"คุณหมอครับ ผมยกแขนไม่ขึ้นเลย แค่จะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าตังค์ที่กระเป๋าหลังก็ปวดจนน้ำตาเล็ด ผลตรวจบอกว่าเอ็นขาดไป 60% แถมไหล่ยังติดอีก ผมจะกลับมาขยับได้เหมือนเดิมไหมครับ? ต้องผ่าตัดอย่างเดียวเลยหรือเปล่า?"
นี่คือคำถามยอดฮิตที่ผมมักจะได้รับจากคนไข้ที่มีอาการปวดไหล่เรื้อรังครับ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เริ่มมีอายุมากขึ้น หรือคนที่เคยใช้งานไหล่หนักๆ มาก่อน ความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรมาล็อคแขนเราไว้ แถมพยายามจะขยับก็ปวดเหมือนมีเข็มทิ่มลึกๆ อยู่ข้างใน มันบั่นทอนคุณภาพชีวิตมากนะครับ บางคนถึงกับนอนไม่หลับมาเป็นเดือนๆ เพราะปวดตอนกลางคืน
วันนี้ผมจะมาถอดรหัสให้ฟังครับว่า อาการ "เอ็นไหล่ขาด" ที่มาพร้อมกับ "ไหล่ติด" มันคืออะไรกันแน่ และมีทางออกอย่างไรโดยที่เราไม่ต้องกังวลใจจนเกินไป
น้าบุญ (นามสมมติ) อายุ 58 ปี อดีตช่างซ่อมเครื่องจักรที่เคยใช้งานไหล่มาอย่างโชกโชน น้าบุญเริ่มจากอาการปวดไหล่ตุบๆ เวลาทำงาน แต่เขาก็คิดว่าแค่ "ปวดเมื่อยตามวัย" จึงหาซื้อยาแก้ปวดมากินเองและไปนวดคลายเส้นบ่อยๆ
แต่ผ่านไป 3 เดือน อาการกลับแย่ลง น้าบุญเริ่มสระผมลำบาก ใส่เสื้อเชิ้ตไม่ได้ เพราะแขนมัน "ติด" ขยับไปข้างหลังไม่ได้เลย และที่น่ากลัวคืออาการปวดร้าวที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนต้องมาพบผม
ผลการตรวจ MRI พบว่า เอ็นหมุนข้อไหล่ขาดไปประมาณ 60% และมีภาวะ ข้อไหล่ติดอักเสบ ร่วมด้วย น้าบุญถามผมด้วยแววตาที่กังวลมากว่า "หมอเก่งครับ ผมจะกลับมาใช้งานแขนข้างนี้ได้อีกไหม? ผมไม่อยากผ่าตัดเลย"
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพ ผมอยากให้ลองนึกภาพตามนะครับ
เอ็นหมุนข้อไหล่ (Rotator Cuff): เปรียบเสมือน "เชือก" สี่เส้นที่คอยดึงใบเรือ (ต้นแขน) ให้หมุนและยกขึ้นลงได้ ถ้าเชือกขาดไป 60% ก็เหมือนเชือกที่เปื่อยและขาดวิ่นไปมากกว่าครึ่ง แรงดึงก็น้อยลง และเชือกที่เหลืออยู่ต้องรับภาระหนักขึ้นจนเกิดอาการปวด
ภาวะไหล่ติด (Frozen Shoulder): เปรียบเสมือน "สนิม" หรือ "กาว" ที่ไปพอกอยู่ตามข้อต่อและเยื่อหุ้มข้อ ทำให้ลูกบอลในเบ้าไหล่ขยับไม่ได้ มันจึง "ติด" และ "แข็ง"
ทำไมถึงเกิดพร้อมกัน? บ่อยครั้งเมื่อเอ็นไหล่เริ่มขาด (เชือกเริ่มเปื่อย) เราจะปวดจนไม่อยากขยับแขน พอเราไม่ขยับนานๆ ร่างกายก็สร้างพังผืดมาหุ้มข้อไว้จนกลายเป็นไหล่ติด (สนิมขึ้น) กลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหานั่นเองครับ
โรคเอ็นหมุนข้อไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear): คือการบาดเจ็บของกลุ่มเอ็น 4 เส้นที่ล้อมรอบข้อไหล่ ซึ่งทำหน้าที่ให้ความมั่นคงและช่วยในการเคลื่อนไหว การขาด 60% จัดอยู่ในกลุ่ม การขาดแบบหนา (High-grade Partial Tear) ซึ่งเป็นระยะที่ต้องพิจารณาการรักษาอย่างละเอียด
ภาวะไหล่ติด (Adhesive Capsulitis): คือภาวะที่เยื่อหุ้มข้อไหล่อักเสบ หนาตัวขึ้น และหดรั้ง ทำให้พื้นที่ภายในข้อไหล่ลดลง ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของข้อไหล่ลดลงในทุกทิศทาง
