
ยกแขนไม่ขึ้น ใส่เสื้อลำบาก ปวดไหล่ตอนกลางคืน... สัญญาณเตือนภาวะไหล่ติดที่ห้ามมองข้าม”
คุณป้ามาลี อายุ 58 ปี เริ่มมีอาการปวดไหล่ข้างซ้ายมาประมาณ 2 เดือน ตอนแรกคิดว่าเป็นแค่ปวดกล้ามเนื้อธรรมดาจากการยกของหนัก จึงไปนวดบ้าง แปะพลาสเตอร์ยาบ้าง แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณป้าพบว่าตัวเองเริ่มติดกระดุมเสื้อด้านหลังไม่ได้ จะเอื้อมมือหยิบของบนชั้นวางก็ทำไม่ได้เพราะยกแขนไม่ขึ้น แถมตอนกลางคืนยังนอนปวดจนสะดุ้งตื่นแทบทุกคืน จนเริ่มกังวลว่าตัวเองจะเป็นอัมพฤกษ์หรือเปล่า ลูกหลานจึงรีบพามารับการตรวจกับผม
ลองจินตนาการดูนะครับว่า ข้อไหล่ของเราเหมือนกับลูกบอลที่อยู่ในเบ้า และมีเนื้อเยื่อบางๆ หุ้มอยู่รอบๆ เพื่อช่วยให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัว แต่เมื่อเกิด ภาวะข้อไหล่ติด (Frozen Shoulder) เนื้อเยื่อหุ้มข้อนี้จะเกิดการอักเสบจนหนาตัวขึ้นและหดรั้ง
เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับเรากำลังใส่เสื้อเชิ้ตที่ซักแล้วหดจนตัวเล็กจิ๋วครับ เมื่อเราพยายามจะขยับแขน เสื้อที่ตึงและแน่นนั้นก็จะรั้งแขนเราไว้ ทำให้ขยับไม่ได้และรู้สึกเจ็บปวดอย่างมากนั่นเอง
ภาวะข้อไหล่ติด คือ ภาวะที่มีการอักเสบและหนาตัวของเนื้อเยื่อหุ้มข้อไหล่ ทำให้พื้นที่ว่างภายในข้อลดลง ส่งผลให้ข้อไหล่เคลื่อนไหวได้น้อยลงในทุกทิศทาง โดยเฉพาะท่าที่ต้องหมุนไหล่เข้าหรือออก
โรคนี้มักพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุระหว่าง 40–60 ปี และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยอาการมักจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใดเหมือนอุบัติเหตุ
ภาวะไหล่ติดมักจะมีวงจรของโรคแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลักๆ ดังนี้ครับ
ระยะปวด (Freezing Stage): ระยะนี้คนไข้จะเริ่มรู้สึกปวดไหล่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือตอนที่ขยับแขนเร็วๆ ไหล่จะเริ่มขยับได้น้อยลง ระยะนี้กินเวลาประมาณ 2–9 เดือน
ระยะติด (Frozen Stage): ความปวดอาจจะเริ่มลดลงบ้าง แต่ความลำบากจะมาอยู่ที่ "ความตึง" ครับ ไหล่จะติดแข็งจนใช้งานในชีวิตประจำวันลำบาก ระยะนี้กินเวลา 4–12 เดือน
ระยะฟื้นตัว (Thawing Stage): อาการติดแข็งจะค่อยๆ ทุเลาลง ข้อไหล่เริ่มกลับมาขยับได้มากขึ้น ระยะนี้กินเวลาตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี
โรคประจำตัว: โดยเฉพาะโรคเบาหวาน (พบได้บ่อยมาก) และโรคต่อมไทรอยด์
การไม่ได้ขยับไหล่เป็นเวลานาน: เช่น หลังผ่าตัดเต้านม ผ่าตัดหัวใจ หรือแขนหักแล้วต้องใส่ผ้าคล้องแขนไว้นานๆ
อายุและเพศ: ผู้หญิงวัยกลางคนถึงผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่น
อุบัติเหตุบริเวณไหล่: แม้จะเป็นการบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ถ้าทิ้งไว้จนอักเสบเรื้อรังก็อาจนำไปสู่ภาวะนี้ได้
โรคหัวใจและหลอดเลือด: มีความเกี่ยวพันกับการไหลเวียนเลือดที่ลดลงในบางจุด
เมื่อมาพบแพทย์ ผมจะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด และตรวจร่างกายโดยการขยับแขนของคนไข้ในทิศทางต่างๆ เพื่อดูว่า "ติด" ในระดับไหน
การตรวจร่างกาย: แพทย์จะเปรียบเทียบการขยับแขนที่คนไข้ยกเอง กับการที่แพทย์ช่วยยกให้ ถ้าติดทั้งสองอย่างมักจะเป็นภาวะไหล่ติด
การเอกซเรย์: เพื่อดูว่ามีความเสื่อมของข้อหรือหินปูนเกาะหรือไม่ (ปกติภาวะไหล่ติดมักไม่เห็นความผิดปกติชัดเจนในเอกซเรย์ธรรมดา)
การตรวจด้วยอัลตราซาวด์: ช่วยดูการอักเสบของเส้นเอ็นและเนื้อเยื่อหุ้มข้อได้ทันทีในห้องตรวจ
การทำ MRI: จะใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีเอ็นฉีกขาดร่วมด้วย หรือต้องการวางแผนผ่าตัด
