมันหนักเกินไป เดินบนพื้นแข็งนานๆ หรือน้ำหนักตัวที่มากขึ้น เชือกเส้นนี้ก็จะเริ่มมี "รอยฉีกขาดเล็กๆ" เกิดขึ้นครับ พอร่างกายพยายามจะซ่อมแซมตัวเองในช่วงที่เรานอนหลับ พังผืดจะเริ่มหดตัวลง
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมก้าวแรกของวันถึงเจ็บที่สุด เพราะเมื่อเราเหยียบพื้น พังผืดที่กำลังหดตัวและอักเสบอยู่ถูกกระชากให้ยืดออกทันที อาการปวดจึงแล่นจี๊ดขึ้นมานั่นเองครับ
อาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ครับ แต่มันมีเหตุและผลของมันเสมอ:
อายุที่มากขึ้น: พังผืดคนเราก็เหมือนยางยืดครับ พอใช้ไปนานๆ ก็เริ่มเสื่อมสภาพ ขาดความยืดหยุ่น โดยเฉพาะคนวัย 40-60 ปี
น้ำหนักตัว: ยิ่งน้ำหนักเยอะ ส้นเท้าก็ต้องรับภาระหนัก เหมือนรถเก๋งที่บรรทุกของหนักเกินกำลัง โช้คอัพก็พังไวครับ
โครงสร้างเท้าที่ผิดปกติ: คนที่เท้าแบนเกินไป หรืออุ้งเท้าโก่งเกินไป จะทำให้พังผืดถูกดึงรั้งมากกว่าคนปกติ
รองเท้าที่ไม่เป็นมิตร: การใส่รองเท้าพื้นบางเกินไป พื้นแข็งโป๊ก หรือรองเท้าส้นสูงนานๆ คือศัตรูตัวฉกาจของส้นเท้าครับ
อาชีพที่ต้องยืนนาน: คุณครู พ่อค้าแม่ค้า หรือพนักงานขายที่ต้องยืนบนพื้นแข็งๆ ตลอดทั้งวัน มีโอกาสเป็นมากกว่าคนอื่นหลายเท่า
หลายคนกังวลว่าต้องเจาะเลือดไหม หรือต้องเข้าอุโมงค์ MRI หรือเปล่า? จริงๆ แล้วส่วนใหญ่ "คุณหมอเก่ง" จะเน้นการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลักครับ
การคลำจุดเจ็บ: หมอจะกดบริเวณส้นเท้าด้านใน ซึ่งเป็นจุดเกาะของพังผืด ถ้าเจ็บจี๊ดตรงนั้นก็ค่อนข้างชัดเจนครับ
การเอกซเรย์ (X-ray): ส่วนใหญ่ทำเพื่อดูว่ามี "กระดูกงอก" ที่ส้นเท้าหรือไม่ แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่า กระดูกงอกไม่ได้เป็นสาเหตุของความเจ็บปวดเสมอไป หลายคนมีกระดูกงอกแต่ไม่เจ็บก็มีครับ
การทำอัลตราซาวด์ (Ultrasound): วิธีนี้ดีมากครับ เพราะหมอจะเห็นเลยว่าพังผืดใต้ฝ่าเท้าของคุณ "หนาตัว" กว่าปกติไหม หรือมีน้ำจากการอักเสบขังอยู่หรือเปล่า โดยไม่ต้องเจ็บตัว
MRI: จะเก็บไว้ใช้ในกรณีที่รักษามานานแล้วไม่ดีขึ้น เพื่อดูว่ามีรอยฉีกขาดที่รุนแรง หรือมีอาการกระดูกร้าวหลบในหรือไม่
หัวใจของการรักษารองช้ำไม่ใช่แค่การกินยาครับ แต่มันคือการ "ปรับสมดุล" ให้เท้าได้พักบ้าง
การปรับพฤติกรรม: ลดการยืนนานๆ สลับมานั่งพักบ้าง และที่สำคัญ "ห้ามเดินเท้าเปล่าบนพื้นแข็ง" แม้แต่ในบ้านครับ แนะนำให้ใส่รองเท้าแตะที่นุ่มและมีส่วนรองรับอุ้งเท้า
การยืดเอ็นร้อยหวายและพังผืดฝ่าเท้า: วิธีนี้ได้ผลดีที่สุดในระยะยาวครับ ก่อนลงจากเตียงตอนเช้า ให้ใช้ผ้าขนหนูคล้องที่ปลายเท้าแล้วดึงเข้าหาตัวค้างไว้สัก 15-30 วินาที เพื่อเป็นการ "อุ่นเครื่อง" ให้พังผืดก่อนรับน้ำหนัก
การใช้ยา: ยาแก้ปวดลดการอักเสบ (กลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์) ช่วยบรรเทาอาการในระยะเฉียบพลันได้ครับ
การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Shockwave Therapy): เป็นเทคโนโลยีที่นิยมมากในปัจจุบันครับ คือการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงกระตุ้นบริเวณที่อักเสบ เพื่อให้ร่างกายเกิดกระบวนการซ่อมแซมตัวเองใหม่ เหมือนการไป "สะกิด" ให้ร่างกายรู้ว่าตรงนี้ต้องรีบซ่อมนะ