อาการที่ต้องสังเกต:
ปวดลึกๆ ในไหล่ โดยเฉพาะเวลาพยายามยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ
ปวดมากในตอนกลางคืน จนบางครั้งต้องสะดุ้งตื่น
แขนอ่อนแรง ยกแขนไม่ขึ้น หรือแขนตกลงเอง
ขยับแขนไปด้านหลังเพื่อเกาหลังหรือใส่เสื้อผ้าลำบาก (อาการเด่นของไหล่ติด)
อายุที่เพิ่มขึ้น: เมื่ออายุมากกว่า 40-50 ปี ความยืดหยุ่นของเอ็นจะลดลงตามธรรมชาติ
งานที่ต้องใช้แขนเหนือศีรษะซ้ำๆ: เช่น ช่างทาสี, นักกีฬาแบดมินตัน, หรือช่างซ่อมที่ต้องยกแขนตลอดเวลา
อุบัติเหตุ: การล้มเอามือยันพื้น หรือการกระชากของแขนอย่างกะทันหัน
โรคประจำตัว: โดยเฉพาะ "เบาหวาน" และ "โรคไทรอยด์" ซึ่งมีความสัมพันธ์ชัดเจนกับการเกิดภาวะไหล่ติด
การขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม: ทำให้กล้ามเนื้อรอบสะบักอ่อนแรง จนเอ็นไหล่ต้องรับภาระหนักเกินไป
เมื่อคนไข้มาพบหมอ ขั้นตอนการตรวจจะมีดังนี้ครับ:
การตรวจร่างกาย (Physical Examination): หมอจะทดสอบกำลังของกล้ามเนื้อแต่ละเส้น และดูช่วงการขยับของข้อไหล่เพื่อแยกแยะระหว่าง "เอ็นขาด" กับ "ไหล่ติด"
เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกว่ามีกระดูกงอกไปจิ้มเอ็นไหม หรือมีหินปูนเกาะที่เอ็นหรือไม่
อัลตราซาวด์ (Musculoskeletal Ultrasound): วิธีนี้ดีมากครับ เพราะหมอสามารถเห็นการทำงานของเอ็นขณะเคลื่อนไหวได้ทันที และเห็นรอยฉีกขาดได้ชัดเจน
การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): เป็นมาตรฐานสูงสุดที่ช่วยบอกได้ว่าเอ็นขาดไปกี่เปอร์เซ็นต์ (เช่น 60% ในเคสนี) และสภาพกล้ามเนื้อที่เหลือเป็นอย่างไร
ในกรณีที่ "ไหล่ติด" ร่วมกับ "เอ็นขาด" เราต้องมีกลยุทธ์ครับ เพราะถ้าเราไปฝืนกายภาพบำบัดแรงๆ เพื่อให้ไหล่หายติด ในขณะที่เอ็นยังอักเสบและขาดอยู่ คนไข้จะปวดมากจนทนไม่ไหว
ลำดับการรักษาที่ผมแนะนำ:
ปรับพฤติกรรม: งดการยกของหนัก งดการเหวี่ยงแขนแรงๆ และจัดท่านอนให้เหมาะสมโดยใช้หมอนรองใต้ศอก
การใช้ยา: ทานยาลดอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อคุมอาการปวดและลดการอักเสบในเยื่อหุ้มข้อ
การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound นำทาง: นี่คือจุดเปลี่ยนครับ! หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ส่องดูช่องว่างในข้อไหล่ และฉีดยาเข้าไปที่จุดอักเสบได้อย่างแม่นยำ เพื่อ "ละลายน้ำแข็ง" หรือลดการอักเสบที่ทำให้ไหล่ติด นอกจากนี้อาจมีการฉีด เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมของเอ็นที่ขาด 60% นั้นให้แข็งแรงขึ้น
กายภาพบำบัด: เมื่ออาการปวดลดลงจากการฉีดยาแล้ว เราจะเริ่มบริหารเพื่อเพิ่มพิสัยการเคลื่อนไหว (Range of Motion) ท่าที่แนะนำคือ "ท่าไต่กำแพง" หรือ "ท่าแกว่งแขนแบบลูกตุ้ม"
การผ่าตัด (เฉพาะกรณี): หากรักษาด้วยวิธีข้างต้นอย่างเต็มที่แล้ว 3-6 เดือน แต่อาการยังไม่ดีขึ้น หรือเอ็นขาดลุกลามจนแขนไม่มีแรง หมออาจพิจารณา การผ่าตัดส่องกล้อง (Arthroscopic Repair) เพื่อเย็บซ่อมเอ็นและลอกพังผืด ซึ่งปัจจุบันแผลเล็กมากและฟื้นตัวไวครับ
คำถามสำคัญที่น้าบุญถามผมคือ "หายไหม?"
