
คุณเคยรู้สึกไหมว่า อยู่ๆ ข้อศอกข้างที่ใช้งานบ่อยก็มีอาการเจ็บแปล๊บขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เวลาจะเอื้อมมือไปหยิบของ หยิบขวดน้ำ หรือแม้กระทั่งตอนบิดผ้าขี้ริ้วก็รู้สึกเจ็บจนแทบไม่มีแรง อาการปวดเสียวที่แผ่ซ่านจากข้อศอกร้าวลงไปถึงข้อมือนี้ หลายคนมักจะคิดว่าเป็นเพียงแค่กล้ามเนื้อล้าจากการทำงานหนัก หรือคิดไปเองว่าแค่นอนพักสักสองสามวันหรือซื้อยานวดมาทาก็น่าจะหายดี แต่พอนานวันเข้า อาการปวดกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างคาดไม่ถึง
คุณสมชาย อายุ 45 ปี ประกอบอาชีพเป็นพนักงานออฟฟิศที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์และพิมพ์งานตลอดทั้งวัน และในวันหยุดเขาก็มักจะชอบทำงานบ้าน ซ่อมแซมสิ่งของ หรือออกกำลังกายเบาๆ อยู่มาวันหนึ่งเขาเริ่มรู้สึกปวดตื้อๆ บริเวณปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก ตอนแรกเขาก็ไม่ได้สนใจและคิดว่าเป็นเพียงแค่อาการเมื่อยล้าทั่วไป จึงฝืนใช้งานแขนข้างนั้นต่อไปเรื่อยๆ ทั้งยกของหนักและพิมพ์งานติดต่อกันหลายชั่วโมง จนกระทั่งผ่านไปสามเดือน อาการปวดเริ่มรุนแรงขึ้นจนแม้แต่การยกแก้วกาแฟขึ้นมาดื่มในตอนเช้าก็ทำให้เขาเจ็บแปล๊บจนเกือบทำแก้วหลุดมือ แขนเริ่มไม่มีแรงและบิดผ้าไม่ได้ ทำให้เขาต้องตัดสินใจมาพบแพทย์ด้วยความกังวลว่ากระดูกหรือข้อศอกจะมีความผิดปกติรุนแรง
หากจะอธิบายกลไกของโรคนี้ให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด ให้คุณลองจินตนาการถึงเส้นเอ็นบริเวณข้อศอกของเราว่ามีลักษณะคล้ายกับ "สายเคเบิลหรือหนังสติ๊ก" ที่คอยยึดเหนี่ยวระหว่างกล้ามเนื้อแขนท่อนล่างกับปุ่มกระดูกข้อศอก เพื่อช่วยให้เราสามารถกระดกข้อมือและเหยียดนิ้วมือได้อย่างราบรื่น ในทุกๆ ครั้งที่เราพิมพ์งาน ยกของ หรือบิดข้อมือ สายเคเบิลเส้นนี้จะเกิดแรงตึงและขยับตัวอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อใดก็ตามที่เราใช้งานมันซ้ำๆ ถี่ๆ และหนักหน่วงจนเกินไป สายเคเบิลที่เคยเหนียวแน่นและยืดหยุ่นดีก็จะเริ่มเกิดรอยฉีกขาดขนาดเล็กๆ ซ่อนอยู่ภายใน เหมือนกับเส้นด้ายในสายเคเบิลที่เริ่มเปื่อยและรุ่ยออกทีละเส้น ซึ่งหากร่างกายซ่อมแซมไม่ทัน รอยรุ่ยเล็กๆ เหล่านั้นก็จะสะสมจนกลายเป็นเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพในที่สุด [1]
โรคปวดข้อศอกด้านนอก หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า โรคปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอกอักเสบ (Lateral epicondylitis) หรือที่คนทั่วไปมักคุ้นหูกันดีในชื่อ โรคข้อศอกเทนนิส (Tennis elbow) นั้น แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับนักกีฬาเทนนิสเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีพฤติกรรมการใช้งานข้อมือและข้อศอกซ้ำๆ ในท่าเดิม โดยโรคนี้มีสาเหตุหลักมาจากการเกิดภาระงานที่มากเกินไปจนทำให้เส้นเอ็นกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่เหยียดข้อมือและนิ้วมือ โดยเฉพาะเส้นเอ็นกล้ามเนื้อเหยียดข้อมือ (Extensor carpi radialis brevis - ECRB) เกิดการบาดเจ็บและเสื่อมสภาพตรงบริเวณจุดเกาะที่ปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก [1,4]
กลไกการเกิดโรคในปัจจุบันพบว่า ไม่ใช่กระบวนการอักเสบเฉียบพลันที่มีเซลล์เม็ดเลือดขาวมาคั่งอย่างที่เคยเข้าใจกันในอดีต แต่เป็นกระบวนการเสื่อมสภาพของเส้นเอ็น (Tendinosis) เนื่องจากมีไมโครทรามาหรือการฉีกขาดขนาดเล็กค้างคาอยู่เป็นเวลานาน ส่งผลให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อพังผืดที่ไม่มีประสิทธิภาพและหลอดเลือดฝอยที่ผิดปกติขึ้นมาทดแทน ทำให้เส้นเอ็นสูญเสียความยืดหยุ่นและความแข็งแรงในการรับแรงดึง [1,4]
