
ลองนึกภาพนะครับ อยู่ดีๆ วันหนึ่งคุณเท้าศอกกับโต๊ะทำงาน หรือตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่าหัวศอกมันตึงๆ พอส่องกระจกดู กลับพบว่าหัวศอกมันบวมโย้ขึ้นมาอย่างน่าตกใจ แต่ที่แปลกคือ "บางคนไม่เจ็บเลย" แค่รู้สึกรำคาญ แต่บางคนเจ็บจนงอแขนไม่ได้
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอใช้เข็มเจาะดูดออกมา สิ่งที่อยู่ในนั้นแหละครับคือ "คำตอบ" ของโรค ไม่ว่าจะเป็นเลือดแดงฉาน หรือน้ำสีเหลืองใส ทั้งสองอย่างนี้บอกที่มาที่ไปของโรคได้ต่างกันสิ้นเชิงครับ
หมอมีคนไข้คนหนึ่งชื่อ "น้าสมศักดิ์" อายุ 56 ปีครับ น้าสมศักดิ์ทำงานเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ที่ต้องใช้ข้อศอกยันพื้นรถอยู่บ่อยๆ วันหนึ่งน้าสมศักดิ์สังเกตว่าศอกซ้ายบวมเป่งขึ้นมา แต่ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่เจ็บ จนกระทั่งวันถัดมามันเริ่มแดงและอุ่นๆ น้าสมศักดิ์เลยมาหาหมอ
หมอเจาะดูดออกมาได้ "น้ำสีเหลืองใส" ครับ ซึ่งน้าสมศักดิ์สงสัยมากว่าน้ำนี้มาจากไหน และทำไมบางคนถึงดูดได้เป็นเลือด เดี๋ยวหมอจะไขคำตอบจากเคสน้าสมศักดิ์ให้ฟังครับ
บริเวณหัวศอกของเราจะมีถุงเล็กๆ ที่ชื่อว่า ถุงน้ำหล่อลื่นข้อศอก (Bursa) ครับ มันเปรียบเสมือน "แผ่นพลาสติกกันกระแทก" (Bubble wrap) หรือ "ถุงน้ำเล็กๆ" ที่คั่นกลางระหว่างกระดูกศอกที่แหลมคมกับผิวหนัง เพื่อไม่ให้เกิดการเสียดสีเวลาเราขยับแขน
ในภาวะปกติ ถุงนี้จะแบนแต๊ดแต๋และมีน้ำหล่อลื่นอยู่เพียงนิดเดียวจนเราคลำไม่เจอครับ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ถุงนี้เกิดการอักเสบ ร่างกายจะผลิตน้ำออกมาขังในถุงนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนบวมเป่งเหมือนลูกโป่งใส่น้ำนั่นเองครับ
ถุงน้ำที่ข้อศอกอักเสบ (Olecranon Bursitis) คือการอักเสบของถุงหล่อลื่นที่อยู่บริเวณส่วนปลายของกระดูกศอก (Olecranon) ครับ
สาเหตุแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ:
การกระแทกหรืออุบัติเหตุ (Trauma): เช่น หกล้มศอกกระแทกพื้น หรือถูกของแข็งฟาด
แรงกดทับเรื้อรัง (Chronic Pressure): เช่น คนที่ชอบนั่งเท้าศอกนานๆ (หมอเรียกโรคนี้ว่า Student's Elbow เพราะนักเรียนชอบเท้าศอกอ่านหนังสือ)
โรคประจำตัว (Systemic Conditions): เช่น โรคเก๊าท์ (Gout) หรือรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) ที่มีผลึกหรือการอักเสบมาสะสมในถุงน้ำ
การติดเชื้อ (Infection): แบคทีเรียอาจจะซึมผ่านผิวหนังเข้าไปทำให้ถุงน้ำอักเสบเป็นหนอง
อาชีพ: ช่างประปา, ช่างเครื่อง, หรือนักเรียนที่ต้องใช้ศอกยันพื้นหรือโต๊ะบ่อยๆ
โรคเก๊าท์: กรดยูริกที่สูงเกินไปมักจะไปตกตะกอนในถุงน้ำนี้
อายุ: เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังบางลงและการปกป้องข้อศอกลดลง
อุบัติเหตุ: การล้มก้นกระแทกหรือศอกกระแทกบ่อยๆ
ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ: ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในถุงน้ำได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
นี่คือหัวใจสำคัญที่คุณถามหมอมาครับ เมื่อหมอใช้เข็มเจาะดูดน้ำออกมา (Aspiration) สีของน้ำจะช่วยวินิจฉัยได้ดังนี้:
ถ้าได้เป็นเลือดแดงๆ มักเกิดจาก อุบัติเหตุเฉียบพลัน ครับ เช่น เพิ่งล้มมา หรือศอกไปกระแทกอะไรแรงๆ ทำให้เส้นเลือดฝอยในถุงน้ำฉีกขาด เลือดเลยขังอยู่ข้างใน
นี่คือลักษณะของการอักเสบแบบ เรื้อรัง หรือเกิดจากแรงกดทับเบาๆ แต่ต่อเนื่อง (เช่น นั่งเท้าศอกทำงาน)