คำตอบคือ "มีโอกาสหายและกลับมาใช้งานได้ปกติสูงมากครับ" โดยเฉพาะในกลุ่มที่เอ็นขาด 60% (ซึ่งยังไม่ขาดทั้งหมด) ร่างกายมีความสามารถในการซ่อมแซมและปรับตัวได้ดี แต่ต้องใช้ "เวลา" และ "วินัย"
โดยทั่วไป กระบวนการรักษาแบบไม่ผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน อาการปวดจะค่อยๆ หายไปก่อน ตามด้วยการที่ไหล่จะค่อยๆ หายติด และกำลังแขนจะกลับมาในที่สุดครับ
หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา หรือฝืนใช้งานหนักต่อ:
เอ็นขาดถาวร: จาก 60% อาจกลายเป็นขาด 100% ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อลีบฝ่อและซ่อมแซมยากขึ้น
ข้อไหล่เสื่อมตามมา (Rotator Cuff Arthropathy): เมื่อไม่มีเอ็นคอยประคอง หัวกระดูกแขนจะเคลื่อนไปถูกับเบ้าจนเกิดข้อเสื่อมรุนแรง
อาการปวดเรื้อรัง: ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพจิต ทำให้นอนไม่หลับและซึมเศร้าได้
บริหารกล้ามเนื้อรอบสะบัก: เพราะสะบักคือฐานของไหล่ ถ้าฐานแข็งแรง เอ็นไหล่ก็ทำงานน้อยลง
วอร์มอัพก่อนใช้งาน: หากต้องทำงานช่างหรือเล่นกีฬา ต้องยืดเหยียดไหล่ก่อนเสมอ
หลีกเลี่ยงท่าอันตราย: เช่น การยกแขนขึ้นสูงค้างไว้นานๆ หรือการสะพายเป้หนักข้างเดียว
คุมเบาหวานให้ดี: เพื่อลดโอกาสการเกิดพังผืดในข้อไหล่
ฟังเสียงเตือนของร่างกาย: ถ้าเริ่มปวดไหล่เกิน 2 สัปดาห์ ให้รีบพบหมอทันที อย่ารอจนไหล่ติด
Q: เอ็นขาด 60% ร่างกายต่อเองได้ไหม? A: เอ็นที่ขาดไปแล้วอาจไม่ได้เชื่อมติดกันเองเหมือนเดิม 100% ในเชิงโครงสร้าง แต่ร่างกายสามารถสร้าง "เนื้อเยื่อพังผืดที่แข็งแรง" มาทดแทน และกล้ามเนื้อส่วนที่เหลือสามารถรับหน้าที่แทนได้ถ้าเราบริหารให้ดีครับ
Q: ทำกายภาพทุกวันทำไมยังปวดอยู่? A: อาจเป็นเพราะ "จังหวะ" ยังไม่ได้ครับ ถ้าไหล่ยังอักเสบรุนแรงอยู่ การไปฝืนยืดจะยิ่งทำให้บวมและปวดมากขึ้น ควรปรึกษาหมอเพื่อลดการอักเสบ (เช่น การฉีดยานำทางด้วยอัลตราซาวด์) ก่อนจะทำกายภาพเข้มข้นครับ
Q: ต้องกินคอลลาเจนช่วยไหม? A: คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบของเอ็นจริงครับ แต่การกินเข้าไปอาจไม่ได้ไปที่ไหล่โดยตรง สิ่งสำคัญกว่าคือสารอาหารที่ครบถ้วนและการไหลเวียนเลือดที่ดีจากการเคลื่อนไหวเบาๆ ครับ
อย่าเพิ่งตกใจกับตัวเลข 60%: การขาดระดับนี้ส่วนใหญ่สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากรับการรักษาที่ถูกต้อง
ลำดับสำคัญมาก: ต้องลดการอักเสบและอาการปวดก่อน (ลดน้ำแข็ง) แล้วค่อยฝึกยืดเหยียด (ละลายสนิม)
การฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์ช่วยได้เยอะ: เป็นวิธีที่แม่นยำและช่วยลดความทรมานได้ทันทีในจุดที่ต้นเหตุ
วินัยคือกุญแจ: การทำกายภาพบำบัดอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอคือหัวใจของการหายขาด
ให้เวลากับร่างกาย: กระดูกและเอ็นต้องใช้เวลาซ่อมแซม อย่าใจร้อนฝืนใช้งานหนักเร็วเกินไป
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดไหล่ #ไหล่ติด #เอ็นไหล่ขาด #เอ็นหมุนข้อไหล่ฉีกขาด #กายภาพบำบัด #ไม่ต้องผ่าตัด #ฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สุขภาพผู้สูงอายุ #ออฟฟิศซินโดรม #RotatorCuffTear #FrozenShoulder #ShoulderPain #Orthopedics #PRP