อาการเด่นที่พบบ่อยที่สุดของโรคนี้คือ อาการปวดตื้อหรือเจ็บเสียวอย่างรุนแรงบริเวณปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีการกดสัมผัสลงไปตรงๆ หรือในขณะที่มีการใช้งานข้อมือ เช่น การกระดกข้อมือขึ้นต้านแรงต้าน การหิ้วถุงพลาสติกหนักๆ การหมุนลูกบิดประตู หรือการสะบัดข้อมือ ซึ่งในรายที่มีอาการรุนแรง อาการปวดอาจร้าวลามลงไปตามกล้ามเนื้อแขนท่อนล่างจนถึงบริเวณหลังมือ และอาจส่งผลทำให้กำลังในการกำมือหรือหยิบจับสิ่งของลดลงอย่างเห็นได้ชัด [1,2]
การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน: การพิมพ์คีย์บอร์ดและการจับเมาส์ในท่าที่ข้อมือต้องกระดกค้างไว้ตลอดทั้งวัน ทำให้เส้นเอ็นข้อศอกตึงตัวและรับภาระต่อเนื่อง
อาชีพที่ต้องใช้ข้อมือซ้ำๆ: กลุ่มช่างซ่อมบ้าน ช่างทำผม พ่อครัว แม่ครัว หรือแม้กระทั่งแม่บ้านที่ต้องบิดผ้าและหิ้วของหนักเป็นประจำ มีโอกาสเกิดโรคนี้สูงมาก
อายุที่เพิ่มมากขึ้น: โรคนี้มักพบได้บ่อยในกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 30 ถึง 50 ปี เนื่องจากความยืดหยุ่นและการซ่อมแซมตัวเองของเส้นเอ็นเริ่มลดลงตามวัย
การออกกำลังกายด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง: การเล่นกีฬาแร็กเก็ต เช่น เทนนิส แบดมินตัน หรือการยกน้ำหนักในฟิตเนสที่ใช้น้ำหนักมากเกินไปและสะบัดข้อมือผิดจังหวะ
การเพิ่มความหนักในการทำงานอย่างรวดเร็ว: การโหมซ่อมบ้านหรือยกของหนักอย่างกะทันหันในระยะเวลาสั้นๆ โดยที่กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นยังไม่ได้รับการฝึกฝนให้พร้อมรับแรง [1,4]
กระบวนการวินิจฉัยโรคข้อศอกเทนนิสเริ่มต้นจากการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับลักษณะงานและกิจกรรมประจำวัน ร่วมกับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งแพทย์จะทำการคลำหาจุดเจ็บเสียวที่สุดบริเวณข้อศอกด้านนอก และให้คนไข้ทำท่าทดสอบเฉพาะโรค เช่น การกระดกข้อมือหรือนิ้วกลางสู้กับแรงต้านของแพทย์ (Cozen's test หรือ Maudsley's test) หากคนไข้รู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นมาทันทีที่บริเวณข้อศอก ก็จะสามารถบ่งชี้ถึงโรคนี้ได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ [1,2]
ในลำดับถัดมา แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจเอกซเรย์ (X-ray) บริเวณข้อศอก เพื่อช่วยแยกโรคอื่นๆ ที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกันออกไป เช่น โรคข้อศอกเสื่อม หรือตรวจหาว่ามีหินปูนมาเกาะติดอยู่ที่บริเวณจุดเกาะของเส้นเอ็นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เอกซเรย์ทั่วไปจะไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดความเสียหายของเนื้อเยื่ออ่อนหรือเส้นเอ็นได้อย่างชัดเจน [4]
หากคนไข้มีอาการเรื้อรัง รักษาด้วยวิธีเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น หรือสงสัยว่าอาจมีการฉีกขาดรุนแรง แพทย์จะใช้การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อดูลักษณะโครงสร้างภายในของเส้นเอ็นอย่างละเอียด การตรวจเหล่านี้จะช่วยให้เห็นความหนาตัวของเส้นเอ็น รอยฉีกขาดภายในเนื้อเอ็น รวมถึงปริมาณเลือดที่มาเลี้ยงอย่างผิดปกติ ทำให้สามารถประเมินระดับความรุนแรงและวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุดที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดตรวจ ยกเว้นในกรณีที่สงสัยว่าอาจมีโรคข้ออักเสบระบบอื่นร่วมด้วย [3]
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการพักใช้งาน: ในระยะแรกจำเป็นต้องลดหรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวด ร่วมกับการประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการเจ็บเสียว [2,4]
