
ลองนึกภาพครอบครัวของคุณน้องก้อง (นามสมมติ) วัย 7 ขวบ ที่ปกติเป็นเด็กซน ชอบวิ่งเล่นเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ แต่พักหลังคุณแม่เริ่มสังเกตเห็นว่า ก้องเริ่มเดินกะเผลก โดยเฉพาะช่วงเย็นหลังกลับจากโรงเรียน
ตอนแรกคุณแม่คิดว่าก้องคงแค่เล่นซนจนกล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา แต่ผ่านไป 2 สัปดาห์ อาการกลับไม่ดีขึ้น ก้องเริ่มบ่นปวดที่บริเวณหน้าขาและหัวเข่า ทั้งที่จุดที่มีปัญหาจริงๆ กลับอยู่ที่ “ข้อสะโพก” นี่คือกับดักสำคัญของโรคนี้ครับ เพราะเด็กๆ มักบอกตำแหน่งที่ปวดได้ไม่ชัดเจน จนบางครั้งเราหลงไปรักษาที่เข่าแทน
ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด ข้อสะโพกของคนเราประกอบด้วย “หัวกระดูกต้นขา” ที่มีลักษณะกลมมนเหมือนลูกบอล สวมอยู่ในเบ้าสะโพก
โรคข้อสะโพกเน่าตายจากการขาดเลือดในเด็ก (Legg-Calvé-Perthes Disease) เกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวกระดูกต้นขานั้นเกิดการอุดตันหรือขาดเลือดไปเลี้ยงกะทันหัน เปรียบเสมือนต้นไม้ที่ขาดน้ำครับ เมื่อไม่มีเลือดไปเลี้ยง เซลล์กระดูกก็เริ่มตายลง ทำให้หัวกระดูกที่เคยแข็งแรงและกลมมน เริ่มอ่อนตัว ยุบตัวลง และผิดรูปไปในที่สุด
สาเหตุที่แท้จริงของการที่เลือดหยุดไปเลี้ยงกะทันหันนั้น ทางการแพทย์ยังไม่ทราบแน่ชัดครับ แต่เราพบว่ามักเกิดในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง (สัดส่วนประมาณ 4 ต่อ 1) โดยเฉพาะในช่วงอายุ 4–10 ปี
อาการเริ่มแรกที่พบบ่อยคือ:
เดินกะเผลก โดยอาจจะไม่มีอาการปวดรุนแรงในตอนแรก
ปวดบริเวณสะโพก หน้าขา หรือบางครั้งลามไปถึงหัวเข่า
ขยับข้อสะโพกได้น้อยลง โดยเฉพาะการกางขาหรือหมุนขาเข้าด้านใน
ถ้าเป็นนานๆ กล้ามเนื้อรอบโคนขาอาจจะดูลีบลงกว่าอีกข้าง
เพศและอายุ: เด็กชายอายุระหว่าง 4–10 ปี มีความเสี่ยงสูงสุด
เด็กที่มีรูปร่างเล็กแต่ซน: มักพบในเด็กที่มีพัฒนาการกระดูกช้ากว่าอายุจริงเล็กน้อย และมีกิจกรรมการละเล่นที่โลดโผน
ประวัติครอบครัว: แม้จะไม่ใช่โรคทางพันธุกรรมโดยตรง แต่พบว่าบางครอบครัวมีโอกาสเป็นมากกว่าปกติ
การได้รับควันบุหรี่: มีงานวิจัยบ่งชี้ว่าการได้รับควันบุหรี่มือสองอาจส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือดในเด็ก
ภาวะเลือดแข็งตัวง่ายผิดปกติ: ในเด็กบางรายอาจมีความผิดปกติของระบบเลือดเล็กน้อยที่ทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย
เมื่อมาพบหมอ สิ่งแรกคือการ ตรวจร่างกาย ครับ หมอจะดูท่าทางการเดินและทดสอบการเคลื่อนไหวของข้อสะโพก หลังจากนั้นจะส่งตรวจเพิ่มเติมดังนี้:
เอกซเรย์ (X-ray): เป็นวิธีหลักเพื่อดูรูปร่างของหัวกระดูกสะโพก ว่ามีการยุบตัวหรือผิดรูปไปมากน้อยเพียงใด
MRI: ในกรณีที่เอกซเรย์ในช่วงแรกยังไม่ชัดเจน การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะช่วยให้เห็นความผิดปกติของการไหลเวียนเลือดในกระดูกได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
การตรวจเลือด: เพื่อแยกโรคจากการติดเชื้อในข้อหรือโรคแพ้ภูมิตัวเองอื่นๆ
เป้าหมายสูงสุดของการรักษาคือ “การรักษาหัวกระดูกสะโพกให้กลมที่สุดและอยู่ในเบ้าสะโพกให้ดีที่สุด” เพื่อป้องกันข้อสะโพกเสื่อมก่อนวัยอันควรเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ครับ
การปรับพฤติกรรม: ในระยะที่มีการอักเสบและกระดูกอ่อนตัว หมอจะสั่งลดกิจกรรมที่ลงน้ำหนักแรงๆ เช่น การกระโดด หรือการวิ่ง เพื่อลดแรงกดทับหัวกระดูก
