"หมอคะ หนูปวดข้อเท้ามาเกือบ 3 เดือนแล้ว ไปคลินิกใกล้บ้านเขาบอกเป็นเก๊าท์ กินยามาเดือนกว่าก็ไม่ดีขึ้น เจาะเลือดก็ปกติ แต่ทุกวันที่ทำงานข้อเท้าจะบวมแดง ปวดจนถอดรองเท้านวดเอง คืนนี้ตื่นมาเข้าห้องน้ำยังเสียวข้อเท้าจนต้องเกาะผนัง..."

ประโยคนี้ผมได้ยินบ่อยมากในห้องตรวจจากผู้หญิงวัย 40 ปีขึ้นไป

ตรวจจริงๆ ส่วนใหญ่ "ไม่ใช่เก๊าท์ ไม่ใช่ข้อเท้าเสื่อม"

แต่เป็นโรคที่ชื่อยาวว่า "เส้นเอ็นข้อเท้าด้านในเสื่อม" ที่พบบ่อยถึง 1 ใน 10 ของผู้หญิงวัยนี้ แต่ถูกวินิจฉัยผิดเป็นโรคอื่นมานานเป็นปี [1] [2]

ข่าวดีคือ "ถ้ารู้ตัวเร็ว 8 ใน 10 รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" ครับ [5]

―――――――――――――――――――――――

ปวดบวมข้อเท้าด้านในเรื้อรังในผู้หญิงวัย 40+ "ไม่ใช่เก๊าท์ ไม่ใช่ข้อเท้าเสื่อม" แต่เป็นโรคที่ถูกมองข้ามมากที่สุด

―――――――――――――――――――――――

คุณนิดอายุ 54 ปี ทำงานเป็นครูประถม ยืนสอนทั้งวัน มาพบหมอเก่งด้วยอาการปวดและบวมข้อเท้าด้านในข้างขวามาเกือบ 3 เดือน เริ่มแรกบวมเป็นครั้งคราวเมื่อยืนนาน คิดว่าใช้งานหนัก ไปร้านขายยาซื้อยาแก้อักเสบมาทาน ดีขึ้นนิดหน่อย

เดือนที่ 2 บวมและปวดบ่อยขึ้น เดือนที่ 3 บวมแดงเกือบทุกวันโดยเฉพาะหลังเลิกงาน รองเท้าคู่เดิมเริ่มคับ ฝ่าเท้าเริ่มแบนลง ไปคลินิกใกล้บ้าน หมอบอกน่าจะเป็นเก๊าท์ ให้ยาลดกรดยูริก กินไปเดือนกว่าไม่ดีขึ้น เจาะเลือดกรดยูริกก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ

หมอเก่งตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทดสอบให้คุณนิดยืนขาเดียวแล้วเขย่งเท้า ปรากฏว่าเขย่งไม่ขึ้นและปวดมาก ตรวจอัลตราซาวด์พบ "เส้นเอ็นข้อเท้าด้านในบวมหนา มีน้ำในปลอกเส้นเอ็น และเริ่มมีรอยฉีกขาดในเนื้อเส้นเอ็น" วินิจฉัยเป็นโรคเส้นเอ็นข้อเท้าด้านในเสื่อม ระยะที่ 1

เริ่มรักษาด้วยอุปกรณ์พยุงเท้าและฝึกบริหารเส้นเอ็นแบบเฉพาะ 12 สัปดาห์ อาการดีขึ้น 80% สามารถกลับไปสอนหนังสือได้เหมือนเดิมโดยไม่ต้องผ่าตัด

―――――――――――――――――――――――

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

หลายคนเข้าใจผิดว่าอาการปวดบวมข้อเท้าในผู้หญิงวัยกลางคนต้องเป็น "เก๊าท์" หรือ "ข้อเท้าเสื่อม" ความจริงคือเก๊าท์พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงในวัยนี้ และข้อเท้าเสื่อมแท้ๆ พบน้อยกว่าโรคเส้นเอ็นข้อเท้าด้านในเสื่อมหลายเท่า [3]

