
ผ่าตัดกระดูกสันหลังไปแล้ว ปวดหายไปพักหนึ่ง... แล้วปวดกลับมาอีก
หลายคนรู้สึกสับสน หรือรู้สึกว่าตัวเองโชคร้าย บางคนเข้าใจว่าการผ่าตัดล้มเหลว บางคนโกรธและเสียใจ แต่ความจริงคือ... นี่ไม่ใช่ความผิดของใคร และเป็นสิ่งที่แพทย์รู้จักดี มีชื่อเรียกว่า "โรคข้อต่อข้างเคียงเสื่อม หลังผ่าตัด" หรือในภาษาอังกฤษว่า Adjacent Segment Disease (ASD)
ถ้าคุณหรือคนที่คุณรัก เคยผ่าตัดกระดูกสันหลังมาแล้ว และยังมีอาการปวดอยู่ หรือปวดกลับมาใหม่ บทความนี้เขียนมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ
คุณป้าวิไล อายุ 62 ปี เคยเป็นแม่บ้านที่กระฉับกระเฉง ดูแลบ้านและลูกหลานได้ทุกอย่าง แต่เมื่อ 5 ปีก่อน อาการปวดหลังร้าวลงขาข้างขวาทำให้เดินไม่ได้ หมอวินิจฉัยว่ากระดูกสันหลังส่วนเอวกดทับเส้นประสาท และผ่าตัดยึดข้อกระดูก (fusion) ที่ระดับ L4-L5 ไป
หลังผ่าตัด ป้าวิไลรู้สึกดีมาก เดินได้ ไม่ชาขาอีกต่อไป ครอบครัวดีใจมาก
แต่ผ่านไป 3 ปี อาการปวดหลังเริ่มกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ปวดต่างออกไปนิดหน่อย รู้สึกว่าหลังส่วนล่างตึงมาก ก้มหรือแอ่นแล้วไม่สุข และเริ่มชาขาอีกครั้ง แต่เป็นขาซ้ายแทน
ป้าวิไลถามหมอด้วยน้ำเสียงเศร้าว่า "หมอ... ผ่าตัดแล้วยังปวดอยู่ หรือมันผิดพลาดไปอะไรสักอย่าง?"
คำตอบของหมอคือ "ป้าไม่ได้โชคร้าย และการผ่าตัดครั้งนั้นไม่ได้ผิดพลาดเลย แต่ร่างกายของเราซับซ้อนกว่าที่คิดครับ"
ลองนึกถึงโซ่ที่มีห่วงต่อกัน 5–6 ห่วง การที่กระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้คล่องตัว ก็เพราะทุกข้อต่อทำงานร่วมกัน
เมื่อเราผ่าตัดยึดข้อกระดูกสันหลัง (spinal fusion) ที่ระดับใดระดับหนึ่ง เช่น L4-L5 ข้อนั้นก็จะถูกล็อกให้อยู่นิ่ง เคลื่อนไหวไม่ได้อีกต่อไป
แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อ เราก็ยังต้องก้ม เงย หมุนตัว ยกของ เดิน นั่ง
ภาระการเคลื่อนไหวทั้งหมดที่ข้อ L4-L5 เคยรับไปก่อนหน้านี้... ต้องไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง คำตอบคือ มันไปอยู่ที่ข้อต่อข้างเคียงอย่างข้อ L3-L4 ด้านบน และ L5-S1 ด้านล่าง
ข้อเหล่านั้นเริ่มรับแรงมากขึ้น หมอนรองกระดูกสึกเร็วขึ้น เอ็นและกล้ามเนื้อรอบข้อต้องทำงานหนักขึ้น จนในที่สุด ข้อที่ถูกยึดไว้อยู่นิ่งดี แต่ข้อข้างเคียงกลับเสื่อม — นี่คือที่มาของ Adjacent Segment Disease
โรคข้อต่อข้างเคียงเสื่อมหลังผ่าตัด (Adjacent Segment Disease หรือ ASD) คือภาวะที่ข้อต่อกระดูกสันหลังที่อยู่ติดกับบริเวณที่ผ่าตัดยึดกระดูก (fusion) เกิดการเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ และเริ่มมีอาการกลับมาใหม่
ต้องแยกให้ดีนะครับ เพราะยังมีอีกคำหนึ่งที่ใกล้เคียง คือ Adjacent Segment Degeneration ซึ่งหมายถึงการเสื่อมที่เห็นในภาพถ่ายรังสี (MRI / X-ray) แต่ยังไม่มีอาการ ในขณะที่ ASD หมายถึงเสื่อมแล้ว มีอาการด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลกว่า
กลไกหลักที่ทำให้เกิด ASD มีอยู่ 2 ส่วนใหญ่ๆ
