“แค่ขาพลิกเอง เดี๋ยวก็หาย...” คำนี้อาจใช้ไม่ได้กับทุกคนครับ โดยเฉพาะถ้าเวลาผ่านไปเป็นเดือนแล้ว แต่อาการบวมยังวนเวียนอยู่เหมือนเงาตามตัว โดยเฉพาะในกลุ่มชายวัยทำงานที่ต้องนั่งนานๆ หรือยืนนานๆ ตลอดทั้งวัน
ลองจินตนาการถึง คุณเอก (นามสมมติ) ชายวัย 47 ปี ผู้บริหารหนุ่มใหญ่ที่ต้องนั่งประชุมติดกันหลายชั่วโมง เมื่อเดือนก่อนคุณเอกก้าวพลาดขณะลงบันไดทำให้ข้อเท้าพลิกอย่างแรง ช่วงแรกเขาก็ประคบเย็นทายาจนความเจ็บปวดเริ่มทุเลา แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ ทุกวันที่เขานั่งทำงานนานๆ ข้อเท้าข้างที่เคยพลิกจะเริ่มบวมเป่งจนถุงเท้าตึงเปี๊ยะ แต่พอได้ล้มตัวลงนอนพักตอนกลางคืน ตื่นเช้ามาอาการบวมกลับหายไปเป็นปลิดทิ้ง เป็นแบบนี้ซ้ำๆ จนคุณเอกเริ่มกังวลว่า "ข้างในกระดูกเราหักหรือเปล่า?" หรือ "ทำไมร่างกายไม่ซ่อมแซมตัวเองเสียที?"
ความจริงแล้ว อาการบวมที่สัมพันธ์กับท่าทางแบบนี้ อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เหมือน "ท่อระบายน้ำที่ตีบตัน" ครับ เมื่อเราเกิดอุบัติเหตุข้อเท้าพลิก ไม่ใช่แค่กระดูกหรือเส้นเอ็นที่บาดเจ็บ แต่หลอดเลือดขนาดเล็กและระบบน้ำเหลืองในบริเวณนั้นก็ได้รับผลกระทบด้วย เปรียบเหมือนถนนที่เคยโล่งพังเสียหายจากการจราจรที่ติดขัด เมื่อเรานั่งนานๆ เลือดและของเหลวจะไหลลงไปกองที่เท้าตามแรงโน้มถ่วง แต่ด้วยความที่ระบบไหลเวียนรอบข้อเท้ายังไม่ฟื้นตัวสมบูรณ์ มันจึงระบายกลับขึ้นไปไม่ทัน ทำให้เกิดอาการบวมนั่นเองครับ
อาการที่คุณเอกและหลายคนเป็นอยู่นี้ ในทางการแพทย์มักเกิดจาก **ภาวะข้อเท้าไม่มั่นคงเรื้อรัง (Chronic Ankle Instability)**ร่วมกับภาวะการไหลเวียนเลือดดำส่วนปลายที่ผิดปกติหลังการบาดเจ็บครับ โดยสาเหตุหลักๆ เกิดจากเส้นเอ็นรอบข้อเท้าที่ฉีกขาดหรือยืดออกแล้วไม่กระชับเหมือนเดิม ทำให้ข้อเท้าเกิดอาการ "หลวม" เล็กน้อย ทุกครั้งที่เราก้าวเดินหรือรับน้ำหนัก เนื้อเยื่อภายในจะเสียดสีและอักเสบเบาๆ อยู่ตลอดเวลา นำไปสู่การบวมเรื้อรัง
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คนวัย 40 ขึ้นไปหายช้ากว่าวัยรุ่น มีอยู่ 5 ข้อหลักครับ:
การมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ ทำให้ข้อเท้าต้องรับภาระหนักกว่าปกติ
กล้ามเนื้อรอบข้อเท้าไม่แข็งแรงพอที่จะช่วยพยุงเส้นเอ็นที่บาดเจ็บ
ลักษณะงานที่ต้องนั่งหรือยืนท่าเดิมนานๆ เกิน 2-3 ชั่วโมง
เคยมีประวัติข้อเท้าพลิกซ้ำๆ ในอดีตจนเส้นเอ็นเสื่อมสภาพ
อายุที่มากขึ้น ทำให้กระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและยืดหยุ่นของหลอดเลือดลดลง
สำหรับการวินิจฉัย เมื่อมาพบหมอ หมอจะเริ่มจากการตรวจร่างกายเพื่อเช็คความมั่นคงของเส้นเอ็น (Stress Test) หากผ่านไป 1 เดือนแล้วยังบวม หมออาจส่งตรวจ เอกซเรย์ (X-ray) เพื่อดูว่ามีเศษกระดูกชิ้นเล็กๆ แตกหักอยู่ภายในหรือไม่ หรือในรายที่อาการไม่ชัดเจน การทำ เอ็มอาร์ไอ (MRI) จะช่วยให้เห็นภาพเส้นเอ็นที่ฉีกขาดและสภาวะของกระดูกอ่อนได้อย่างละเอียดครับ
