
สวัสดีครับ ผมหมอเก่งนะครับ หลายท่านที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมา อาจจะกำลังเจอกับความกังวลใจอย่างหนึ่ง คืออาการ "เท้าบวม" หรือ "ข้อเท้าบวม" ที่เป็นๆ หายๆ บางวันตื่นมาก็ดูดี แต่พอเดินเยอะหน่อยตอนเย็นกลับบวมเป่งจนตกใจ จนบางคนเริ่มกังวลว่า "ข้างในมันอักเสบหรือเปล่า?" หรือ "หมอผ่าตัดให้ไม่ดีไหม?"
ลองมาฟังเรื่องของ คุณป้าสมศรี อายุ 68 ปีกันครับ ป้าสมศรีผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมไปได้ประมาณ 3 สัปดาห์ แผลที่เข่าแห้งดีมาก เริ่มหัดเดินด้วยวอล์กเกอร์ได้คล่องขึ้น แต่ป้าสมศรีสังเกตว่า ช่วงเย็นๆ หลังกลับจากไปฝึกเดินหรือทำกายภาพบำบัด เท้าข้างที่ผ่าตัดจะบวมฉึ่งจนใส่รองเท้าไม่ได้ พอตอนเช้าตื่นมาอ้าว...บวมลดลง เป็นแบบนี้ซ้ำๆ จนป้าไม่กล้าเดิน เพราะกลัวเข่าพังครับ
จริงๆ แล้ว อาการบวมหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Swelling after Total Knee Arthroplasty) เป็นเรื่องที่ "พบได้บ่อยมาก" และเกือบทุกคนต้องเจอครับ แต่มันเกิดจากอะไร และจะหายเมื่อไหร่ วันนี้หมอจะอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่ายที่สุดครับ
ผมอยากให้ลองนึกภาพตามนะครับ ร่างกายของเรามีระบบการไหลเวียนเลือดเหมือน "ระบบประปา" ในบ้าน เลือดแดงถูกฉีดฉีดลงไปเลี้ยงขา ส่วนเลือดดำและน้ำเหลืองต้องถูกส่ง "ย้อนแรงโน้มถ่วง" กลับขึ้นไปที่หัวใจ
เมื่อเราผ่าตัดที่เข่า เข่าก็เหมือน "เขตก่อสร้าง" ครับ มีการซ่อมแซมใหญ่ มีการกระทบกระเทือนเนื้อเยื่อ ระบบท่อน้ำเหลืองและหลอดเลือดดำบริเวณเข่าจะทำงานได้ไม่เต็มที่ชั่วคราว เปรียบเหมือนท่อน้ำทิ้งที่ถูกดินโคลนจากการก่อสร้างมาอุดตันไว้บางส่วน
ประกอบกับแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity) เมื่อเราลุกนั่ง หรือยืนเดิน น้ำในร่างกายก็จะไหลลงไปกองอยู่ที่ส่วนที่ต่ำที่สุด ซึ่งก็คือ "ข้อเท้าและหลังเท้า" นั่นเองครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมผ่าที่เข่า แต่เท้าถึงบวม
ในภาษาหมอ เราเรียกว่า ภาวะบวมหลังผ่าตัด (Postoperative Edema) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลักๆ ครับ
ช่วงบวมเฉียบพลัน: เกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด เป็นการบวมจากการอักเสบโดยตรงของการผ่าตัด
ช่วงบวมเรื้อรัง (เป็นๆ หายๆ): เกิดขึ้นได้นาน 3-6 เดือน หรือบางคนนานถึง 1 ปี เป็นการบวมที่สัมพันธ์กับการใช้งานและการยืนเดิน
อาการที่พบบ่อย:
หลังเท้าบวม กดแล้วบุ๋ม
ผิวหนังดูตึงๆ มันๆ
รู้สึกหนักขา เวลาเดินจะรู้สึกเหมือนใส่รองเท้าเหล็ก
อาการบวมลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากนอนยกขาสูง
การยืนหรือนั่งนานเกินไป: ปล่อยให้ขาห้อยต่ำนานๆ ทำให้น้ำไหลไปกองที่เท้า
กล้ามเนื้อน่องไม่แข็งแรง: กล้ามเนื้อน่องเปรียบเหมือน "หัวใจดวงที่สอง" ที่ช่วยปั๊มเลือดกลับขึ้นข้างบน ถ้าไม่ค่อยขยับ ขาก็จะบวมง่าย
โรคประจำตัว: เช่น โรคหัวใจ โรคไต หรือโรคหลอดเลือดดำขอด
กิจกรรมที่หนักเกินไป: เดินเยอะเกินความสามารถของร่างกายในขณะนั้น
ภาวะโภชนาการ: การมีโปรตีนในเลือดต่ำ (Albumin ต่ำ) ทำให้น้ำรั่วออกจากหลอดเลือดมาสะสมในเนื้อเยื่อได้ง่าย
เวลาคนไข้มาหาหมอด้วยอาการบวม หมอจะตรวจดังนี้ครับ
การตรวจร่างกาย: ดูว่าบวมข้างเดียวหรือสองข้าง ถ้าบวมเป่งข้างเดียวและมีอาการปวดน่องร่วมด้วย หมอจะสงสัยเรื่อง "ลิ่มเลือดอุดตัน"
