
คุณเคยสังเกตไหมครับว่า ทำไมพออายุมากขึ้น แม้น้ำหนักตัวบนตาชั่งจะดูเท่าเดิม หรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ทำไมพุงกลับยื่นออกมามากขึ้น แขนขาที่เคยแน่นกลับดูลีบเล็กลง และที่สำคัญคือรู้สึกเหนื่อยง่าย ลุกนั่งลำบาก หรือเดินเหินไม่คล่องแคล่วเหมือนแต่ก่อน หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติของวัย แต่จริงๆ แล้วนี่คือสัญญาณเตือนของภาวะอันตรายที่เรียกว่า “โรคอ้วนร่วมกับกล้ามเนื้อน้อย” ครับ
คุณป้าสมศรี อายุ 63 ปี เป็นอดีตข้าราชการที่ดูแลสุขภาพอย่างดีมาตลอด แกภูมิใจมากที่น้ำหนักตัวคงที่อยู่ที่ 55 กิโลกรัม มาตั้งแต่อายุ 40 ปี แต่พักหลังมานี้คุณป้าเริ่มมีปัญหาลุกจากเก้าอี้ลำบาก ต้องใช้มือยันเข่าช่วยตลอด เวลาเดินไปตลาดก็รู้สึกหอบเหนื่อย และพอลองส่องกระจกดูดีๆ กลับพบว่าขาของแกเล็กลงจนเห็นได้ชัด ในขณะที่รอบเอวกลับหนาขึ้นเรื่อยๆ จนใส่กางเกงตัวเดิมไม่ได้
เมื่อคุณป้ามาตรวจที่คลินิกและวัดมวลร่างกายอย่างละเอียด ผลปรากฏว่าน้ำหนัก 55 กิโลกรัมนั้นประกอบไปด้วยไขมันส่วนเกินจำนวนมาก ในขณะที่มวลกล้ามเนื้อหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง นี่คือเคสตัวอย่างของภาวะที่กล้ามเนื้อถูกแทนที่ด้วยไขมันนั่นเองครับ
ผมอยากให้คุณลองนึกภาพร่างกายของเราเหมือนกับ “บ้านหลังหนึ่ง” ครับ กล้ามเนื้อ เปรียบเสมือน “เสาเข็มและคาน” ที่คอยพยุงบ้านให้แข็งแรงและมั่นคง ไขมัน เปรียบเสมือน “เฟอร์นิเจอร์และข้าวของ” ที่เราสะสมไว้
ในภาวะปกติ เราควรมีเสาที่แข็งแรงเพื่อแบกรับข้าวของ แต่ในภาวะ กล้ามเนื้อหด-ไขมันเพิ่ม มันเหมือนกับว่าเสาบ้านของเราค่อยๆ ผุพังและเล็กลงเรื่อยๆ ในขณะที่เรายังขนเฟอร์นิเจอร์ (ไขมัน) เข้ามาสุมไว้ในบ้านมากขึ้น ผลที่ตามมาคือบ้านเริ่มทรุด เพดานเริ่มแอ่น และสุดท้ายบ้านหลังนี้ก็เสี่ยงที่จะพังครืนลงมาได้ง่ายๆ เพียงแค่มีลมพายุ (หรือการหกล้ม) เบาๆ เท่านั้นเอง
ภาวะนี้ในทางการแพทย์เรียกว่า โรคอ้วนร่วมกับกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenic Obesity) เกิดจากการผสมผสานกันของสองปัญหาใหญ่ คือการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงตามวัย ร่วมกับการสะสมของไขมันในร่างกายที่มากเกินไป
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ “น้ำหนักตัวมักจะดูปกติ” ทำให้เราชะล่าใจ แต่ไขมันที่สะสมอยู่นั้นไม่ได้อยู่แค่ใต้ผิวหนัง แต่มักจะไปพอกอยู่ตามอวัยวะภายในและแทรกซึมเข้าไปในมัดกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อไม่มีคุณภาพ ทำงานได้ไม่เต็มที่ และส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญของร่างกายอย่างรุนแรง
อายุที่มากขึ้น: หลังอายุ 40 ปี ร่างกายจะเริ่มสูญเสียมวลกล้ามเนื้อตามธรรมชาติหากไม่มีการกระตุ้นที่เพียงพอ
ขาดการออกกำลังกายแบบแรงต้าน: การเดินอย่างเดียวไม่พอครับ ร่างกายต้องการการยกน้ำหนักหรือการออกกำลังกายที่ต้องใช้กล้ามเนื้อออกแรงต้านเพื่อรักษาความหนาแน่นของเส้นใยกล้ามเนื้อ
ทานโปรตีนไม่เพียงพอ: ผู้สูงอายุหลายท่านมักทานแต่ข้าวและผัก เพราะเคี้ยวเนื้อสัตว์ลำบาก ทำให้ร่างกายไม่มีวัตถุดิบไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อ
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: โดยเฉพาะในวัยทองที่ฮอร์โมนเพศลดลง ส่งผลโดยตรงต่อการสร้างกล้ามเนื้อและการเผาผลาญไขมัน
โรคเรื้อรัง: เช่น เบาหวาน หรือโรคตับ/ไต ที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบในร่างกายตลอดเวลา
หากคุณสงสัยว่ากำลังมีภาวะนี้ แพทย์จะมีวิธีตรวจวินิจฉัยดังนี้ครับ
การซักประวัติและประเมินพละกำลัง: เช่น การทดสอบความเร็วในการเดิน หรือการทดสอบลุก-นั่งจากเก้าอี้ 5 ครั้งต่อเนื่องกัน
การวัดแรงบีบมือ (Handgrip Strength): ใช้เครื่องมือวัดเพื่อดูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยรวม
การตรวจมวลร่างกาย (BIA หรือ DXA Scan): เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด เพื่อดูสัดส่วนของไขมันและกล้ามเนื้อว่าสมดุลกันหรือไม่