กายภาพบำบัด: สำคัญมากครับ เพื่อรักษาพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อไม่ให้ยึดติด และทำให้กล้ามเนื้อรอบๆ แข็งแรง
การใช้ยา: ส่วนใหญ่เป็นยาลดการอักเสบกลุ่มที่ไม่มีสเตียรอยด์ เพื่อช่วยลดอาการปวดและลดการบวมในข้อสะโพก
การใช้อุปกรณ์เสริม: ในบางรายอาจมีการใช้ไม้ค้ำยันหรืออุปกรณ์ช่วยพยุงเพื่อลดแรงกด
การผ่าตัด: หมอจะพิจารณาในเด็กที่เริ่มโต (อายุเกิน 8 ปี) หรือรายที่หัวกระดูกเริ่มเคลื่อนออกจากเบ้า เพื่อจัดตำแหน่งกระดูกใหม่ให้เข้าที่และช่วยให้กระดูกงอกใหม่ได้รูปทรงที่ดีที่สุด
ข่าวดีคือ เด็กส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติครับ! ร่างกายเด็กมีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองสูงมาก กระดูกที่ตายไปจะค่อยๆ ถูกดูดซึมและสร้างใหม่ขึ้นมาทดแทน กระบวนการนี้อาจใช้เวลา 2–4 ปี
ปัจจัยที่บอกว่าผลการรักษาจะดีแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ “อายุที่เป็น” ครับ ยิ่งเป็นตอนอายุน้อย (น้อยกว่า 6 ปี) ผลการรักษามักจะดีมาก เพราะยังมีเวลาให้กระดูกปรับรูปร่างได้นานกว่าเด็กโต
หากปล่อยไว้จนหัวกระดูกยุบตัวแบบผิดรูป (ลักษณะเหมือนเห็ดแทนที่จะเป็นวงกลม) จะส่งผลเสียระยะยาวดังนี้:
ข้อสะโพกเสื่อมก่อนวัย: อาจมีอาการปวดเรื้อรังตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยทำงานตอนต้น
ขาดยาวไม่เท่ากัน: เนื่องจากการยุบตัวของหัวกระดูก
พิสัยการเคลื่อนไหวจำกัด: เดินกะเผลกเรื้อรัง หรือวิ่งได้ไม่เต็มที่
หมั่นสังเกตท่าเดิน: หากลูกเดินกะเผลกติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์ แม้จะไม่บ่นเจ็บ ก็ควรพามาพบแพทย์
อย่าละเลยอาการปวดเข่า: จำไว้นะครับว่า "โรคสะโพก แต่อาจปวดที่เข่า"
ควบคุมน้ำหนัก: เพื่อไม่ให้ข้อสะโพกรับแรงกดทับมากเกินไป
หลีกเลี่ยงควันบุหรี่: เพื่อสุขภาพระบบหลอดเลือดที่ดีของเด็ก
ทำตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด: โดยเฉพาะเรื่องการจำกัดกิจกรรมในช่วงที่กระดูกอ่อนตัว
Q: ลูกปวดขาจากการเล่นซนธรรมดา กับเป็นโรคนี้ ต่างกันอย่างไร? A: การเจ็บจากการเล่นซนปกติพัก 1-2 วันจะดีขึ้นครับ แต่ถ้าเป็นโรคเพอร์เธส อาการเดินกะเผลกจะคงอยู่ต่อเนื่อง หรือเป็นๆ หายๆ นานเกิน 2 สัปดาห์
Q: ต้องนอนโรงพยาบาลนานไหม? A: ส่วนใหญ่รักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ครับ ยกเว้นกรณีที่ต้องผ่าตัด ซึ่งใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลเพียงไม่กี่วัน
Q: โตขึ้นลูกจะเล่นกีฬาได้ไหม? A: หากรักษาจนกระดูกกลับมาแข็งแรงและหัวกระดูกกลมสวย เด็กส่วนใหญ่กลับไปเล่นกีฬาได้ตามปกติครับ
โรคเพอร์เธสเกิดจากหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด ทำให้กระดูกยุบตัว
มักพบในเด็กชายวัย 4–10 ปี โดยมีอาการเดินกะเผลกเป็นสัญญาณหลัก
อาการปวดอาจอยู่ที่สะโพก หน้าขา หรือหัวเข่าก็ได้
การรักษาเน้นการลดแรงกดทับเพื่อให้กระดูกสร้างใหม่ได้รูปทรงที่กลมสวย
การตรวจพบเร็วและรักษาอย่างเหมาะสม ช่วยป้องกันภาวะข้อเสื่อมในอนาคตได้
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดสะโพกในเด็ก #เดินกะเผลก #กระดูกสะโพกขาดเลือด #โรคเพอร์เธส #ปวดเข่าในเด็ก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #โรคกระดูกในเด็ก #ปวดขา #ศัลยกรรมกระดูก #สุขภาพเด็ก #LeggCalvePerthesDisease #PediatricOrthopedics #HipPain #ChildHealth #OrthopedicSurgeon