

"แผลเล็กที่นิ้วเท้า กลายเป็นเรื่องใหญ่จนต้องตัดขา" — เรื่องที่คนเป็นเบาหวานต้องรู้
คุณลุงสมชาย อายุ 70 ปี เป็นเบาหวานมา 17 ปี วันหนึ่งสังเกตว่ามีแผลเล็กๆ ที่นิ้วก้อยเท้าขวา ไม่เจ็บ ไม่ปวด เลยปล่อยไว้ คิดว่าเดี๋ยวก็หายเอง ผ่านไป 3 สัปดาห์ แผลเริ่มดำ มีกลิ่นเหม็น พอมาหาหมอ ตรวจพบว่าเส้นเลือดที่ขาตีบมาก เลือดไปเลี้ยงปลายเท้าไม่พอ นิ้วเท้าเริ่ม "ตาย" เพราะขาดเลือด
หลายคนถามว่า "แค่แผลที่นิ้วเท้านิดเดียว ทำไมต้องเรื่องใหญ่ขนาดนี้?"
เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด คนเป็นเบาหวานทุก 4 คน จะมี 1 คน ที่เกิดแผลที่เท้าในช่วงชีวิต และในจำนวนนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องตัดเท้าหรือตัดขา ถ้าไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้องและทันเวลา
วันนี้หมอเก่งจะมาเล่าให้ฟังว่า "แผลเบาหวานที่เท้า" ทำไมจึงอันตราย และเราจะดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจากการสูญเสียอวัยวะ
―――――――――――――――――――――――
แผลเบาหวานที่เท้าร่วมกับเส้นเลือดตีบ ภัยเงียบที่คนเป็นเบาหวานต้องระวัง
―――――――――――――――――――――――
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
หลายคนคิดว่า "เป็นเบาหวานก็แค่กินยา คุมน้ำตาลก็พอ" หรือ "แผลที่เท้าเล็กๆ ไม่เจ็บ ไม่ต้องไปหาหมอ" ความเชื่อแบบนี้คือต้นเหตุของการสูญเสียอวัยวะที่หมอเห็นบ่อยที่สุด
ความจริงคือ คนเป็นเบาหวานนานๆ จะมีปัญหา 3 อย่างที่เกิดพร้อมกันที่เท้า
[1] ปลายประสาทเสื่อม ทำให้เท้าชา ไม่รู้สึกเจ็บ จึงไม่รู้ว่ามีแผล
[2] เส้นเลือดตีบที่ขา ทำให้เลือดไปเลี้ยงปลายเท้าน้อยลง แผลหายช้า
[3] ภูมิคุ้มกันไม่ดี ทำให้แผลติดเชื้อง่ายและลุกลามเร็ว
เมื่อ 3 อย่างนี้มารวมกัน แผลเล็กๆ ที่คนทั่วไปหายภายในไม่กี่วัน อาจกลายเป็นแผลเรื้อรัง ติดเชื้อ ลุกลามถึงกระดูก และต้องตัดขาในที่สุด [1] [4]
―――――――――――――――――――――――
โรคนี้คืออะไร
"แผลเบาหวานที่เท้าร่วมกับเส้นเลือดตีบ" เปรียบเทียบเหมือนต้นไม้ที่รากเริ่มเน่า ใบบนยอดจึงเริ่มเหี่ยวเฉา ตายจากปลาย เพราะรากไม่สามารถส่งน้ำและอาหารขึ้นไปได้
ที่ขาของเรา หลอดเลือดแดงเปรียบเหมือนท่อน้ำที่ส่งเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ คนเป็นเบาหวานนานๆ น้ำตาลในเลือดที่สูงเรื้อรัง จะทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหาย เกิดคราบไขมันสะสมและหินปูนเกาะ ทำให้ท่อตีบและแข็ง เลือดไหลผ่านไปยังปลายเท้าได้น้อยลง
เมื่อเลือดไปเลี้ยงไม่พอ นิ้วเท้าจะเริ่มขาดออกซิเจน เปลี่ยนสี จากชมพูธรรมดา กลายเป็นซีดขาว แล้วม่วง สุดท้ายเป็นสีดำ เรียกว่า "เนื้อตาย" หรือ "gangrene" และถ้ามีแผลร่วมด้วยและติดเชื้อ จะกลายเป็นภาวะที่เรียกว่า "ขาขาดเลือดวิกฤต" ซึ่งเสี่ยงต้องตัดขาภายในไม่กี่สัปดาห์ถ้าไม่ได้รับการรักษา [2]
―――――――――――――――――――――――
อาการสำคัญ ที่ต้องรีบมาพบหมอ
สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม
[1] ปวดขาเวลาเดิน ต้องหยุดพักจึงหายปวด เรียกว่า "อาการขาเป็นตะคริวจากการเดิน"
[2] ปวดขาตอนกลางคืน ปวดเวลานอน ต้องห้อยขาลงจากเตียงจึงค่อยยังชั่ว
[3] เท้าเย็นกว่าปกติ สีผิวซีดหรือคล้ำกว่าอีกข้าง