การอัลตราซาวด์หลอดเลือด (Doppler Ultrasound): เพื่อเช็กว่ามีลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ (DVT) หรือไม่ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตราย
การตรวจเลือด: เช็กค่าการอักเสบ หรือเช็กการทำงานของไตและหัวใจในกรณีที่บวมทั้งสองข้าง
ส่วนใหญ่รักษาได้เองที่บ้านครับ เน้นหลักการ "ใจเย็นและสม่ำเสมอ"
ยกขาสูง (Elevation): นี่คือหัวใจสำคัญครับ เวลานอนควรยกเท้าให้สูงกว่าระดับหัวใจ โดยใช้หมอนรองใต้ขา (รองตั้งแต่ใต้เข่าลงไปถึงส้นเท้า) ประมาณ 2-3 ใบ
ประคบเย็น (Icing): ในช่วงแรกที่ยังบวมแดง ให้ประคบเย็นรอบๆ เข่าเพื่อลดการอักเสบ
การใส่ถุงเท้าซัพพอร์ต (Compression Stockings): ช่วยเพิ่มแรงดันให้หลอดเลือดดำส่งเลือดกลับได้ดีขึ้น
กายภาพบำบัด "ท่ากระดกข้อเท้า": หมอเน้นย้ำท่านี้มากครับ (Ankle Pumps) คือการกระดกข้อเท้าขึ้นลงบ่อยๆ วันละหลายร้อยครั้ง เพื่อให้กล้ามเนื้อน่องช่วยปั๊มเลือด
การใช้ยา: อาจมีการใช้ยาลดบวม หรือยาลดการอักเสบในระยะสั้นๆ ตามที่แพทย์สั่ง
คำถามยอดฮิตครับ "หมอคะ เมื่อไหร่จะหายบวม?"
3 เดือนแรก: จะเป็นช่วงที่บวมบ่อยที่สุด เป็นๆ หายๆ ตลอดเวลา
3-6 เดือน: อาการบวมจะค่อยๆ ลดความถี่ลง จะบวมเฉพาะวันที่เดินเยอะจริงๆ
6-12 เดือน: ส่วนใหญ่จะหายสนิท แต่ในบางรายที่เนื้อเยื่อซ่อมแซมช้า อาจจะมีบวมรำคาญใจได้ถึง 1 ปีครับ
แม้บวมจะเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ ต้องรีบมาหาหมอทันที นะครับ:
บวมเป่งข้างเดียว ร่วมกับ ปวดน่องมาก (เสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน)
แผลผ่าตัดมีอาการ แดง ร้อน หรือมีหนองไหล (เสี่ยงติดเชื้อ)
มีอาการ แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม (เสี่ยงลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันที่ปอด)
ไม่นั่งเก้าอี้ห้อยขานานเกิน 30-45 นาที ควรลุกเดินหรือพาดขา
ฝึกกระดกข้อเท้าทุกครั้งที่นึกได้
ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้กดทับข้อเข่ามากเกินไป
สวมถุงเท้าซัพพอร์ตตามคำแนะนำของหมอ
ออกกำลังกายกล้ามเนื้อรอบเข่าและน่องอย่างสม่ำเสมอ
Q: ผ่าตัดมา 2 เดือนแล้ว เท้ายังบวมตอนเย็น ปกติไหม? A: ปกติมากครับ ตราบใดที่ตอนเช้าตื่นมาแล้วยุบลง และไม่มีอาการปวดน่องรุนแรง แสดงว่าเป็นภาวะบวมจากแรงโน้มถ่วงและการใช้งานครับ
Q: ต้องกินยาลดบวมไปตลอดไหม? A: ไม่จำเป็นครับ การยกขาสูงและบริหารข้อเท้าเป็นวิธีรักษาที่ยั่งยืนและปลอดภัยกว่าการกินยาต่อเนื่องครับ
Q: นวดเท้าลดบวมได้ไหม? A: ในช่วง 3 เดือนแรก ไม่แนะนำให้นวดหนักๆ หรือนวดเค้นครับ เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่ออักเสบมากขึ้น แต่สามารถลูบเบาๆ จากปลายเท้าขึ้นมาหาโคนขาได้ครับ
อาการเท้าบวมหลังผ่าตัดเข่า เกิดจากระบบไหลเวียนกลับของเลือดและน้ำเหลืองยังทำงานไม่สมบูรณ์
มักจะมีอาการ "บวมตอนเย็น ยุบตอนเช้า" ตามแรงโน้มถ่วงโลก
อาการนี้เป็นเรื่องชั่วคราว อาจใช้เวลา 3-6 เดือน หรือนานกว่านั้นเล็กน้อย
การ "ยกขาสูง" และ "กระดกข้อเท้า" คือยาแก้บวมที่ดีที่สุด
หากบวมข้างเดียวร่วมกับปวดน่องรุนแรง ต้องรีบพบแพทย์ทันที
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ผ่าตัดข้อเข่าเทียม #เท้าบวม #ข้อเข่าเสื่อม #กายภาพบำบัด #ดูแลตัวเองหลังผ่าตัด #ปวดน่อง #ลิ่มเลือดอุดตัน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เข่าเสื่อม #ผ่าตัดเข่า #TotalKneeArthroplasty #PostOpSwelling #KneeRecovery #Orthopedics #JointReplacement