ปวดหลังส้นเท้า... มีตุ่มปูด ใส่รองเท้าอะไรก็เจ็บ หรือนี่คือกระดูกส้นเทา้งอกผิดปกติ?"

"คุณหมอครับ ผมใส่รองเท้าผ้าใบเดินนานๆ แล้วเจ็บที่หลังส้นเท้ามาก พอกลับบ้านมาถอดรองเท้าดู เห็นมีตุ่มกระดูกนูนๆ ขึ้นมาตรงเอ็นร้อยหวาย มันคือเนื้องอกหรือเปล่าครับ?"

นี่คือความกังวลใจของคุณเอก (นามสมมติ) ชายหนุ่มวัย 38 ปี ที่รักการออกกำลังกายด้วยการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ คุณเอกเล่าว่าช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เขาเริ่มรู้สึกเจ็บที่ส้นเท้าด้านหลัง โดยเฉพาะเวลาใส่รองเท้าที่หุ้มส้นแข็งๆ แรกๆ ก็คิดว่ารองเท้ากัด แต่พอนานไปตุ่มนั้นเริ่มใหญ่ขึ้น แดง และอักเสบจนเดินแทบไม่ได้

หลังจากที่หมอได้ตรวจร่างกายและเอกซเรย์ดู จึงพบว่าคุณเอกไม่ได้เป็นเนื้องอกร้ายแรงอะไรครับ แต่เขากำลังเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า "กลุ่มอาการฮากลันด์" หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Haglund’s Syndrome ซึ่งเป็นสาเหตุยอดฮิตของอาการปวดหลังส้นเท้าในคนวัยทำงานและนักกีฬาเลยทีเดียว


เรื่องเล่าจากคนไข้: เมื่อรองเท้าสวยกลายเป็นศัตรูของส้นเท้า

ขอเล่าอีกเคสหนึ่งนะครับ คือคุณก้อย พนักงานออฟฟิศสาวที่ต้องใส่รองเท้าคัทชูส้นสูงไปทำงานทุกวัน คุณก้อยสังเกตว่าส้นเท้าด้านหลังของเธอมีรอยแดงเรื้อรัง และมีก้อนแข็งๆ ปูดออกมาคล้าย "ตาปลา" แต่กดแล้วเจ็บลึกลงไปถึงกระดูก

คุณก้อยพยายามหาพลาสเตอร์มาแปะ เปลี่ยนรองเท้าไปหลายคู่ แต่ตุ่มเจ้ากรรมก็ไม่หายไป แถมยังทำให้เธอเสียบุคลิกเวลาเดินเพราะความเจ็บปวด เคสของคุณก้อยและคุณเอกมีจุดร่วมเดียวกันคือ "แรงเสียดสี" ที่กระทำต่อกระดูกส้นเท้าส่วนเกิน จนทำให้เนื้อเยื่อรอบข้างประท้วงด้วยความเจ็บปวดนั่นเองครับ


เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: เมื่อ "ส่วนเกิน" กลายเป็น "ส่วนเจ็บ"

เพื่อให้เข้าใจโรคนี้ง่ายขึ้น ผมอยากให้ลองนึกภาพส้นเท้าของเราเหมือนกับ "ส้นของรองเท้า" ครับ ปกติกระดูกส้นเท้าควรจะมนสวย แต่ในคนที่เป็นโรคนี้ กระดูกส้นเท้าด้านหลังส่วนบนจะมีลักษณะ "แหลม" หรือ "ปูด" ออกมามากกว่าปกติ

ลองจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าเรามี "ก้อนหินเล็กๆ" แปะติดอยู่กับส้นเท้าตลอดเวลา แล้วเราต้องสวมรองเท้าหุ้มส้นที่แข็งและแคบ ก้อนหินนั้นก็จะถูกรองเท้า "กดและถู" อยู่ทุกก้าวที่เราเดิน แรงถูนี้จะไปรบกวนทั้งเอ็นร้อยหวายที่อยู่ใกล้ๆ และถุงน้ำหล่อลื่นที่คอยกันกระแทก จนเกิดการอักเสบ บวม แดง เหมือนมีไฟมาลนที่ส้นเท้าตลอดเวลาเลยครับ


ความรู้พื้นฐาน: โรคกระดูกส้นเท่างอกผิดปกติ (Haglund’s Syndrome)

โรคนี้คือภาวะที่มีการหนาตัวผิดปกติของกระดูกส้นเท้าส่วนหลังด้านบน (Calcaneal Tuberosity) จนเกิดเป็นปุ่มนูนชัดเจน เมื่อปุ่มกระดูกนี้ไปเสียดสีกับรองเท้าหรือเอ็นร้อยหวาย ก็จะเกิดการอักเสบตามมา