แนวทางการรักษาที่หมออยากแนะนำ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดครับ:
ปรับพฤติกรรม: พยายามลุกขยับทุก 1 ชั่วโมง และใช้เก้าอี้ตัวเล็กวางหนุนเท้าขณะนั่งทำงานเพื่อช่วยการไหลเวียนเลือด
กายภาพบำบัด: หัวใจสำคัญคือการฝึก "Proprioception" หรือการฝึกทรงตัวบนแผ่นโฟม เพื่อกระตุ้นให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อรอบข้อเท้ากลับมาทำงานประสานกันได้ดีขึ้น
การใช้ยา: อาจใช้ยากลุ่มลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ในช่วงที่มีอาการบวมมาก หรือยาสมุนไพรบางชนิดที่ช่วยลดการบวมของหลอดเลือดดำ
การฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์: หากมีการอักเสบเฉพาะจุด หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาลดอักเสบหรือเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เข้าไปซ่อมแซมเส้นเอ็นได้แม่นยำ
การผ่าตัด: จะทำต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีข้างต้นแล้ว 3-6 เดือนไม่ดีขึ้น และข้อเท้ายังหลวมจนใช้ชีวิตลำบาก ซึ่งปัจจุบันสามารถผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็กได้แล้วครับ
หลายคนถามหมอว่า "มันจะหายไหม?" คำตอบคือ หายได้ครับ แต่ต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอในการบริหารกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 6-12 สัปดาห์ในการฟื้นฟู หากปล่อยไว้ไม่รักษา ภาวะแทรกซ้อนที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่เรื่องบวม แต่มันจะกลายเป็น โรคข้อเท้าเสื่อมก่อนวัย ทำให้เดินกะเผลกหรือปวดเรื้อรังจนเสียบุคลิกภาพได้ครับ
วิธีป้องกันง่ายๆ คือ 1. สวมรองเท้าที่หุ้มส้นและกระชับ 2. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องสม่ำเสมอ 3. ออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อขา 4. หลีกเลี่ยงการเดินบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ และ 5. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานครับ
อาการบวมหลังขาพลิก 1 เดือนที่สัมพันธ์กับท่าทาง มักเกิดจากเส้นเอ็นยังไม่แข็งแรงและการไหลเวียนเลือดไม่ดี
การนอนหนุนเท้าสูงช่วยลดบวมได้ชั่วคราว แต่การฝึกกล้ามเนื้อข้อเท้าคือการแก้ที่ต้นเหตุ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่รักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากได้รับการทำกายภาพบำบัดที่ถูกต้อง
หากมีอาการขาพลิกซ้ำบ่อยๆ หรือเดินแล้วรู้สึกข้อเท้า "วืด" ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คเส้นเอ็นอย่างละเอียด
ความสม่ำเสมอในการบริหารข้อเท้าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ขาพลิก #ข้อเท้าพลิก #ข้อเท้าเสื่อม #ปวดข้อเท้า #เส้นเอ็นอักเสบ #บวมที่ข้อเท้า #กายภาพบำบัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เชียงใหม่ #รักษาอาการปวด #AnkleSprain #ChronicAnkleInstability #Orthopedics #FootHealth #PhysicalTherapy