ความเข้าใจผิดอีกอย่างคือคิดว่า "เท้าแบนเป็นมาแต่กำเนิด รักษาไม่ได้" ความจริงเท้าแบนในวัยกลางคนส่วนใหญ่เป็น "เท้าแบนที่เกิดในผู้ใหญ่" ซึ่งเกิดจากเส้นเอ็นด้านในเสื่อม เป็นโรคที่รักษาได้ ไม่ใช่กรรมพันธุ์ [2]

และความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดคือ "ปล่อยให้หายเอง" เพราะโรคนี้เป็น "โรคที่ยุบตัวลงเรื่อยๆ" ยิ่งทิ้งไว้นาน เส้นเอ็นยิ่งเสื่อม ฝ่าเท้ายิ่งแบน จนสุดท้ายต้องผ่าตัด

―――――――――――――――――――――――

โรคนี้คืออะไร

ใต้ตาตุ่มด้านในของข้อเท้ามี "เส้นเอ็นเส้นใหญ่" เส้นหนึ่งที่ทำหน้าที่เหมือน "เสาเอ็นยึดอุ้งเท้า" เปรียบเหมือนสายเคเบิลที่ยึดเสาสะพานไว้ไม่ให้ทรุด เส้นเอ็นเส้นนี้คอยพยุงอุ้งเท้าให้โค้งอยู่เสมอ และช่วยให้เราเขย่งเดินได้

เมื่อเส้นเอ็นเส้นนี้เริ่มเสื่อมหรือฉีกขาดทีละน้อย "เสายึด" ก็เริ่มหย่อน อุ้งเท้าก็ค่อยๆ ทรุดลง เกิดเป็น "เท้าแบน" และมีอาการปวดบวมข้อเท้าด้านใน

ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน เส้นเอ็นจะเสื่อมจนใช้การไม่ได้ เท้าจะแบนถาวร ส้นเท้าจะบิดออกด้านนอก และในที่สุดข้อต่อในเท้าจะเสื่อมตามไปด้วย กลายเป็นปัญหาที่ต้องผ่าตัดใหญ่ครับ [4]

―――――――――――――――――――――――

การแบ่งระยะของโรค

[1] ระยะที่ 1 เส้นเอ็นอักเสบหรือเสื่อม แต่ยังไม่ขาด ฝ่าเท้ายังโค้งเป็นปกติ มีแค่อาการปวดบวมด้านในข้อเท้า

[2] ระยะที่ 2 เส้นเอ็นเริ่มยืดยาวออกหรือฉีกบางส่วน ฝ่าเท้าเริ่มแบนแต่ยังบิดมือกลับได้

[3] ระยะที่ 3 เส้นเอ็นเสื่อมมาก ฝ่าเท้าแบนถาวร ข้อต่อในเท้าเริ่มแข็ง ไม่สามารถบิดกลับได้

[4] ระยะที่ 4 ความผิดปกติลามขึ้นไปที่ข้อเท้า ทำให้ข้อเท้าเสื่อมและเอียงออกด้านนอก

ปัจจุบันแพทย์ใช้ระบบการแบ่งระยะใหม่ที่เรียกว่า "ภาวะเท้ายุบตัวลงเรื่อยๆ" ซึ่งครอบคลุมความผิดปกติของเท้าได้ละเอียดกว่าเดิม [5]

―――――――――――――――――――――――

อาการสำคัญที่ต้องสังเกต

[1] ปวดข้อเท้าด้านใน ตรงใต้ตาตุ่มฝั่งใน เพิ่มขึ้นเมื่อเดิน ยืนนาน ลงน้ำหนัก หรือเดินขึ้นลงบันได

[2] บวมแดงตรงด้านในข้อเท้า โดยเฉพาะหลังทำงานหรือเดินมาก ตอนเช้าอาจบวมน้อย แต่ตอนเย็นบวมมาก

[3] ฝ่าเท้าค่อยๆ แบนลงและกว้างขึ้น สังเกตได้จากรองเท้าคู่เดิมคับขึ้น

[4] เขย่งเท้าข้างที่เป็นไม่ได้หรือทำได้ลำบาก ลองยืนขาเดียวแล้วเขย่งดู ถ้าทำไม่ได้หรือเจ็บ ให้สงสัยโรคนี้