เกิดจากสาเหตุใด? เกิดจากการที่ร่างกายสร้างน้ำหล่อเลี้ยงออกมามากเกินไปเพื่อพยายามลดแรงเสียดสี น้ำนี้คือซีรั่ม (Serum) ในเลือดที่ซึมออกมา
หากน้ำมีสีเหลืองขุ่นหรือมีตะกอน: อาจสงสัยโรคเก๊าท์ (Gout) หมอจะส่งน้ำไปตรวจส่องกล้องหาผลึกยูริกครับ
หากน้ำมีสีเหลืองปนหนอง: แสดงว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย ต้องให้ยาฆ่าเชื้อด่วนครับ
การปรับพฤติกรรม: เลิกเท้าศอก และใช้สนับศอก (Elbow Pad) เพื่อลดแรงกดทับ
การประคบเย็น: ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกที่เริ่มบวม เพื่อลดการสร้างน้ำและลดปวด
การใช้ยา: ยาลดอักเสบ (NSAIDs) เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำกลับได้เร็วขึ้น
การฉีดยาสเตียรอยด์: หมออาจพิจารณาฉีดหลังจากดูดน้ำออกแล้ว ในกรณีที่เป็นการอักเสบแบบไม่มีการติดเชื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำกลับมาบวมใหม่
การผ่าตัด: หมอจะทำเฉพาะรายที่เป็นซ้ำซากไม่หาย หรือมีการติดเชื้อรุนแรงจนเป็นหนอง โดยเป็นการผ่าตัดเอา "ถุงน้ำ" นั้นออกไปเลยครับ
โรคนี้ "หายขาดได้" ครับ แต่มีโอกาสกลับมาบวมใหม่สูงมาก (ประมาณ 20-30%) หากคุณยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ยังนั่งเท้าศอกเหมือนเดิม หรือโรคเก๊าท์ยังคุมไม่ได้ น้ำก็จะกลับมาขังได้อีกครับ โดยปกติหลังจากดูดน้ำออกและรัดผ้าพันแผลไว้ อาการจะดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ครับ
การติดเชื้อลุกลาม (Cellulitis): หากศอกบวม แดง ร้อน และมีไข้ ต้องรีบหาหมอทันทีครับ
ถุงน้ำแตก: หากบวมมากๆ แล้วโดนกระแทกซ้ำ ถุงน้ำอาจแตกและทำให้น้ำรั่วไปตามใต้ผิวหนังแขนได้ครับ
อย่าเท้าศอก: หลีกเลี่ยงการเท้าศอกกับโต๊ะหรือของแข็งเป็นเวลานาน
ใช้แผ่นรอง: หากต้องทำงานที่เลี่ยงไม่ได้ ให้หาหมอนนุ่มๆ หรือสนับศอกมาใส่
คุมโรคประจำตัว: โดยเฉพาะโรคเก๊าท์ ต้องคุมระดับยูริกให้ดี
ยืดเหยียดข้อศอก: ขยับแขนบ่อยๆ ไม่ให้อยู่ในท่าเดียวนานเกินไป
ระวังอุบัติเหตุ: ในผู้สูงอายุ การล้มศอกกระแทกคือสาเหตุอันดับหนึ่งครับ
Q: ดูดออกมาเป็นเลือด อันตรายกว่าน้ำสีเหลืองไหม? A: ไม่เชิงว่าอันตรายกว่าครับ แต่มักบอกถึง "อุบัติเหตุที่รุนแรงกว่า" ซึ่งต้องเช็กว่ากระดูกหักไหม ส่วนน้ำสีเหลืองมักเป็นเรื่องของการใช้งานหรือโรคประจำตัวครับ
Q: เจาะดูดน้ำเองที่บ้านได้ไหม? A: ห้ามเด็ดขาดครับ! การเจาะดูดต้องทำในห้องปลอดเชื้อโดยแพทย์ เพราะผิวหนังบริเวณศอกติดเชื้อได้ง่ายมาก ถ้าเชื้อโรคเข้าสู่ถุงน้ำอาจกลายเป็นหนองและต้องผ่าตัดใหญ่ครับ
Q: ถ้าบวมแล้วไม่รักษา จะหายเองได้ไหม? A: ถ้าน้อยๆ และเราเลิกเท้าศอก ร่างกายอาจจะดูดซึมน้ำกลับเองได้ครับ แต่ถ้าบวมเท่าลูกปิงปอง มักจะไม่หายเองและเสี่ยงต่อการแตกหรือติดเชื้อครับ
ถุงน้ำศอกอักเสบ (Olecranon Bursitis) คือการมีน้ำขังในถุงหล่อลื่นที่หัวศอก
ดูดได้เลือด = มักเกิดจากอุบัติเหตุเฉียบพลัน แนะนำให้เอกซเรย์เช็กกระดูกร้าว
ดูดได้น้ำสีเหลือง = มักเกิดจากการเท้าศอกเรื้อรัง หรือโรคเก๊าท์
การติดเชื้อเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด หากบวมแดงร้อนต้องรีบพบแพทย์
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลดแรงกดทับที่หัวศอกและการใส่สนับศอกป้องกัน
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ศอกบวม #ถุงน้ำศอกอักเสบ #เจ็บศอก #OlecranonBursitis #อุบัติเหตุข้อศอก #โรคเก๊าท์ #เท้าศอก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดกระดูก #ศอกอักเสบ #HealthTips #Orthopedics #ElbowPain #Bursitis #JointHealth