สาเหตุและการเกิดโรค: ร่างกายคนเราบางครั้งก็สร้างกระดูกเผื่อไว้มากเกินไปครับ ปุ่มกระดูกที่นูนออกมานี้อาจเป็นมาตั้งแต่เกิด หรือค่อยๆ โตขึ้นตามอายุ เมื่อบวกกับการใส่รองเท้าที่รัดแน่น หรือมีพฤติกรรมการเดินที่ทิ้งน้ำหนักลงส้นเท้าผิดจังหวะ จะทำให้เกิดแรงกดทับซ้ำๆ ต่อถุงน้ำลดแรงเสียดสี (Bursa) และเอ็นร้อยหวาย (Achilles Tendon) จนเกิดความเสียหาย

อาการที่พบบ่อย:

  • มีตุ่มนูนแข็งชัดเจนบริเวณส้นเท้าด้านหลัง

  • ปวด แดง หรือบวม ในบริเวณที่มีตุ่มนูน

  • เจ็บมากเป็นพิเศษเมื่อใส่รองเท้าหุ้มส้น หรือรองเท้าที่ส่วนส้นมีความแข็ง

  • ผิวหนังบริเวณนั้นหนาตัวขึ้น หรือเป็นแผลพุพองจากการเสียดสีบ่อยๆ


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ส้นเท้าคุณมีปัญหา

  1. โครงสร้างเท้าที่ผิดปกติ: โดยเฉพาะคนที่มีอุ้งเท้าสูง (High Arches) ซึ่งจะทำให้กระดูกส้นเท้าเอียงไปด้านหลังมากขึ้นจนเสียดสีกับรองเท้าได้ง่าย

  2. รองเท้าที่ไม่เป็นมิตร: เช่น รองเท้าคัทชู รองเท้าส้นสูงที่ส้นแข็งรัดแน่น หรือรองเท้าสตั๊ดที่แข็งเกินไป

  3. ความตึงของเอ็นร้อยหวาย: หากเอ็นร้อยหวายตึงมาก จะยิ่งดึงรั้งและกดทับปุ่มกระดูกให้เสียดสีมากขึ้น

  4. ลักษณะการเดิน: การเดินบิดเท้าเข้าด้านในหรือออกด้านนอกมากเกินไป (Overpronation/Supination)

  5. น้ำหนักตัว: น้ำหนักที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดทับและความเค้นที่ส้นเท้าในทุกย่างก้าว


การตรวจวินิจฉัย: มั่นใจว่าเป็น "ฮากลันด์" หรือไม่?

การวินิจฉัยโรคนี้ไม่ซับซ้อนครับ หมอมีขั้นตอนตรวจสอบดังนี้:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะกดดูตำแหน่งที่เจ็บ ดูลักษณะตุ่มนูน และทดสอบความยืดหยุ่นของเอ็นร้อยหวาย

  • การเอกซเรย์ (X-ray): เป็นวิธีที่สำคัญมากครับ เพื่อดูลักษณะปุ่มกระดูกส้นเท้าที่นูนออกมา และประเมินมุมของกระดูกว่ามีความเสี่ยงต่อโรคนี้แค่ไหน

  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): มักจะทำในรายที่รักษาเบื้องต้นไม่หาย เพื่อดูว่ามีความฉีกขาดของเอ็นร้อยหวายร่วมด้วยหรือไม่ หรือมีถุงน้ำอักเสบซ่อนอยู่ด้านในมากน้อยแค่ไหน

  • การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound): ช่วยให้เห็นการอักเสบของถุงน้ำและการไหลเวียนเลือดที่ผิดปกติบริเวณนั้นได้ทันทีในห้องตรวจ


แนวทางการรักษา: เริ่มจาก "เบา" ไปหา "หนัก"

หมอขอย้ำนะครับว่า "คนไข้ส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" ครับ เพียงแค่ต้องใช้เวลาและความใจเย็นในการดูแลตัวเองตามขั้นตอนดังนี้:

  1. การปรับพฤติกรรมและเปลี่ยนรองเท้า: นี่คือหัวใจสำคัญครับ ควรเปลี่ยนไปใช้รองเท้าเปิดส้น หรือรองเท้าที่ส่วนหลังนิ่มและไม่รัดแน่น หากต้องใส่รองเท้าผ้าใบ อาจใช้แผ่นรองส้นเท้า (Heel Lift) เพื่อช่วยยกระดับส้นเท้าขึ้นไม่ให้ปุ่มกระดูกไปชนกับขอบรองเท้าพอดี

  2. กายภาพบำบัด: เน้นการยืดกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวาย (Stretching) รวมถึงการใช้คลื่นกระแทก (Shockwave Therapy) เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อและการไหลเวียนเลือด

  3. การใช้ยา: ทายาแก้ปวดลดการอักเสบ หรือทานยาในกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อบรรเทาอาการในช่วงที่มีการอักเสบเฉียบพลัน

  4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้ Ultrasound: ในกรณีที่มีถุงน้ำอักเสบเรื้อรัง หมออาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทางเพื่อฉีดยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์เข้าในถุงน้ำ "อย่างแม่นยำ" โดยต้องระวังไม่ให้ยาเข้าสู่เส้นเอ็นโดยตรงครับ