[5] มองจากด้านหลังเห็น "นิ้วเท้าเกินมา" ปกติเรามองจากด้านหลังจะเห็นนิ้วเท้านิ้วเดียวข้างนอก แต่ในผู้ป่วยจะเห็น 3-4 นิ้ว เพราะเท้าบิดออก

―――――――――――――――――――――――

ปัจจัยเสี่ยง

[1] เพศหญิง โดยเฉพาะวัย 40 ปีขึ้นไป พบบ่อยถึง 10% ในผู้หญิงวัยนี้ [2]

[2] ภาวะวัยทอง ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ทำให้เส้นเอ็นและเอ็นยึดต่างๆ อ่อนแอลง

[3] น้ำหนักตัวมาก เพราะเพิ่มภาระให้เส้นเอ็นข้อเท้าด้านในต้องรับน้ำหนักมากขึ้น

[4] เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ทำให้เส้นเอ็นเสื่อมเร็วกว่าปกติ

[5] อาชีพที่ต้องยืนนาน เช่น ครู พยาบาล แม่ค้า พนักงานขาย

[6] เคยฉีดยาสเตียรอยด์เข้าเส้นเอ็นโดยตรง ทำให้เส้นเอ็นอ่อนแอ ฉีกขาดง่าย

―――――――――――――――――――――――

การวินิจฉัย

[1] ซักประวัติ ระยะเวลา ลักษณะอาการ ปัจจัยเสี่ยง

[2] ตรวจร่างกาย คลำหาจุดเจ็บใต้ตาตุ่มด้านใน ดูฝ่าเท้าจากด้านหลัง ทดสอบ "เขย่งขาเดียว" ถ้าทำไม่ได้หรือเจ็บ เป็นสัญญาณสำคัญ

[3] X-ray เท้าและข้อเท้าในท่ายืน เพื่อดูความสูงของอุ้งเท้าและความเอียงของส้นเท้า

[4] อัลตราซาวด์ "ตรวจที่ตำแหน่งเส้นเอ็นโดยตรง" ดูได้ว่าเส้นเอ็นบวมหนาเท่าไร มีน้ำในปลอกหรือไม่ มีรอยฉีกขาดหรือไม่ เป็นการตรวจที่แม่นยำ ราคาประหยัด ไม่ต้องเสียเวลานาน

[5] MRI ในกรณีที่อัลตราซาวด์ยังไม่ชัดเจน หรือสงสัยว่าเส้นเอ็นขาดสมบูรณ์

หมอเก่งแนะนำว่าอัลตราซาวด์เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการวินิจฉัยโรคนี้ในระยะเริ่มต้น เพราะเห็นเส้นเอ็นได้แบบสดๆ ขณะที่คนไข้ขยับเท้า

―――――――――――――――――――――――

แนวทางการรักษา

แพทย์จะเริ่มจากวิธีที่ไม่ผ่าตัดก่อน โดยปรับตามระยะของโรค

[1] พักการใช้งานและลดน้ำหนัก ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก หลีกเลี่ยงการยืนนาน เดินมาก ขึ้นลงบันได

[2] อุปกรณ์พยุงเท้า ใส่แผ่นรองเท้าพิเศษที่มีอุ้งเท้านูนเสริม ช่วยพยุงเส้นเอ็นไม่ให้รับภาระมาก กรณีที่เป็นมากอาจต้องใส่อุปกรณ์พยุงข้อเท้า

[3] ยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบ ใช้ช่วงสั้นๆ เพื่อบรรเทาอาการ ไม่ใช่การรักษาที่ตัวต้นเหตุ

[4] กายภาพบำบัด เน้นการบริหารแบบ "ออกแรงต้านขณะเส้นเอ็นยืดยาว" เช่น การยืนเขย่ง 2 ขา แล้วค่อยๆ ลดลง 1 ขาช้าๆ ทำซ้ำ 15-20 ครั้ง วันละ 2 รอบ การศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบพบว่าวิธีนี้ลดปวดและเพิ่มประสิทธิภาพเส้นเอ็นได้ดีกว่าวิธีอื่น