ส่วนแรกคือ Biomechanical stress หรือแรงกดที่เพิ่มขึ้น เมื่อข้อที่ถูกล็อกไม่สามารถดูดซับแรงกระแทกจากการเดิน วิ่ง ก้ม หรือยกของได้ แรงเหล่านั้นจะถ่ายไปยังข้อข้างเคียงมากขึ้น ส่งผลให้หมอนรองกระดูก (disc) แบนและปูดออกได้เร็วกว่าคนทั่วไป เส้นเอ็นรอบข้อหลวม และข้อต่อเล็กๆ ด้านหลัง (facet joint) สึกหรอเร็ว
ส่วนที่สองคือ Accelerated degeneration หรือการเสื่อมที่เร่งตัว ข้อที่ปกติอาจใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเสื่อม แต่เมื่อต้องรับแรงมากขึ้น กระบวนการเสื่อมนั้นอาจเกิดขึ้นภายใน 3–5 ปีหลังผ่าตัด
อาการที่พบบ่อยของ ASD ได้แก่:
ปวดหลังกลับมาใหม่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือต่ำลงกว่าเดิมเล็กน้อย
ปวดร้าวลงขา ชาขา หรืออ่อนแรง คล้ายอาการเดิมแต่เป็นขาอีกข้างหรือระดับอื่น
หลังแข็ง เคลื่อนไหวไม่สะดวก
อาการแย่ลงเมื่อยืนนานหรือเดินนาน บรรเทาได้เมื่อนั่งพัก
ไม่ใช่ทุกคนที่ผ่าตัด spinal fusion แล้วจะเป็น ASD ครับ แต่ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เสี่ยงมากขึ้น:
ผ่าตัดหลายระดับ (multi-level fusion) เช่น ยึดกระดูก 3–4 ข้อขึ้นไป ยิ่งยาว ข้อที่เหลือต้องแบกรับมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
อายุมากในขณะผ่าตัด เพราะกระดูกและหมอนรองกระดูกที่เหลือมีความทนทานน้อยกว่าคนอายุน้อย
น้ำหนักตัวมาก (BMI สูง) แรงกดต่อกระดูกสันหลังโดยรวมสูง ข้อข้างเคียงยิ่งต้องทำงานหนัก
มีกระดูกสันหลังเสื่อมอยู่ก่อนแล้ว ก่อนผ่าตัด ถ้าข้อข้างเคียงเสื่อมอยู่บ้างแล้ว โอกาสที่จะเสื่อมเร็วขึ้นหลังผ่าตัดก็มีสูง
ไม่ได้ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังผ่าตัด กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (core muscles) ที่อ่อนแอ ทำให้ข้อต่อต้องรับแรงมากขึ้นแทนกล้ามเนื้อ
เมื่อผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดกระดูกสันหลังมาแล้ว กลับมาด้วยอาการปวดหลังหรือปวดร้าวลงขาอีกครั้ง แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องว่าอาการครั้งนี้เป็นเหมือนหรือต่างจากครั้งก่อนอย่างไร ระดับของอาการที่เปลี่ยนไป และช่วงเวลาหลังผ่าตัดกี่ปีที่ผ่านมา
การตรวจร่างกายจะประเมินความแข็งแรงของขา การรับความรู้สึก และ reflexes รวมถึงการตรวจพิเศษที่บอกว่ามีเส้นประสาทถูกกดหรือไม่
X-ray จะเห็นตำแหน่งที่ยึดกระดูกไว้ว่าแข็งแรงดีไหม มีการทรุดตัวหรือเลื่อนหลุดของ hardware หรือไม่ และมองหาสัญญาณการเสื่อมของข้อข้างเคียง
MRI คือตัวช่วยสำคัญที่สุด เพราะจะเห็นหมอนรองกระดูก เส้นประสาท และเนื้อเยื่ออ่อนรอบข้อได้ชัดเจน สามารถบอกได้ว่าข้อระดับใดที่เริ่มเสื่อมและกดทับเส้นประสาทหรือยัง
ในบางราย แพทย์อาจพิจารณา CT scan เพื่อดูว่าการยึดกระดูก (fusion) ในตำแหน่งเดิมสมบูรณ์หรือไม่ หรืออาจมีส่วนที่ยังไม่ติดกัน ซึ่งอาจเป็นอีกสาเหตุของอาการได้
เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ASD คำถามแรกที่คนไข้ถามคือ "ต้องผ่าตัดซ้ำไหมหมอ?"
