ปวดหลังร้าวลงขา... เรื่องปกติที่ใครก็เป็นกัน หรือสัญญาณเตือน ‘ภัยพิบัติ’ ที่อาจทำให้คุณควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ตลอดชีวิต?”
สวัสดีครับ หมอเก่งนะครับ วันนี้หมอมีเรื่องที่สำคัญมากและอยากให้ทุกคนตั้งใจอ่านให้จบครับ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความเจ็บปวดธรรมดา แต่มันคือเส้นแบ่งระหว่าง "การหายเป็นปกติ" กับ "ความพิการถาวร" วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องจุดที่เปราะบางที่สุดของหลังนั่นคือระดับ L5/S1 และภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่น่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่งคือ กลุ่มอาการรากประสาทหางม้าถูกกดทับ ครับ
คุณลุงบุญ (นามสมมติ) อายุ 58 ปี เป็นอดีตข้าราชการที่ชอบทำสวนเป็นชีวิตจิตใจ ลุงบุญมีอาการปวดหลังเรื้อรังมานานหลายปีครับ ลุงบอกหมอว่า "มันก็ปวดๆ หายๆ ตามประสาคนแก่" ลุงไปนวดบ้าง แปะกอเอี๊ยะบ้าง ก็พอประทังไปได้ MRI ของลุงเคยระบุไว้ว่าเป็น โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทระดับ L5/S1
จนกระทั่งวันหนึ่ง ลุงบุญก้มลงยกกระถางต้นไม้ใบใหญ่ ทันใดนั้นลุงรู้สึกเหมือนมี "เสียงดังปึด" ที่หลัง พร้อมกับความเจ็บปวดรุนแรงเหมือนไฟช็อตร้าวลงขาสองข้าง ลุงกลับมานอนพักที่บ้าน แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ลุงเริ่มรู้สึก "ชา" บริเวณเป้ากางเกงและก้นย้อยเหมือนโดนฉีดยาชา และเมื่อลุงพยายามจะไปเข้าห้องน้ำ ลุงพบว่า "ลุงเบ่งปัสสาวะไม่ออก" และไม่รู้สึกเลยว่าปัสสาวะไหลออกมา
ลูกสาวรีบพาลุงมาห้องฉุกเฉินทันทีครับ เมื่อหมอตรวจร่างกาย หมอพบว่าแรงที่เท้าของลุงลดลง และลุงมีสัญญาณของ กลุ่มอาการรากประสาทหางม้าถูกกดทับ ซึ่งต้องได้รับการผ่าตัดด่วนภายในไม่กี่ชั่วโมง เพื่อรักษาโอกาสในการกลับมาเดินและขับถ่ายได้ตามปกติครับ
ลองนึกภาพว่ากระดูกสันหลังของเราคือ "เสาเข็มของบ้าน" ครับ กระดูกแต่ละข้อจะวางเรียงต่อกัน โดยมีหมอนรองกระดูกเป็นเหมือน "โช้คอัพนิ่มๆ" กั้นกลาง
จุดที่เรียกว่า L5/S1 (ข้อต่อกระดูกบั้นเอวข้อที่ 5 และกระดูกกระเบนเหน็บข้อที่ 1) คือจุดเชื่อมต่อสุดท้ายก่อนจะถึงกระดูกเชิงกรานครับ จุดนี้มีความพิเศษคือ:
รับน้ำหนักมากที่สุด: น้ำหนักตัวเกือบทั้งหมดของท่อนบนจะมากดทับอยู่ที่ข้อนี้
จุดที่เคลื่อนไหวมากที่สุด: เวลาเราก้ม เงย หรือบิดตัว ข้อ L5/S1 จะทำงานหนักกว่าข้ออื่นๆ
ความลาดเอียง: โครงสร้างตรงนี้มีความลาดเอียงตามธรรมชาติ ทำให้หมอนรองกระดูกมีโอกาส "ปลิ้น" ออกมาข้างหลังได้ง่ายกว่าจุดอื่น
เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือน "ยางรองฐานตึก" ครับ ถ้าฐานตึกรับน้ำหนักมากเกินไป หรือใช้งานหนักเกินไป ยางรองนี้ก็อาจจะแตกหรือปลิ้นออกมาได้ ซึ่งตำแหน่งที่มันปลิ้นออกมานั้น "ดันมีสายไฟสำคัญพาดผ่านพอดี" ครับ
หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" แต่อาการ รากประสาทหางม้าถูกกดทับ (Cauda Equina Syndrome) คือเลเวลสูงสุดของโรคนี้ครับ