[5] ฉีดยา ในบางกรณีอาจใช้การฉีดด้วยอัลตราซาวด์เพื่อช่วยลดอักเสบในปลอกเส้นเอ็น แต่ "ห้ามฉีดสเตียรอยด์เข้าเนื้อเส้นเอ็นโดยตรง" เพราะจะทำให้เส้นเอ็นอ่อนแอและฉีกขาด

[6] โปรแกรมรักษาแบบครบวงจร การศึกษาในผู้ป่วยระยะที่ 1-2 พบว่าถ้าใช้โปรแกรมแบบจริงจังครบทั้งอุปกรณ์ บริหาร และยืดเส้นเอ็น คนไข้ประมาณ 83% หายดีโดยไม่ต้องผ่าตัด [5]

―――――――――――――――――――――――

เมื่อไหร่ควรพิจารณาผ่าตัด

[1] รักษาแบบไม่ผ่าตัดมาแล้ว 3-6 เดือนแต่ยังปวดมาก

[2] เส้นเอ็นขาดสมบูรณ์ ทำให้เท้าผิดรูปอย่างรวดเร็ว

[3] ฝ่าเท้าแบนมากจนเดินไม่ได้

[4] เริ่มมีข้อเสื่อมในเท้าหรือข้อเท้าตามมา

การผ่าตัดมีหลายแบบ ตั้งแต่ซ่อมเส้นเอ็น เปลี่ยนเส้นเอ็นข้างเคียงมาใช้แทน ไปจนถึงการตัดและเชื่อมกระดูกใหม่ในกรณีที่ผิดรูปมาก ขึ้นอยู่กับระยะของโรค

―――――――――――――――――――――――

พยากรณ์โรค

ถ้ารู้ตัวและรักษาในระยะที่ 1 ส่วนใหญ่หายดี ไม่ต้องผ่าตัด สามารถกลับไปทำงานและออกกำลังกายได้เหมือนเดิม

ถ้ารักษาในระยะที่ 2 ส่วนใหญ่ยังคุมอาการได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด แต่อาจต้องใส่อุปกรณ์พยุงเท้าตลอด

ถ้าปล่อยจนระยะที่ 3-4 มักต้องผ่าตัด และผลการผ่าตัดอาจไม่กลับคืนเหมือนเดิม 100%

หลักคือ "ยิ่งรู้ตัวเร็ว ยิ่งรักษาง่าย"

―――――――――――――――――――――――

ภาวะแทรกซ้อนถ้าไม่รักษา

[1] เส้นเอ็นขาดสมบูรณ์ ทำให้ฝ่าเท้าแบนเฉียบพลัน

[2] ฝ่าเท้าแบนถาวร เดินผิดท่า ปวดเรื้อรัง

[3] ข้อต่อในเท้าและข้อเท้าเสื่อมตามมา เพราะรับน้ำหนักผิดจุด

[4] เอ็นรอบข้างเท้าด้านนอกถูกบีบกระแทก ปวดด้านนอกข้อเท้าด้วย

[5] ปัญหาลามขึ้นไปถึงข้อเข่าและข้อสะโพก เพราะเดินผิดท่าเป็นเวลานาน

―――――――――――――――――――――――

วิธีดูแลตัวเองและป้องกัน

[1] ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

[2] เลือกรองเท้าที่มีอุ้งเท้าและส้นเท้ารองรับดี หลีกเลี่ยงรองเท้าแตะแบน รองเท้าส้นสูง

[3] บริหารกล้ามเนื้อขาและเท้าให้แข็งแรง โดยเฉพาะการยืนเขย่งเท้าวันละ 15-20 ครั้ง

[4] หลีกเลี่ยงการยืนนานเกินไป ถ้าทำงานต้องยืน ให้นั่งพักทุก 1-2 ชั่วโมง

[5] ถ้ามีอาการปวดข้อเท้าด้านในเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เฉพาะทาง อย่ารอจนเส้นเอ็นเสื่อมมาก