ข่าวดีคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่า 90% สามารถหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ครับ แต่ต้องใช้ความอดทนและวินัยในการรักษาดังนี้
การปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือท่าทางที่กระชากไหล่ แต่ต้องพยายามขยับไหล่เบาๆ สม่ำเสมอ ไม่ควรนิ่งเฉยจนไหล่ติดมากขึ้น
กายภาพบำบัด: นี่คือหัวใจสำคัญครับ การยืดเหยียดเนื้อเยื่อหุ้มข้ออย่างถูกวิธีจะช่วยเพิ่มมุมการเคลื่อนไหวได้ดีที่สุด
การใช้ยา: ยาต้านการอักเสบสเตียรอยด์ช่วยลดความปวดในระยะแรกได้
การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์: แพทย์จะใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาลดอักเสบและน้ำยาพิเศษเข้าไปในข้อไหล่ (Hydrodilatation) เพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อที่หดรั้งขยายตัวออก วิธีนี้แม่นยำและช่วยลดปวดได้รวดเร็ว
การผ่าตัด: จะทำเฉพาะในรายที่รักษาด้วยวิธีอื่นนานกว่า 6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น โดยมักใช้วิธีส่องกล้องเข้าไปตัดเลาะเนื้อเยื่อที่พังผืดออก แผลจะเล็กและฟื้นตัวไวครับ
หลายคนกังวลว่าจะเป็นตลอดไปไหม คำตอบคือ "หายได้ครับ" แต่ต้องยอมรับว่าโรคนี้เป็นโรคที่ใช้เวลานาน บางรายอาจใช้เวลา 1-2 ปีในการกลับมาเป็นปกติ
สิ่งสำคัญคือห้ามท้อใจในการทำกายภาพบำบัด เพราะถ้าหยุดทำกลางคัน ไหล่อาจจะกลับมาติดถาวรจนเสียฟังก์ชันการใช้งานไปได้ครับ
หากปล่อยไว้ไม่รักษา นอกจากความปวดทรมานแล้ว อาจเกิดปัญหาตามมาดังนี้
กล้ามเนื้อลีบ: เนื่องจากแขนไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน
ปวดร้าวไปที่คอ: เพราะร่างกายพยายามใช้กล้ามเนื้อคอและบ่าช่วยยกแขนแทนไหล่
กระดูกพรุนเฉพาะที่: จากการที่แขนไม่ได้ลงน้ำหนักหรือขยับเขยื้อน
ขยับไหล่สม่ำเสมอ: บริหารท่าแกว่งแขนหรือยืดไหล่เบาๆ ทุกวัน โดยเฉพาะวัยทำงาน
ควบคุมเบาหวาน: หากเป็นเบาหวาน ต้องคุมระดับน้ำตาลให้ดีเพื่อลดการอักเสบในร่างกาย
ปรึกษาแพทย์หลังบาดเจ็บ: หากไหล่บาดเจ็บ อย่าปล่อยให้นิ่งนานเกินไป ควรเริ่มขยับตามคำแนะนำของแพทย์
จัดระเบียบร่างกาย: ไม่นั่งห่อไหล่หรือก้มตัวทำงานนานๆ
สังเกตอาการ: หากเริ่มปวดไหล่ตอนนอนเกิน 2 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์ครับ
Q: ปวดไหล่แล้วนวดได้ไหม? A: นวดเบาๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบๆ ได้ครับ แต่ห้าม "ดัด" หรือ "กระชาก" ไหล่แรงๆ เพราะจะยิ่งทำให้เนื้อเยื่อหุ้มข้ออักเสบและฉีกขาดมากขึ้นครับ
Q: ไหล่ติดต้องตรวจ MRI ทุกคนไหม? A: ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่แพทย์วินิจฉัยได้จากการตรวจร่างกายและอัลตราซาวด์ จะทำ MRI ต่อเมื่อสงสัยว่ามีเอ็นไหล่ฉีกขาดร่วมด้วยเท่านั้น
Q: นานแค่ไหนปวดไหล่ถึงควรมาหาหมอ? A: หากปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการยกแขนหยิบของลำบากแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบมาตรวจทันทีครับ การรักษาในระยะแรกทำได้ง่ายกว่ามาก
ไหล่ติดเกิดจากเนื้อเยื่อหุ้มข้ออักเสบและหดรั้ง ไม่ใช่แค่ปวดกล้ามเนื้อ
อาการเด่นคือ ปวดตอนกลางคืนและยกแขนขึ้นไม่สุดในทุกทิศทาง
โรคนี้ใช้เวลารักษานาน แต่สามารถหายขาดได้
การทำกายภาพบำบัดและยืดเหยียดคือหัวใจสำคัญของการรักษา
การฉีดยานำทางด้วยอัลตราซาวด์ช่วยลดความทรมานและเพิ่มการเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดไหล่ #ไหล่ติด #ข้อไหล่ติด #ปวดไหล่ตอนกลางคืน #กายภาพบำบัดไหล่ #ฉีดยาอัลตราซาวด์ #เบาหวานไหล่ติด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดข้อ #กระดูกและข้อ #FrozenShoulder #ShoulderPain #AdhesiveCapsulitis #Orthopedics #HealthTips