คำตอบที่ดีคือ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ในหลายกรณีสามารถจัดการได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ
ขั้นแรก: ปรับพฤติกรรมและลดแรงกด หลีกเลี่ยงการก้มยกของหนัก การยืนหรือเดินนานเกินไปโดยไม่มีที่พัก การนั่งท่าที่ทำให้หลังงอ และการกระโดดหรือกระแทก ที่สำคัญคือการควบคุมน้ำหนักตัว ทุก 1 กิโลกรัมที่ลดลง ช่วยลดแรงกดต่อกระดูกสันหลังได้มากกว่า 4 กิโลกรัม
ขั้นที่สอง: กายภาพบำบัด นี่คือหัวใจสำคัญของการรักษา ASD โดยไม่ผ่าตัด การออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อแกนกลาง (core stabilization exercise) จะช่วยให้กล้ามเนื้อรับแรงแทนข้อกระดูก ลดการกดที่ข้อข้างเคียง กายภาพบำบัดที่ดีควรทำต่อเนื่องอย่างน้อย 8–12 สัปดาห์
ขั้นที่สาม: ยา ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบใช้เพื่อจัดการอาการระหว่างฟื้นฟู ไม่ใช่รักษาสาเหตุ ยาคลายกล้ามเนื้ออาจช่วยในระยะที่มีอาการตึงมาก แพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละคน
ขั้นที่สี่: การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้ ultrasound นำทาง นี่คือตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ป่วย ASD ที่มีอาการปวดจากข้อ facet หรือการอักเสบของเส้นประสาทในบริเวณข้อข้างเคียง การฉีดยาโดยใช้ ultrasound นำทาง ทำให้แพทย์เห็นตำแหน่งที่แน่นอนก่อนฉีด ยาจึงเข้าถึงจุดที่ต้องการได้ตรงจุดและปลอดภัย ช่วยลดการอักเสบและอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องผ่าตัดเพิ่มเติม
ขั้นที่ห้า: ผ่าตัดซ้ำ เฉพาะกรณีจำเป็น หากอาการรุนแรง เช่น อ่อนแรงขาอย่างชัดเจน กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือการรักษาแบบอื่นๆ ไม่ได้ผลแล้วจริงๆ แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัด extend fusion หรือขยายการยึดกระดูกออกไปอีกระดับ อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดซ้ำมีความซับซ้อนสูงกว่าครั้งแรก และควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจเสมอ
นี่เป็นคำถามที่คนไข้ถามบ่อยมาก และต้องตอบตามความเป็นจริงครับ
ASD เกิดจากการเสื่อมของข้อกระดูกที่เกิดขึ้นแล้ว จึงไม่สามารถย้อนกลับให้กลับมาเหมือนเดิมได้ทั้งหมด แต่ อาการสามารถควบคุมได้ดีมาก ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติหลังจากฟื้นฟูร่างกายอย่างต่อเนื่อง
ระยะเวลาของการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรง โดยทั่วไปผู้ป่วยที่ตรวจพบตั้งแต่ระยะต้น มีกล้ามเนื้อแกนกลางที่พัฒนาได้ดี และน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม มักมีอาการดีขึ้นใน 3–6 เดือนหลังเริ่มฟื้นฟูอย่างจริงจัง
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะยิ่งปล่อยนาน ข้อข้างเคียงจะยิ่งเสื่อมมากขึ้น และโอกาสจะต้องผ่าตัดซ้ำก็จะสูงขึ้นตาม
ถ้าปล่อย ASD ทิ้งไว้โดยไม่รักษา ข้อต่อข้างเคียงที่รับแรงมากขึ้นทุกวันจะเสื่อมเร็วยิ่งขึ้น หมอนรองกระดูกจะแบนจนไม่เหลือ ข้อต่อเล็กๆ ด้านหลัง (facet joint) จะอักเสบและงอก เส้นประสาทจะถูกกดมากขึ้น อาจนำไปสู่อาการชา อ่อนแรง และในกรณีรุนแรง อาจส่งผลต่อการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ได้ นอกจากนี้ยังทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงอย่างมาก นอนไม่หลับ ทำงานไม่ได้ และส่งผลต่อสุขภาพจิตด้วย
ป้องกันได้ไม่ 100% ครับ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางกลศาสตร์หลังผ่าตัดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่สามารถ ชะลอและลดความรุนแรง ได้มากถ้าทำสิ่งเหล่านี้:
ฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลาง (core) หลังผ่าตัดอย่างจริงจัง อย่าหยุดกายภาพบำบัดแค่เพราะอาการดีขึ้น
ควบคุมน้ำหนักตัว ลดแรงกดต่อกระดูกสันหลังในระยะยาว
หลีกเลี่ยงการยกของหนักผิดท่า โดยเฉพาะในช่วง 1–2 ปีแรกหลังผ่าตัด
นอนในท่าที่ดี หนุนหมอนรองใต้เข่าเมื่อนอนหงาย หรือหนุนหมอนระหว่างขาเมื่อนอนตะแคง
มาตรวจติดตามตามนัด อย่าข้ามนัดตรวจ แพทย์จะสามารถพบการเปลี่ยนแปลงในระยะต้นได้จาก X-ray หรือ MRI ก่อนที่อาการจะรุนแรง
Q: ผ่าตัดกระดูกสันหลังแล้วปวดกลับมาใหม่ แสดงว่าผ่าตัดล้มเหลวหรือเปล่า?