―――――――――――――――――――――――

คำถามที่พบบ่อย

ถาม โรคนี้หายขาดได้หรือไม่

ตอบ ถ้ารู้ตัวในระยะที่ 1 ส่วนใหญ่หายดีและกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ แต่ต้องดูแลตัวเองต่อเนื่อง เพราะมีความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำ

ถาม ต้องผ่าตัดทุกคนหรือไม่

ตอบ ไม่จำเป็นครับ การศึกษาพบว่าผู้ป่วยระยะ 1-2 มากกว่า 80% หายดีโดยไม่ต้องผ่าตัด ถ้ารักษาอย่างถูกวิธีและจริงจัง

ถาม ใช้แผ่นรองเท้าทั่วไปได้หรือไม่

ตอบ แผ่นรองเท้าสำเร็จรูปอาจช่วยได้ในบางคน แต่ในกรณีที่เท้าแบนชัดเจน ควรใช้แผ่นรองเท้าที่ทำเฉพาะตัวจึงจะได้ประโยชน์เต็มที่

ถาม ฉีดยาสเตียรอยด์ที่ข้อเท้าได้หรือไม่

ตอบ "ห้ามฉีดเข้าเนื้อเส้นเอ็นโดยตรง" เพราะทำให้เส้นเอ็นอ่อนแอและขาดได้ ถ้าจะฉีด ต้องฉีดในปลอกเส้นเอ็นภายใต้การนำของอัลตราซาวด์เท่านั้น โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ถาม ออกกำลังกายอะไรได้บ้าง

ตอบ ในช่วงปวดมาก ให้พักเท้าก่อน เมื่อปวดลดลง เริ่มจากว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เพราะไม่ลงน้ำหนักที่เท้ามาก หลีกเลี่ยงการวิ่งและเดินไกลในช่วงแรก

―――――――――――――――――――――――

สรุปสำคัญ

[1] โรคเส้นเอ็นข้อเท้าด้านในเสื่อม พบบ่อยในผู้หญิงวัย 40 ปีขึ้นไป มากถึง 10% แต่ถูกวินิจฉัยผิดเป็นเก๊าท์หรือข้อเท้าเสื่อมบ่อยมาก

[2] อาการสำคัญคือปวดบวมข้อเท้าด้านใน เพิ่มขึ้นเมื่อยืนนานหรือเดินมาก และฝ่าเท้าค่อยๆ แบนลง

[3] อัลตราซาวด์เป็นเครื่องมือวินิจฉัยที่แม่นยำ เห็นเส้นเอ็นได้ชัดเจน

[4] ระยะที่ 1-2 รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยอุปกรณ์พยุงเท้า การบริหารแบบเฉพาะ และการลดภาระเส้นเอ็น มากกว่า 80% หายดี

[5] ห้ามฉีดสเตียรอยด์เข้าเนื้อเส้นเอ็นเด็ดขาด

[6] ยิ่งรู้ตัวเร็ว ยิ่งรักษาง่าย อย่าปล่อยให้เส้นเอ็นเสื่อมจนเท้าแบนถาวร

―――――――――――――――――――――――

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจโรคเส้นเอ็นข้อเท้าด้านในเสื่อม ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์ผู้ดูแล หากท่านมีอาการปวดบวมข้อเท้าด้านในเรื้อรัง สงสัยว่าเป็นโรคเส้นเอ็นข้อเท้าด้านในเสื่อม หรือต้องการคำปรึกษาเรื่องการรักษาอาการปวดข้อเท้าระยะยาว แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ

ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ ธนินนิตย์คลินิก Line OA @doctorkeng เว็บไซต์ doctorkeng.com

"ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ" หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

―――――――――――――――――――――――

#ปวดข้อเท้า #ข้อเท้าบวม #เส้นเอ็นข้อเท้า #เท้าแบน #ปวดเท้าผู้หญิง #ผู้หญิงวัยทอง #เส้นเอ็นเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #PTTD #PosteriorTibialTendon #FlatFoot #AnkleP #OrthopedicCare

―――――――――――――――――――――――