ปกติแล้ว ไขสันหลังของเราจะสิ้นสุดลงที่ระดับเอวตอนบน หลังจากนั้นเส้นประสาทจะแตกแขนงออกมาเป็นมัดๆ ดูคล้ายกับ "หางม้า" ครับ มัดเส้นประสาทนี้มีหน้าที่สำคัญมากในการควบคุม:
การขยับของขาและเท้า
ความรู้สึกบริเวณก้นและอวัยวะเพศ
การทำงานของกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ใหญ่ (การอั้นปัสสาวะและอุจจาระ)
เมื่อมีหมอนรองกระดูกชิ้นใหญ่หลุดออกมา หรือมีกระดูกงอกมาทับมัดเส้นประสาทหางม้านี้อย่างรุนแรงและฉับพลัน สัญญาณสั่งการทั้งหมดจะถูกตัดขาด เหมือนมีคนไปเหยียบสายไฟหลักของบ้านจนไฟดับทั้งหลังนั่นเองครับ
หากคุณมีอาการปวดหลังร้าวลงขา และพบอาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว ห้ามรอจนถึงเช้า ให้ไปห้องฉุกเฉินทันทีครับ:
ปัญหาการขับถ่าย: ปัสสาวะไม่ออก (ต้องเบ่งนาน) หรือกลั้นปัสสาวะ/อุจจาระไม่ได้เลยโดยไม่รู้ตัว
อาการชาบริเวณอานม้า (Saddle Anesthesia): รู้สึกชาบริเวณเป้ากางเกง อวัยวะเพศ ก้นย้อย หรือรอบๆ รูทวาร
ขาอ่อนแรงอย่างรวดเร็ว: เดินแล้วขาสั่นพับ ควบคุมเท้าไม่ได้ หรือเท้าตก (Foot drop)
ความปวดรุนแรงที่ทวีคูณ: ปวดจนนอนไม่ได้ และเริ่มมีอาการชาที่ขาขยายวงกว้างขึ้น
พฤติกรรมการยกของหนัก: โดยเฉพาะการก้มหลังยกของ แทนที่จะใช้การย่อเข่า
อุบัติเหตุรุนแรง: เช่น ตกจากที่สูง หรือรถชนที่กระแทกช่วงหลังส่วนล่างอย่างแรง
ความเสื่อมตามวัยที่สะสม: การปล่อยให้หมอนรองกระดูกเสื่อมโดยไม่รักษาจนมันปริแตกง่าย
โรคอ้วน: น้ำหนักตัวที่มากเกินไปทำให้ข้อ L5/S1 รับภาระหนักตลอด 24 ชั่วโมง
ภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ: ซึ่งเป็นมาแต่กำเนิดหรือเกิดจากกระดูกงอกตามวัย
เมื่อคนไข้มาถึงมือหมอด้วยสงสัยภาวะรากประสาทหางม้า หมอจะต้องทำทุกอย่างให้เร็วที่สุดครับ:
การตรวจร่างกาย: หมอจะเช็กแรงของกล้ามเนื้อขา และที่สำคัญคือการตรวจความรู้สึกรอบรูทวารและการบีบตัวของหูรูด (Digital Rectal Examination) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวินิจฉัย
MRI (การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูว่ามีหมอนรองกระดูกหรืออะไรมาทับเส้นประสาทหางม้าและทับมากน้อยแค่ไหน
การตรวจปัสสาวะค้าง (Post-void Residual): เพื่อดูว่ากระเพาะปัสสาวะยังทำงานปกติหรือไม่
การรักษาระดับ L5/S1 แบ่งเป็น 2 กรณีชัดเจนครับ:
กรณีที่ 1: ปวดปกติ (ไม่มีอาการรากประสาทหางม้า)
ปรับพฤติกรรม: เลี่ยงการก้มยกของหนักและนั่งนาน
กายภาพบำบัด: ใช้เครื่องดึงหลัง (Traction) และฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องพยุงหลัง
การใช้ยา: ยาลดปวด ยาลดอักเสบ และยาบำรุงเส้นประสาท
การฉีดยาเฉพาะจุด: หมอใช้เครื่อง Ultrasound หรือเอกซเรย์ช่วยระบุตำแหน่งเพื่อฉีดสเตียรอยด์ลดอักเสบเข้าไปที่โพรงเส้นประสาท (Epidural Steroid Injection) วิธีนี้ช่วยให้คนไข้ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัดครับ
กรณีที่ 2: ภาวะรากประสาทหางม้าถูกกดทับ (CES)
หากผ่าตัดทัน: โอกาสที่การควบคุมการขับถ่ายและแรงขาจะกลับมามีสูงมากครับ แต่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายเดือน
หากผ่าตัดช้า: อาจมีความพิการหลงเหลืออยู่ เช่น ต้องใส่สายสวนปัสสาวะตลอดชีวิต หรือขาอ่อนแรงถาวร
สำหรับ L5/S1 ทั่วไป: คนไข้มากกว่า 90% หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดหากดูแลตัวเองดีครับ
ความบกพร่องทางเพศ: เส้นประสาทที่คุมเรื่องนี้อาจเสียหายถาวร
การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ: จากการที่ขับถ่ายเองไม่ได้จนต้องสวนปัสสาวะบ่อยๆ
แผลกดทับ: ในกรณีที่ขาอ่อนแรงจนเดินไม่ได้
ใช้เข่าแทนหลัง: เวลาจะหยิบของจากพื้น ให้ย่อเข่าลงเสมอ ห้ามก้มหลังเด็ดขาด
คุมน้ำหนักตัว: ลดภาระให้ข้อต่อ L5/S1 ซึ่งเป็นฐานรากของร่างกาย
ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลาง (Plank): กล้ามเนื้อท้องที่แข็งแรงจะช่วยพยุงหลังแทนกระดูกสันหลังได้
เปลี่ยนท่านั่งบ่อยๆ: หากต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ควรลุกเดินทุก 1 ชั่วโมง
อย่าละเลยอาการปวด: หากปวดหลังร้าวลงขาเรื้อรัง ให้รีบปรึกษาแพทย์ก่อนที่หมอนรองกระดูกจะแตกจนลุกลาม
Q: ปวดหลัง L5/S1 ต้องผ่าตัดทุกคนไหม? A: ไม่เลยครับ ส่วนใหญ่รักษาด้วยการปรับพฤติกรรมและฉีดยาเฉพาะจุดก็หายได้ มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงหรือเป็นภาวะรากประสาทหางม้าเท่านั้นที่ต้องผ่าตัดครับ
Q: ถ้าชารอบก้นแต่ยังฉี่ออกปกติ อันตรายไหม? A: อันตรายมากครับ! อาการชาบริเวณอานม้าเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะรากประสาทหางม้า ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจ MRI ทันทีครับ
Q: ผ่าตัดหลังแล้วจะเดินไม่ได้จริงหรือ? A: ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดก้าวหน้ามากครับ การผ่าตัดเพื่อรักษาภาวะรากประสาทหางม้ามีจุดประสงค์เพื่อให้คนไข้ "กลับมาเดินได้" และ "ขับถ่ายได้" ครับ การไม่ผ่าตัดต่างหากที่เสี่ยงเดินไม่ได้ถาวร
L5/S1 คือข้อต่อที่รับน้ำหนักมากที่สุด จึงเสี่ยงต่อการเกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมากที่สุด
ภาวะรากประสาทหางม้าถูกกดทับ (CES) คือภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดด่วนภายใน 24-48 ชั่วโมง
สัญญาณเตือนภัยคือ ชาบริเวณเป้ากางเกง ปัสสาวะไม่ออก และขาอ่อนแรง
การวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดคือการตรวจร่างกายโดยละเอียดร่วมกับการทำ MRI
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องและใช้งานหลังอย่างถูกวิธี
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #L5S1 #รากประสาทหางม้า #ปวดร้าวลงขา #ปัสสาวะไม่ออก #ขาอ่อนแรง #กายภาพบำบัด #ผ่าตัดกระดูกสันหลัง #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #BackPain #CaudaEquinaSyndrome #SpineSurgery #HerniatedDisc #Sciatica