การฉีดยา: หากปวดมาก หมออาจพิจารณาฉีดยาลดอักเสบโดยใช้ เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง เพื่อความแม่นยำ ยาจะได้ไปอยู่ตรงจุดที่อักเสบจริงๆ ไม่ไปโดนเนื้อเยื่อส่วนอื่น
การผ่าตัด: เป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ ครับ (น้อยกว่า 5%) สำหรับคนที่ไม่หายขาดด้วยวิธีอื่นนานกว่า 6-12 เดือน
ข่าวดีคือ โรคนี้รักษาหายได้ครับ! แต่อาจจะต้องใช้เวลาและความใจเย็นสักหน่อย ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 2-3 เดือน หากปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
แต่ต้องระวังนะครับ หากหายแล้วกลับไปใส่รองเท้าพื้นแข็งเหมือนเดิม หรือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาการรองช้ำก็สามารถ "กลับมาเป็นซ้ำ" ได้อีก เพราะพังผืดของเราถูกใช้งานทุกวันครับ
หากปล่อยทิ้งไว้นานๆ โดยไม่รักษา ร่างกายจะพยายามเลี่ยงความเจ็บปวดด้วยการเดินกะเผลก หรือลงน้ำหนักผิดท่า สิ่งที่ตามมาคือ "อาการปวดเข่า ปวดสะโพก และปวดหลัง" เนื่องจากสมดุลของร่างกายเสียไป กลายเป็นว่าจากที่เจ็บแค่เท้า กลับต้องมารักษาทั้งตัวเลยครับ
สรุป
อาการปวดส้นเท้าก้าวแรกตอนเช้า ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ควรมองข้าม แต่มันคือเสียงตะโกนจากร่างกายว่า "ฝ่าเท้าของคุณรับไม่ไหวแล้วนะ" การเริ่มต้นดูแลตั้งแต่วันนี้ ทั้งการยืดกล้ามเนื้อ การเลือกรองเท้าที่ดี และการปรึกษาแพทย์ จะช่วยให้คุณกลับมาเดินได้อย่างมีความสุขอีกครั้งครับ
อย่ารอให้ปวดจนเดินไม่ได้ เพราะทุกก้าวเดินคือคุณภาพชีวิตของคุณและคนที่คุณรักครับ
ด้วยความปรารถนาดี ข้อมูลในบทความนี้เป็นการให้ความรู้ทั่วไปเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจโรคเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน หากคุณมีอาการปวดเรื้อรัง อาการไม่ดีขึ้นหลังการดูแลตัวเอง หรือมีโรคประจำตัวที่กังวล แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดและรับการรักษาที่เหมาะสมกับตัวคุณที่สุดครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#รองช้ำ #ปวดส้นเท้า #พังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #สุขภาพผู้สูงอายุ #ปวดก้าวแรกตอนเช้า #ShockwaveTherapy #ดูแลเท้า #ปวดเท้า
Buchanan BK, Kushner D. Plantar Fasciitis. [Updated 2024]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2024.
Trojian T, Tucker AK. Plantar Fasciitis. Am Fam Physician. 2019;99(12):744-750.
Schuitema D, et al. Effectiveness of Mechanical Treatment for Plantar Fasciitis: A Systematic Review. J Sport Rehabil. 2020.
Latt LD, et al. Evaluation and Treatment of Chronic Plantar Fasciitis. Foot Ankle Orthop. 2020.
Goff JD, Crawford R. Diagnosis and Treatment of Plantar Fasciitis. Am Fam Physician. 2011;84(6):676-682.