การทำกายภาพบำบัดและการใช้อุปกรณ์พยุง: การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแขนท่อนล่างและการออกกำลังกายสร้างความแข็งแรงแบบออกแรงเกร็งขณะกล้ามเนื้อเหยียดยาว (Eccentric exercise) ร่วมกับการใส่ปลอกพยุงข้อศอก (Counterforce brace) เพื่อลดแรงดึงรั้งที่กระทำต่อเส้นเอ็น [2]
การใช้ยารับประทาน: การรับประทานยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ในระยะสั้น เพื่อช่วยควบคุมอาการปวดในรายที่มีอาการรุนแรงจนกระทบต่อการนอนหรือการใช้ชีวิต [4]
การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงนำทาง: วิธีนี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในปัจจุบัน โดยแพทย์จะใช้เครื่องอัลตราซาวด์สแกนเพื่อหาตำแหน่งเนื้อเอ็นที่เสื่อมสภาพได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะทำการฉีดรักษา เช่น การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (Platelet-rich plasma - PRP) เพื่อเข้าไปกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมตัวเองของเนื้อเยื่อ หรือการใช้ปลายเข็มขนาดเล็กสะกิดบริเวณเอ็นที่เสื่อมสภาพเพื่อเปิดทางให้เลือดไหลเวียนเข้ามาเลี้ยงและซ่อมแซมแผลได้ดีขึ้น ช่วยหลีกเลี่ยงการฉีดสเตียรอยด์ที่อาจส่งผลเสียทำให้เนื้อเอ็นเปื่อยและฉีกขาดง่ายในระยะยาว [3,5,6,7]
การผ่าตัดรักษาส่วนที่เสื่อมสภาพ: จะพิจารณาทำเฉพาะในผู้ป่วยส่วนน้อย (ประมาณร้อยละ 5-10) ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีประคับประคองและฉีดยาอย่างเต็มที่แล้วเป็นเวลาอย่างน้อย 6 ถึง 12 เดือน แต่อาการยังไม่ดีขึ้นและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างรุนแรง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 90 สามารถรักษาให้หายดีได้โดยไม่ต้องผ่าตัด [1,4]
คำถามที่คนไข้มักจะถามหมอบ่อยที่สุดคือ "โรคนี้จะหายขาดไหม?" คำตอบคือ โรคข้อศอกเทนนิสเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายดีและกลับไปใช้งานแขนได้ตามปกติ แต่ต้องอาศัยระยะเวลาและความอดทนค่อนข้างสูง โดยทั่วไปกระบวนการฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองของเส้นเอ็นที่เสื่อมสภาพจะใช้เวลาตั้งแต่ 2-3 เดือนไปจนถึง 6 เดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของรอยโรคและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไข้เอง [1,4]
สำหรับโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำนั้น ถือว่ามีค่อนข้างสูงหากคนไข้หายดีแล้วแต่กลับไปมีพฤติกรรมการใช้งานแขนและข้อมือในลักษณะเดิมๆ โดยไม่มีการยืดเหยียดหรือสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนรองรับไว้ล่วงหน้า การกลับมาเป็นซ้ำมักเกิดจากการที่เส้นเอ็นยังซ่อมแซมตัวเองได้ไม่สมบูรณ์ 100% แต่ถูกนำไปรับแรงกดดันและแรงกระชากที่รุนแรงอีกครั้ง [2,7]
หากคนไข้เลือกที่จะเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนของร่างกาย ฝืนใช้งานแขนทั้งปวด หรือไปซื้อยาชุด ยาแก้ปวดมากินเองต่อเนื่องเพื่อกดอาการไว้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ กระบวนการเสื่อมสภาพของเส้นเอ็นจะขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ จากรอยฉีกขาดขนาดเล็กที่พอจะซ่อมแซมเองได้ จะกลายเป็นรอยฉีกขาดขนาดใหญ่จนเส้นเอ็นแยกออกจากกระดูกข้อศอก [1,4]
นอกจากนี้ การปล่อยให้อาการปวดกลายเป็นความเจ็บปวดเรื้อรัง อาจส่งผลให้ระบบประสาทส่วนกลางเกิดภาวะไวต่อความเจ็บปวดมากกว่าปกติ (Central sensitization) ทำให้แม้เพียงการสัมผัสเบาๆ หรือการใช้งานเพียงเล็กน้อยก็เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง ส่งผลให้กล้ามเนื้อแขนท่อนล่างเกิดการฝ่อลีบและอ่อนแรงลงอย่างถาวร ซึ่งในระยะนี้การรักษาจะทำได้ยากซับซ้อนขึ้นและให้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีเท่าที่ควร [2]