การเจาะเลือด: เพื่อเช็คระดับน้ำตาล ไขมัน และค่าการอักเสบในร่างกายที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวดีคือ ภาวะนี้สามารถแก้ไขและฟื้นฟูได้โดยส่วนใหญ่ไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดครับ
การปรับพฤติกรรมการกิน: เน้นการทานโปรตีนคุณภาพดี (อกไก่, ไข่ขาว, ปลา, ถั่ว) ให้เพียงพอในทุกมื้อ ควบคู่กับการลดแป้งขัดขาวและน้ำตาล
การออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance Exercise): เช่น การยกน้ำหนักเบาๆ การใช้ยางยืด หรือการทำบอดี้เวท เพื่อสั่งให้ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่
การเพิ่มการเคลื่อนไหว (Aerobic Exercise): การเดินเร็วหรือว่ายน้ำ เพื่อช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน
การใช้ยาหรืออาหารเสริม: ในบางรายแพทย์อาจแนะนำวิตามินดี หรือโปรตีนสกัดเข้มข้น หากตรวจพบว่าขาดสารอาหารรุนแรง
การดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ: การทำกายภาพบำบัดเพื่อฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุระหว่างออกกำลังกาย
ภาวะนี้ “ดีขึ้นได้แน่นอนครับ” หากได้รับความร่วมมือจากคนไข้ในการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ มวลกล้ามเนื้อสามารถสร้างกลับมาได้ในทุกช่วงอายุ แม้ในวัย 80 ปีก็ตาม โดยปกติจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของพละกำลังภายใน 8-12 สัปดาห์ และจะส่งผลให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นอย่างชัดเจนครับ
หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่แก้ไข สิ่งที่จะตามมาคือ
ภาวะหกล้มและกระดูกหัก: เมื่อไม่มีกล้ามเนื้อพยุง การทรงตัวจะแย่ลง
โรคเบาหวานประเภทที่ 2: ไขมันที่แทรกในกล้ามเนื้อทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน
โรคหัวใจและหลอดเลือด: จากการอักเสบของไขมันส่วนเกิน
ภาวะติดเตียง: เมื่อกล้ามเนื้ออ่อนแรงจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
ทานโปรตีนให้ถึง: พยายามทานโปรตีนให้ได้ประมาณ 1.2-1.5 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
เล่นเวทสัปดาห์ละ 2 ครั้ง: ไม่ต้องหนักมาก แต่ต้องให้กล้ามเนื้อได้ล้าบ้าง
ขยับร่างกายบ่อยๆ: ลดพฤติกรรมนั่งแช่นานๆ
ตรวจเช็คมวลร่างกายประจำปี: อย่าดูแค่ตัวเลขน้ำหนักบนตาชั่ง
นอนหลับให้เพียงพอ: เพื่อให้ฮอร์โมนที่ใช้สร้างกล้ามเนื้อทำงานได้เต็มที่
Q: ถ้าน้ำหนักลด แปลว่าหายจากโรคอ้วนร่วมกับกล้ามเนื้อน้อยใช่ไหม? A: ไม่เสมอไปครับ หากลดน้ำหนักผิดวิธีด้วยการอดอาหาร สิ่งที่หายไปอาจเป็นกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน ซึ่งจะยิ่งทำให้อาการแย่ลงครับ
Q: อายุ 70 ปีแล้ว ยังสร้างกล้ามเนื้อได้อยู่ไหม? A: ได้แน่นอนครับ งานวิจัยยืนยันว่าการออกกำลังกายแบบแรงต้านในผู้สูงอายุช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและคุณภาพชีวิตได้อย่างดีเยี่ยมครับ
Q: ทำไมต้องระวังเรื่องการหกล้มเป็นพิเศษในโรคนี้? A: เพราะกล้ามเนื้อที่น้อยทำให้ไม่มี "เบาะ" คอยกันกระแทก และแรงพยุงตัวตอนเสียหลักจะหายไป ทำให้กระดูกหักได้ง่ายมากครับ
น้ำหนักเท่าเดิมไม่ได้แปลว่าสุขภาพดีเสมอไป ให้สังเกตสัดส่วนพุงและขนาดของแขนขา
ภาวะกล้ามเนื้อหด-ไขมันเพิ่ม (Sarcopenic Obesity) คือภัยเงียบที่ทำร้ายการทรงตัวและระบบเผาผลาญ
การทานโปรตีนและการออกกำลังกายแบบแรงต้าน คือหัวใจสำคัญของการรักษา
ผู้สูงอายุสามารถสร้างกล้ามเนื้อใหม่ได้เสมอหากเริ่มลงมือทำอย่างถูกวิธี
การป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยลดความเสี่ยงภาวะติดเตียงในอนาคตได้อย่างมหาศาล
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดข้อ #กล้ามเนื้อน้อย #โรคอ้วน #สุขภาพผู้สูงอายุ #สร้างกล้ามเนื้อ #ลดไขมัน #มวลกล้ามเนื้อ #ปวดเข่า #กระดูกและข้อ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #Sarcopenia #SarcopenicObesity #HealthyAging #Orthopedics #MuscleLoss