
หลายคนคงเคยมีอาการ "ปวดคอ บ่า ไหล่" จนคิดว่าเป็นแค่เรื่องปกติของคนวัยทำงานหรือโรคออฟฟิศซินโดรมใช่ไหมครับ? แต่ถ้าวันหนึ่งอาการปวดนั้นเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นความรู้สึกเหมือนมีไฟช็อตวิ่งจากคอลงไปถึงปลายนิ้ว หรือมือเริ่มอ่อนแรงจนหยิบจับของหลุดมือ สิ่งนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องปวดเมื่อยธรรมดา แต่มันคือเสียงตะโกนจากร่างกายว่า "กระดูกคอกำลังมีปัญหา" ครับ
วันนี้ผมจะพามาทำความเข้าใจว่า อาการปวดคอร้าวลงแขนนั้นเกิดจากอะไรกันแน่ และเราจะรับมือกับมันอย่างไรโดยที่ไม่ต้องจบลงที่การผ่าตัดเสมอไป
คุณสมชาย (นามสมมติ) อายุ 45 ปี ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ต้องอยู่หน้าจอนานวันละ 8-10 ชั่วโมง คุณสมชายเริ่มจากอาการปวดเมื่อยที่คอและบ่าเป็นครั้งคราว ซึ่งเขามักจะใช้วิธีไปนวดแผนไทยหรือแปะพลาสเตอร์บรรเทาปวด ซึ่งก็ได้ผลดีในช่วงแรก
แต่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อาการกลับรุนแรงขึ้น เขาเริ่มรู้สึก "แปลบ" เหมือนเข็มทิ่มร้าวลงไปที่แขนขวา และบางครั้งรู้สึกชาที่นิ้วโป้งและนิ้วชี้ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาพบว่าตัวเองติดกระดุมเสื้อลำบากขึ้นเพราะมือไม่มีแรง นี่คือจุดที่ทำให้คุณสมชายตัดสินใจมาพบหมอ เพราะความกังวลว่า "จะกลายเป็นอัมพฤกษ์หรือไม่?"
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมอยากให้ลองนึกภาพว่า กระดูกคอ ของเราเหมือนกับ ปล่องไฟที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ และภายในปล่องไฟนั้นมี สายไฟเส้นใหญ่ (ไขสันหลัง) วิ่งผ่านกลาง โดยมี สายไฟเส้นเล็กๆ (เส้นประสาท) แยกสาขาออกไปตามช่องว่างระหว่างชั้นเพื่อไปเลี้ยงแขนและมือของเรา
ระหว่างชั้นของกระดูกจะมี "หมอนรองกระดูก" ซึ่งทำหน้าที่เหมือน โช้คอัพนุ่มๆ หรือไส้ขนมปัง ที่คอยรับแรงกระแทก เมื่อเราอายุมากขึ้น หรือใช้งานคอผิดท่าติดต่อกันนานๆ เจ้าหมอนรองนี้อาจจะเริ่ม "เหี่ยว" หรือ "ปลิ้น" ออกมา เหมือนไส้ขนมปังที่ถูกกดจนทะลักออกมาด้านข้าง และไปเบียดทับ "สายไฟ" หรือเส้นประสาทที่อยู่ข้างๆ นั่นเองครับ เมื่อสายไฟถูกทับ สัญญาณไฟก็เดินไม่สะดวก ผลที่ได้คืออาการปวดร้าวและชานั่นเอง
โรคนี้ไม่ได้เกิดแค่กับผู้สูงอายุเท่านั้นนะครับ ในปัจจุบันเราพบในคนวัยทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ
สาเหตุหลัก: เกิดจากการเสื่อมสภาพตามวัยและการใช้งานที่ผิดสุขลักษณะ เช่น การก้มหน้าเล่นมือถือนานๆ (Text Neck Syndrome) การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ระดับ หรือการแบกของหนัก
อาการที่พบบ่อย:
ปวดตื้อๆ บริเวณลำคอ บ่า และสะบัก
ปวดร้าวจากคอลงไปที่ไหล่ แขน หรือปลายนิ้ว
ความรู้สึกชา หรือเหมือนมีมดไต่ที่มือ
กล้ามเนื้อแขนหรือมืออ่อนแรง
อายุ: เมื่อเข้าสู่วัย 40 ปีขึ้นไป ความยืดหยุ่นของหมอนรองกระดูกจะลดลงตามธรรมชาติ
ท่าทางผิดสุขลักษณะ: การก้มหน้าเล่นมือถือ หรือนั่งหลังค่อมหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
อาชีพที่ต้องใช้คอมาก: เช่น ช่างซ่อมรถที่ต้องแหงนคอทำงาน หรือพนักงานออฟฟิศ
การสูบบุหรี่: สารนิโคตินทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ทำให้เสื่อมเร็วขึ้น
พันธุกรรม: บางครอบครัวมีโครงสร้างช่องกระดูกคอที่แคบกว่าปกติ
เมื่อมาพบหมอ กระบวนการตรวจสอบจะเริ่มจาก:
การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน การตอบสนองของรีเฟล็กซ์ และการกดจุดหรือขยับคอในท่าต่างๆ เพื่อดูว่ากระตุ้นอาการปวดร้าวหรือไม่
เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างกระดูก ช่องว่างระหว่างข้อ และดูว่ามีกระดูกงอกไปเบียดช่องเส้นประสาทหรือไม่
การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): วิธีนี้สำคัญมาก เพราะจะเห็นภาพหมอนรองกระดูกและเส้นประสาทได้อย่างชัดเจนที่สุด ช่วยให้หมอระบุได้ว่าทับที่ข้อไหนและรุนแรงเพียงใด
การตรวจกระแสไฟฟ้าในเส้นประสาท (EMG): ในกรณีที่อาการไม่ชัดเจน เพื่อยืนยันว่าเส้นประสาทเส้นไหนที่เสียหาย
การรักษาโรคกระดูกคอเสื่อมมีลำดับขั้นตอนดังนี้ครับ:
การปรับพฤติกรรม: นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด หมอจะแนะนำให้จัดโต๊ะทำงานใหม่ ไม่ก้มคอ และพักสายตาเป็นระยะ
กายภาพบำบัด: การยืดกล้ามเนื้อที่ตึงและสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบคอ โดยนักกายภาพบำบัดอาจใช้เครื่องมือช่วย เช่น การดึงคอ (Traction) เพื่อลดการกดทับ
การใช้ยา: ยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาบำรุงเส้นประสาท เพื่อลดความปวดในระยะเฉียบพลัน
การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound-guided injection): หากทานยาแล้วไม่ดีขึ้น หมอสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาลดอักเสบไปที่รอบๆ รากเส้นประสาทได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดความปวดได้โดยตรงและปลอดภัยกว่าการฉีดแบบกะระยะ
การผ่าตัด: จะทำต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีข้างต้นแล้วไม่เห็นผลเกิน 6-12 สัปดาห์ หรือมีอาการรุนแรง เช่น แขนอ่อนแรงชัดเจน หรือเดินเซ
หลายคนกลัวการออกกำลังกายเมื่อปวดคอ แต่ความจริงแล้วการบริหารที่ถูกต้องจะช่วยให้หายเร็วขึ้นครับ ท่าที่แนะนำคือ:
ท่าเก็บคาง (Chin Tuck): นั่งหลังตรง มองตรงไปข้างหน้า แล้วค่อยๆ เลื่อนคางไปด้านหลัง (เหมือนจะทำคางสองชั้น) ค้างไว้ 5 วินาที ทำ 10 ครั้ง ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อคอชั้นลึก
ท่ายืดกล้ามเนื้อบ่า: เอียงหูไปหาไหล่ทีละข้าง ใช้มือช่วยกดเบาๆ ค้างไว้ 15 วินาที
ท่าบีบสะบัก: ดึงไหล่ไปด้านหลังให้สะบักสองข้างมาชิดกัน ค้างไว้ 5 วินาที เพื่อปรับบุคลิกภาพ
สิ่งที่ควรเลี่ยง: การหมุนคอแรงๆ หรือการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกสูง เช่น วิ่งเร็ว หรือกระโดด ในช่วงที่ยังมีอาการปวดร้าว
Q: ปวดคอร้าวลงแขน อันตรายถึงขั้นเป็นอัมพาตไหม? A: หากปล่อยไว้จนเส้นประสาทเสียหายถาวรหรือมีการกดทับไขสันหลังอาจเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าตรวจพบและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ โอกาสเป็นอัมพาตน้อยมากครับ
Q: ต้องนอนหมอนแบบไหนถึงจะดี? A: ควรใช้หมอนที่รองรับส่วนโค้งของกระดูกคอได้พอดี ไม่สูงเกินไปจนคอก้ม และไม่ต่ำเกินไปจนคอแหงนครับ
Q: นวดแผนไทยช่วยได้ไหม? A: การนวดช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ แต่ "ห้าม" ให้คนนวดบิดหรือดัดคอแรงๆ โดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้หมอนรองกระดูกแตกทับเส้นประสาทรุนแรงขึ้นได้ครับ
ปวดคอร้าวลงแขนเกิดจากการที่เส้นประสาทบริเวณคอถูกกดทับ ซึ่งมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้งาน
การตรวจ MRI ช่วยให้เห็นต้นเหตุของปัญหาได้อย่างชัดเจนที่สุด
การรักษาเริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรม ทานยา และกายภาพบำบัด
การฉีดยาลดอักเสบโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงและแม่นยำ
ส่วนใหญ่กว่า 90% ของผู้ป่วย สามารถหายได้โดยไม่ต้องรับการผ่าตัด
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดคอ #กระดูกคอเสื่อม #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ชามือ #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดบ่าไหล่ #กายภาพบำบัด #ฉีดยาโดยใช้อัลตราซาวด์ #สุขภาพผู้สูงอายุ #ปวดร้าวลงแขน #CervicalSpondylosis #NeckPain #Radiculopathy #Orthopedics #DoctorKeng