หยุดพักทันทีเมื่อเริ่มมีอาการปวด: เมื่อรู้สึกเจ็บเสียวบริเวณข้อศอกระหว่างทำงานให้หยุดพักและประคบเย็นทันที ห้ามฝืนทำกิจกรรมนั้นต่อ
ปรับเปลี่ยนท่าทางและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน: จัดสรีระการนั่งพิมพ์งานให้ข้อศอกทำมุมประมาณ 90 องศา และให้ข้อมืออยู่ในแนวตรง ไม่กระดกหรือหักงอมากเกินไป
ฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อแขนท่อนล่างเป็นประจำ: ทำท่าเหยียดแขนตรงไปข้างหน้า คว่ำมือลง แล้วใช้มืออีกข้างช่วยกดข้อมือลงเบาๆ ค้างไว้ 15-30 วินาที เพื่อลดความตึงของเส้นเอ็น
สร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบข้อศอก: เมื่ออาการปวดลดลง ให้เริ่มใช้ดัมเบลน้ำหนักเบาๆ ฝึกกระดกข้อมือขึ้นและลงช้าๆ เพื่อเพิ่มความทนทานให้เส้นเอ็น
หลีกเลี่ยงการยกของด้วยท่าคว่ำมือ: เวลาต้องการยกของหนัก ให้ใช้วิธีหงายมือยกขึ้นแทนการคว่ำมือ เพื่อช่วยลดแรงกระทำโดยตรงที่ส่งไปยังปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก [2]
คำถาม: ไม่ได้เล่นเทนนิสเลย ทำไมถึงเป็นโรคข้อศอกเทนนิสได้? คำตอบ: ชื่อโรคข้อศอกเทนนิสเป็นเพียงชื่อเรียกที่ตั้งขึ้นตามประวัติศาสตร์เพราะพบในนักกีฬาประเภทนี้บ่อย แต่ในความเป็นจริง กว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยโรคนี้เกิดจากการทำงานออฟฟิศ การทำงานบ้าน หรืออาชีพช่างที่ต้องใช้ข้อมือและแขนท่อนล่างซ้ำๆ ดังนั้น ทุกคนจึงมีสิทธิ์เป็นโรคนี้ได้ครับ [1,4]
คำถาม: การฉีดสเตียรอยด์ที่ข้อศอกปลอดภัยและช่วยให้หายขาดจริงไหม? คำตอบ: การฉีดสเตียรอยด์สามารถช่วยลดความเจ็บปวดได้อย่างรวดเร็วในระยะสั้น (ประมาณ 4-6 สัปดาห์แรก) แต่ผลการวิจัยในระยะยาวพบว่า มีอัตราการกลับมาเป็นซ้ำสูงกว่า และสเตียรอยด์อาจเข้าไปทำลายโครงสร้างคลอลาเจน ทำให้เส้นเอ็นเปื่อย ฝ่อลีบ และเสี่ยงต่อการฉีกขาดง่ายขึ้น ปัจจุบันแพทย์จึงแนะนำให้เลี่ยงและหันไปใช้วิธีฟื้นฟูเนื้อเอ็นด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) แทนครับ [5,6,7]
คำถาม: ปวดข้อศอกด้านนอก ต้องประคบร้อนหรือประคบเย็นถึงจะถูกวิธี? คำตอบ: หากมีอาการเจ็บแปล๊บเฉียบพลันหลังจากการใช้งานหนัก หรือเพิ่งเริ่มมีอาการปวดในระยะสัปดาห์แรก แนะนำให้ประคบเย็นเพื่อลดอาการเจ็บและปวดเสียว แต่หากเป็นมานานหลายเดือน มีอาการปวดตื้อๆ ตึงๆ กล้ามเนื้อล้าตอนเช้า สามารถใช้การประคบอุ่นร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดได้ครับ [2]
โรคข้อศอกเทนนิสเกิดจากการเสื่อมสภาพของเส้นเอ็นที่ข้อมือจากการใช้งานซ้ำๆ ไม่ใช่โรคที่พบเฉพาะในนักกีฬา [1]
อาการเจ็บแปล๊บบริเวณปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอกเวลาบิดผ้าหรือยกแก้วน้ำ คือสัญญาณเตือนสำคัญที่ไม่ควรละเลย [1]
การฉีดยารักษาภายใต้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง ช่วยเพิ่มความแม่นยำและซ่อมแซมเส้นเอ็นที่เสื่อมสภาพได้อย่างตรงจุด [3,6]
ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยวิธีอนุรักษ์นิยม ปรับพฤติกรรม และทำกายภาพบำบัด โดยไม่ต้องผ่าตัด [2,4]
สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันและการสวมใส่อุปกรณ์พยุงที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ [2]
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-530-3666
"เราเชื่อว่า 'ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ' หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"