[4] มีแผลที่เท้าที่ไม่ยอมหาย นานเกิน 2 สัปดาห์
[5] นิ้วเท้าหรือเท้าเปลี่ยนสี เป็นสีม่วง ดำ หรือมีจุดดำ
[6] มีแผลที่มีกลิ่นเหม็น มีหนอง หรือบวมแดง
[7] มีไข้ หนาวสั่น ร่วมกับมีแผลที่เท้า
ถ้ามีอาการเหล่านี้ "อย่ารอ" รีบมาพบแพทย์เฉพาะทางทันที เพราะทุกวันที่ผ่านไป เนื้อเยื่อจะตายมากขึ้น และโอกาสรักษาเท้าไว้จะลดลงเรื่อยๆ
―――――――――――――――――――――――
ปัจจัยเสี่ยง
คนกลุ่มไหนเสี่ยงสูง
[1] เป็นเบาหวานมานานกว่า 10 ปี
[2] คุมระดับน้ำตาลไม่ดี ค่าน้ำตาลสะสมสูงเป็นประจำ
[3] สูบบุหรี่ หรือเคยสูบบุหรี่
[4] มีโรคร่วมหลายโรค เช่น ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคไต
[5] อายุมากกว่า 65 ปี
[6] เคยมีแผลที่เท้า หรือเคยตัดนิ้วเท้า/เท้าฝั่งใดฝั่งหนึ่งมาก่อน
[7] เท้าผิดรูป เช่น เท้าแบน นิ้วโป่ง มีตาปลา หรือผิวหนังหนา
[8] ใส่รองเท้าคับแน่นหรือไม่เหมาะกับเท้า
ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ ยิ่งต้องตรวจเท้าและดูแลเท้าเข้มข้นเป็นพิเศษ
―――――――――――――――――――――――
การวินิจฉัย
เมื่อมาพบแพทย์ จะมีการตรวจหลายขั้นตอน
[1] ตรวจชีพจรที่หลังเท้าและข้อเท้า ดูว่าคลำชีพจรได้หรือไม่
[2] วัดความดันที่นิ้วเท้า เทียบกับแขน เพื่อประเมินเลือดที่ไปเลี้ยงปลายเท้า
[3] ตรวจประสาทสัมผัสที่เท้า ดูว่ามีอาการชาแค่ไหน
[4] ตรวจเลือดดูระดับน้ำตาล การทำงานของไต ค่าการอักเสบ
[5] X-ray เท้า เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อที่ลามถึงกระดูกหรือไม่
[6] อาจส่งตรวจเส้นเลือดด้วย CT angiogram หรืออัลตราซาวด์ เพื่อดูตำแหน่งและระดับความรุนแรงของหลอดเลือดที่ตีบ
[7] เก็บตัวอย่างจากแผลส่งเพาะเชื้อ เพื่อเลือกยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม
การวินิจฉัยที่ถูกต้อง สำคัญมากเพราะแต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือนกัน บางคนเส้นเลือดตีบมาก บางคนติดเชื้อรุนแรง การรักษาจึงต้องเลือกให้เหมาะกับแต่ละคน [3]
―――――――――――――――――――――――
แนวทางการรักษา
การรักษาต้องทำพร้อมกันหลายอย่าง โดยทีมแพทย์หลายสาขาทำงานร่วมกัน
[1] ดูแลแผล ทำความสะอาดและตัดเนื้อตายออก ภายใต้การประเมินอย่างละเอียด
[2] ให้ยาฆ่าเชื้อ ตามเชื้อที่พบจากการเพาะเชื้อ ระยะเวลาขึ้นกับความรุนแรง
[3] เปิดเส้นเลือดที่ตีบ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ทำได้ 2 วิธี • ใช้บอลลูนขยายและใส่ขดลวดที่หลอดเลือด สอดผ่านสายสวนจากขาหนีบ • ผ่าตัดทำทางเบี่ยงเส้นเลือด โดยใช้เส้นเลือดดำของผู้ป่วยเอง
[4] คุมน้ำตาล ความดัน และไขมัน ให้อยู่ในเป้าหมาย ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและสมอง
[5] หยุดบุหรี่อย่างเด็ดขาด เพราะบุหรี่ทำให้เส้นเลือดตีบเร็วขึ้น และแผลหายช้า
[6] ลดน้ำหนักหรือใช้รองเท้าพิเศษ เพื่อลดแรงกดที่เท้า
[7] ถ้าเนื้อตายมาก เลือดไปเลี้ยงไม่ได้ และทำทุกวิธีแล้วไม่ดีขึ้น อาจจำเป็นต้องตัดนิ้วหรือตัดเท้าบางส่วน เพื่อรักษาส่วนที่เหลือไว้
งานวิจัยใหญ่ระดับโลก 2 ฉบับล่าสุด ยืนยันว่าการเปิดเส้นเลือดให้เร็วและถูกวิธี ช่วยลดโอกาสตัดขาและช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น [5]
―――――――――――――――――――――――
เมื่อไหร่ควรพิจารณาผ่าตัด