  5. การผ่าตัด (เฉพาะกรณี): หากรักษาด้วยวิธีอื่นนานกว่า 6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น หมออาจพิจารณาผ่าตัดเพื่อ "เจียระไนกระดูกส่วนเกิน" ออก และซ่อมแซมเอ็นร้อยหวายส่วนที่เสียหายไปพร้อมกันครับ


พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

ข่าวดีคือ โรคนี้ "สามารถหายขาดได้" ครับ แต่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนรองเท้าอย่างถาวร หากเรากลับไปใส่รองเท้าที่รัดและแข็งเหมือนเดิม ปุ่มกระดูกส่วนที่ยังเหลืออยู่ก็อาจจะกลับมาอักเสบได้อีก โดยปกติหลังการปรับเปลี่ยนรองเท้าและทำกายภาพ อาการจะดีขึ้นใน 4-8 สัปดาห์ครับ


ภาวะแทรกซ้อน: ปล่อยไว้นานจะเป็นอย่างไร?

หากเราทนเจ็บและปล่อยไว้โดยไม่รักษา แรงเสียดสีที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จะทำให้ "เอ็นร้อยหวายเสื่อมหรือฉีกขาด" ได้ครับ ซึ่งถ้าถึงขั้นนั้น การรักษาจะยากขึ้นมากและอาจต้องพักฟื้นยาวนานหลายเดือน นอกจากนี้ยังอาจเกิดถุงน้ำอักเสบเรื้อรังที่กลายเป็นก้อนหนาแข็งถาวรด้วยครับ


5 วิธีป้องกัน เพื่อส้นเท้าที่สุขภาพดี

  1. เลือกเลือกรองเท้าให้เหมาะสม: เลี่ยงรองเท้าที่ส่วนหลังแข็งหรือแคบจนเกินไป

  2. ยืดกล้ามเนื้อน่องสม่ำเสมอ: โดยเฉพาะหลังตื่นนอนหรือก่อนออกกำลังกาย

  3. ใช้แผ่นรองส้นเท้าเสริม: สำหรับคนที่มีอุ้งเท้าสูง เพื่อช่วยกระจายแรงกดทับ

  4. ควบคุมน้ำหนักตัว: เพื่อไม่ให้ส้นเท้าต้องรับภาระหนักเกินจำเป็น

  5. ฟังเสียงร่างกาย: หากเริ่มเจ็บส้นเท้าหลังใส่รองเท้าคู่ใหม่ ให้หยุดใช้ทันที อย่ารอจนเกิดตุ่มนูน


Q&A Section: คำถามที่คุณหมอมักจะถูกถามบ่อย

Q: ปวดส้นเท้าแบบนี้ ใช่รองเท้าช้ำ (เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ) ไหม? หมอเก่ง: ต่างกันครับ รองช้ำมักเจ็บที่ "ฝ่าเท้าด้านล่าง" โดยเฉพาะก้าวแรกหลังตื่นนอน แต่ฮากลันด์จะเจ็บที่ "ด้านหลังส้นเท้า" ตรงตำแหน่งที่มีตุ่มนูนครับ

Q: ต้องตรวจ MRI ทุกคนไหม? หมอเก่ง: ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่แค่เอกซเรย์ก็เพียงพอสำหรับการวินิจฉัยแล้ว หมอจะใช้ MRI เฉพาะในรายที่สงสัยว่าเอ็นร้อยหวายเสียหายรุนแรงเท่านั้น

Q: ผ่าตัดแล้วเดินได้เลยไหม? หมอเก่ง: หลังผ่าตัดเจียระไนกระดูก อาจต้องใส่เฝือกหรือรองเท้าบูทเดินลมประมาณ 2-4 สัปดาห์เพื่อให้เอ็นร้อยหวายสมานตัวดีก่อนครับ จึงจะเริ่มกลับมาเดินปกติได้


สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)

  1. กลุ่มอาการฮากลันด์ คือการปวดส้นเท้าจากกระดูกส่วนเกินเสียดสีกับรองเท้า

  2. สาเหตุหลักมาจากลักษณะกระดูกที่เป็นมาแต่เกิด บวกกับการใส่รองเท้าที่แข็งและรัด

  3. การตรวจเอกซเรย์ช่วยยืนยันโรคได้ชัดเจนที่สุด

  4. การเปลี่ยนรองเท้าและการยืดเอ็นร้อยหวายคือวิธีรักษาที่ได้ผลดีที่สุด

  5. การผ่าตัดเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดส้นเท้า #HaglundSyndrome #กระดูกส้นเท่างอก #เอ็นร้อยหวายอักเสบ #ชามือ #ปวดหลัง #ปวดเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ออฟฟิศซินโดรม #รองเท้ากัด #เจ็บหลังเท้า #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #HaglundDeformity #AchillesTendon