A: ไม่จำเป็นครับ อาการปวดที่กลับมาหลังผ่าตัดอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ รวมถึง ASD ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงของกลศาสตร์ในกระดูกสันหลัง ไม่ใช่สัญญาณที่บ่งบอกว่าการผ่าตัดครั้งแรกทำผิดพลาด
Q: ASD เกิดได้เร็วแค่ไหนหลังผ่าตัด?
A: จากข้อมูลงานวิจัย อาการของ ASD มักเริ่มปรากฏประมาณ 3–5 ปีหลังผ่าตัด แต่บางรายอาจเร็วกว่าหรือช้ากว่านี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงส่วนตัว
Q: ต้องผ่าตัดซ้ำทุกคนไหม?
A: ไม่ครับ ผู้ป่วย ASD ส่วนใหญ่ตอบสนองดีต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัด ทั้งกายภาพบำบัด การปรับพฤติกรรม และการฉีดยาเฉพาะจุด การผ่าตัดซ้ำพิจารณาเฉพาะรายที่มีอาการรุนแรงมาก หรือมีการกดทับเส้นประสาทชัดเจนที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น
Q: ASD ต่างจากการผ่าตัดล้มเหลว (Failed Back Surgery Syndrome) อย่างไร?
A: Failed Back Surgery Syndrome หมายถึงอาการปวดที่ยังคงอยู่หรือกลับมาหลังผ่าตัด โดยมีหลายสาเหตุรวมอยู่ด้วยกัน เช่น การยึดกระดูกไม่ติด เส้นประสาทบาดเจ็บจากผ่าตัด หรือ ASD ก็เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มนี้ ดังนั้นจึงต้องให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดก่อน
Q: ถ้าเพิ่งผ่าตัดกระดูกสันหลัง จะทำอะไรได้บ้างเพื่อป้องกัน ASD?
A: สิ่งสำคัญที่สุดคือทำกายภาพบำบัดและฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางอย่างต่อเนื่อง ควบคุมน้ำหนัก หลีกเลี่ยงแรงกระแทก และมาตรวจติดตามตามนัดของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
✅ Adjacent Segment Disease (ASD) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ใช่ความผิดพลาดของการผ่าตัด แต่เป็นผลจากการที่ข้อข้างเคียงต้องรับแรงเพิ่มขึ้นหลังจากมีการยึดกระดูก (fusion)
✅ อาการหลักคือปวดหลังกลับมาใหม่ บางครั้งปวดร้าวลงขา ชา หรืออ่อนแรง มักเกิดในตำแหน่งที่แตกต่างจากก่อนผ่าตัดเล็กน้อย
✅ ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ การผ่าตัดหลายระดับ อายุมาก น้ำหนักเกิน และไม่ได้ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังผ่าตัด
✅ ผู้ป่วยส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดซ้ำ ด้วยกายภาพบำบัด ปรับพฤติกรรม และการฉีดยาเฉพาะจุดโดย ultrasound นำทาง
✅ การตรวจติดตามตามนัด คือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะยิ่งพบเร็ว ยิ่งมีทางเลือกรักษาได้มากกว่า และผลลัพธ์ดีกว่า
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สอบถามปัญหากระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ Line OA: @doctorkeng | โทร 081-530-3666
"เราเชื่อว่า 'ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ' หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"
#ปวดหลังหลังผ่าตัด #กระดูกสันหลัง #ผ่าตัดกระดูกหลัง #AdjacentSegmentDisease #ปวดหลังเรื้อรัง #กระดูกเสื่อม #ฟื้นฟูหลังผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #ปวดร้าวลงขา #AdjacentSegmentDisease #SpinalFusion #BackPain #SpinalSurgery #OrthopaedicHealth