การผ่าตัดในผู้ป่วยกลุ่มนี้ มีหลายระดับ ขึ้นกับความรุนแรงของโรค
[1] ผ่าตัดเล็ก เพื่อตัดเนื้อตายและทำความสะอาดแผล อาจทำได้ที่ห้องตรวจหรือห้องผ่าตัด
[2] ผ่าตัดเปิดเส้นเลือด ไม่ว่าจะเป็นการสอดบอลลูนขยายหลอดเลือด หรือผ่าตัดทำทางเบี่ยง
[3] ผ่าตัดเอานิ้วเท้าที่ตายออก หลังเปิดเส้นเลือดสำเร็จแล้ว เพื่อให้แผลส่วนที่เหลือหายได้
[4] ผ่าตัดใหญ่ ตัดขาเหนือเข่าหรือใต้เข่า ในกรณีที่เนื้อตายลามมากและเปิดเส้นเลือดไม่ได้ผล
เป้าหมายของแพทย์คือ "เปิดเลือดให้ไหลก่อน ค่อยตัดเฉพาะส่วนที่ตายจริงๆ" เพื่อรักษาเท้าให้ผู้ป่วยใช้งานได้นานที่สุด
―――――――――――――――――――――――
พยากรณ์โรค
ความจริงที่ต้องรู้
การมีแผลเบาหวานที่เท้าร่วมกับเส้นเลือดตีบ เป็นภาวะที่รุนแรงและซับซ้อน ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงทั้งการสูญเสียขา และการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะคนที่เส้นเลือดที่ขาตีบ มักจะมีเส้นเลือดที่หัวใจและสมองตีบด้วย
แต่ข่าวดีคือ ถ้าได้รับการรักษาเร็วและเข้าถึงทีมแพทย์เฉพาะทาง โอกาสรักษาขาไว้ได้ก็มีสูง การดูแลตัวเองที่ดี คุมน้ำตาล หยุดบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจเท้าประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก [2]
―――――――――――――――――――――――
ภาวะแทรกซ้อนถ้าไม่รักษา
สิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าปล่อยทิ้งไว้
[1] เนื้อตายลุกลาม จากนิ้วเดียว ลามถึงทั้งเท้า ทั้งขา
[2] ติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้ช็อก ความดันต่ำ เสียชีวิตได้
[3] ติดเชื้อในกระดูก รักษายาก ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อนานหลายเดือน
[4] ต้องตัดขาในระดับที่สูงขึ้น เช่น ตัดเหนือเข่าแทนที่จะตัดแค่นิ้ว
[5] หลังตัดขา ผู้ป่วยมักมีคุณภาพชีวิตลดลง พึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น เสี่ยงล้ม เสี่ยงซึมเศร้า
―――――――――――――――――――――――
วิธีดูแลตัวเองและป้องกัน
สิ่งที่ทำได้ทุกวัน เพื่อรักษาเท้าให้อยู่กับคุณตลอดชีวิต
[1] ตรวจเท้าทุกวัน ดูระหว่างนิ้วเท้า ใต้ฝ่าเท้า ฝ่าเท้า มีแผล รอยถลอก ผิวแตก หรือเปลี่ยนสีหรือไม่ ใช้กระจกส่องดูฝ่าเท้าถ้าก้มไม่ถึง
[2] ล้างเท้าทุกวันด้วยน้ำอุ่น (ไม่ร้อน) เช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะระหว่างนิ้ว
[3] ทาครีมบำรุง ที่ฝ่าเท้าและส้นเท้า แต่ห้ามทาระหว่างนิ้วเพื่อป้องกันการอับชื้น
[4] ตัดเล็บเท้าตรง ไม่ตัดมุม ไม่ตัดสั้นเกินไป เพื่อป้องกันเล็บขบ
[5] ใส่ถุงเท้าตลอดเวลา เลือกถุงเท้าผ้าฝ้ายไม่รัด เปลี่ยนทุกวัน
[6] ใส่รองเท้าที่พอดี ไม่คับ ไม่หลวม มีพื้นนุ่ม ก่อนใส่ทุกครั้งตรวจดูในรองเท้าว่ามีสิ่งแปลกปลอม เช่น ก้อนกรวด หรือไม่
[7] ห้ามเดินเท้าเปล่า ทั้งในบ้านและนอกบ้าน เพื่อป้องกันบาดเจ็บ
[8] ห้ามแช่เท้าในน้ำร้อน หรือใช้กระเป๋าน้ำร้อนกับเท้า เพราะเท้าชาอาจไม่รู้สึกร้อนจนผิวไหม้
[9] พบหมอตรวจเท้า อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถ้ามีความเสี่ยงสูง อาจต้องตรวจทุก 3-6 เดือน
[10] คุมน้ำตาล ค่าน้ำตาลสะสมในเลือดควรอยู่ในเป้าหมายที่แพทย์แนะนำ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาด
การป้องกันที่ดีที่สุด คือการตรวจเท้าทุกวัน และพบแพทย์ทันทีเมื่อมีแผลใหม่ ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน [2]
―――――――――――――――――――――――
คำถามที่พบบ่อย
ถาม แผลที่เท้าไม่เจ็บ ไม่ต้องไปหาหมอใช่ไหม
ตอบ ผิดมาก คนเป็นเบาหวานมักไม่รู้สึกเจ็บเพราะเส้นประสาทเสื่อม "แผลที่ไม่เจ็บ" คือสัญญาณอันตรายว่าระบบประสาทเสียหาย ต้องรีบมาพบหมอทันที
ถาม นิ้วเท้าเริ่มดำ ตัดทิ้งเลยได้ไหม
ตอบ ไม่ใช่ขั้นตอนแรกครับ ต้องตรวจเส้นเลือดก่อน ถ้าเปิดเส้นเลือดได้และดี โอกาสรักษาเฉพาะส่วนที่ตายและเก็บเท้าไว้ได้ จะดีขึ้นมาก ถ้าตัดเลยโดยไม่เปิดเส้นเลือด แผลที่ตัดมักไม่หายและต้องตัดสูงขึ้นไปอีก
ถาม เปิดเส้นเลือดด้วยบอลลูน กับผ่าตัดทางเบี่ยง อันไหนดีกว่ากัน
ตอบ ขึ้นกับลักษณะการตีบ ความรุนแรง อายุ และสภาพร่างกายของแต่ละคน ทีมแพทย์เฉพาะทางจะประเมินและเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด
ถาม ถ้าต้องตัดขา จะใช้ชีวิตอย่างไรต่อ
ตอบ ปัจจุบันมีขาเทียมที่ดี และทีมฟื้นฟูที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้ ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ แต่ทางที่ดีที่สุดคือป้องกันไม่ให้ถึงจุดนั้น
ถาม คนเป็นเบาหวานทุกคน จะมีปัญหานี้หรือไม่
ตอบ ไม่ใช่ทุกคน ถ้าคุมน้ำตาลดี ดูแลเท้า ไม่สูบบุหรี่ และตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ โอกาสเกิดจะลดลงมาก
―――――――――――――――――――――――
สรุปสำคัญ
[1] แผลเบาหวานที่เท้า ไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะถ้ามีเส้นเลือดที่ขาตีบร่วมด้วย
[2] "ไม่เจ็บ" คือสัญญาณอันตราย เพราะแสดงว่าระบบประสาทเสื่อมแล้ว
[3] การวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็ว สำคัญที่สุด เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม
[4] เปิดเส้นเลือดก่อน ค่อยตัดเฉพาะส่วนที่ตาย ลดโอกาสสูญเสียอวัยวะ
[5] ตรวจเท้าทุกวัน คุมน้ำตาล หยุดบุหรี่ และพบหมอตามนัด คือกุญแจสำคัญที่สุด
―――――――――――――――――――――――
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจโรคแผลเบาหวานที่เท้าร่วมกับเส้นเลือดตีบ ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์ผู้ดูแล หากท่านมีอาการแผลที่เท้าเรื้อรัง นิ้วเท้าเปลี่ยนสี หรือปวดขาเรื้อรัง สงสัยว่ามีปัญหาเส้นเลือดตีบ หรือต้องการคำปรึกษาเรื่องการดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวานระยะยาว แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ หรือศัลยแพทย์หลอดเลือด
ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ ธนินนิตย์คลินิก Line OA @doctorkeng เว็บไซต์ doctorkeng.com
"ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ" หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
―――――――――――――――――――――――
#แผลเบาหวานที่เท้า #เบาหวานลงเท้า #ขาขาดเลือด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #รักษาแผลเบาหวาน #ตรวจเท้าเบาหวาน #ป้องกันตัดขา #ดูแลเท้าเบาหวาน #เส้นเลือดที่ขาตีบ #DiabeticFoot #CLTI #LimbSalvage #DoctorKeng #DiabetesFootCare
―――――――――――――――――――――――