
“หมอครับ เวลาขึ้นลงบันไดเริ่มมีเสียงดังกร๊อบแกร๊บ แล้วก็รู้สึกเสียวในเข่านิดๆ แบบนี้คือเข่าเสื่อมหรือยังครับ?” นี่คือคำถามที่ผมได้รับบ่อยมากจากคนไข้ที่เริ่มเข้าสู่วัย 50 ปีครับ หลายคนกังวลว่าถ้าเริ่มเสื่อมแล้วจะต้องจบลงด้วยการผ่าตัดทุกคนไหม
หมอขอบอกตรงนี้เลยครับว่า “ไม่ใช่ครับ!” โดยเฉพาะหากคุณรู้ตัวเร็วใน ระยะที่ 1 หรือ 2 ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้น เรามีวิธีหยุดยั้งและชะลอความเสื่อมได้อีกนานหลายปี โดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอหากดูแลอย่างถูกวิธีตามหลักการทางการแพทย์ที่พิสูจน์แล้ว (Evidence-based Medicine) วันนี้หมอเก่งจะมาเหลาเรื่องนี้ให้ฟังแบบเข้าใจง่ายที่สุดครับ
พี่เพ็ญ (นามสมมติ) อายุ 52 ปี เป็นพนักงานบัญชีที่รักการเดินช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ พี่เพ็ญเริ่มสังเกตว่าช่วงหลังๆ เวลาลุกจากโต๊ะทำงานจะมีอาการข้อเข่าตึงๆ ต้องขยับสักพักถึงจะเดินสะดวก และที่สำคัญคือเวลาขึ้นบันไดรถไฟฟ้าจะเริ่มมีอาการปวดแปล๊บที่สะบ้าเข่า
พี่เพ็ญมาหาหมอเพราะกลัวว่า "ต้องผ่าตัด" เหมือนคุณแม่ แต่ผลจากการตรวจร่างกายและเอกซเรย์พบว่า พี่เพ็ญเพิ่งอยู่ใน ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 2 เท่านั้นครับ หมอจึงให้ความมั่นใจกับพี่เพ็ญว่า "เรายังเยียวยาได้" ด้วยการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และใช้การรักษาเสริมที่ไม่ใช่การผ่าตัด ซึ่งหลังจากผ่านไป 6 เดือน พี่เพ็ญกลับไปเดินช้อปปิ้งได้เหมือนเดิมโดยไม่ต้องกินยาแก้ปวดทุกวันครับ
ลองจินตนาการว่า “ข้อเข่า” ของเราเหมือน “โช้คอัพรถยนต์” ครับ
ระยะที่ 1 (เสื่อมน้อยมาก): เหมือนน้ำมันโช้คเริ่มดำ หรือผิวสัมผัสเริ่มมีรอยขีดข่วนเล็กน้อย กระดูกอ่อนผิวข้ออาจจะเริ่มนิ่มลงบ้าง แต่ช่องว่างในข้อยังดูปกติ
ระยะที่ 2 (เสื่อมระยะเริ่มต้น): เริ่มเห็นรอยถลอกบนกระดูกอ่อนชัดขึ้นเล็กน้อย และอาจเริ่มมี “หินปูน” หรือกระดูกงอกเล็กๆ เกิดขึ้นรอบๆ ข้อ แต่ช่องว่างระหว่างกระดูกยังกว้างพอสมควร
ในระยะนี้แหละครับที่เป็น "โอกาสทอง" ในการรักษา เพราะกระดูกอ่อนยังเหลืออยู่มากพอที่จะรักษาฟังก์ชันการใช้งานไว้ได้ครับ
โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) คือภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อ (Cartilage) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนตัวกันกระแทกเกิดการสึกหรอและบางลง จนทำให้กระดูกมาเสียดสีกัน
เกิดจากการใช้งานข้อเข่ามานาน น้ำหนักตัวที่มากเกินไป หรือเคยมีอุบัติเหตุบริเวณเข่ามาก่อน ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังภายในข้อ จนสูญเสียความสามารถในการหล่อลื่นและรองรับแรงกระแทก
มีเสียงในข้อเวลาขยับ
ปวดเวลาขึ้น-ลงบันได หรือเวลานั่งพับเข่านานๆ
มีอาการข้อตึงตอนเช้า แต่ขยับไปสัก 15-30 นาทีจะดีขึ้น
น้ำหนักตัวเกิน: ทุกๆ 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้น จะส่งแรงกระแทกลงเข่าเพิ่มขึ้นถึง 3-4 เท่าเวลาเดิน
ท่าทางในชีวิตประจำวัน: การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งยองๆ เป็นเวลานาน
กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง: โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าขาที่ช่วยพยุงข้อเข่า
รองเท้าที่ไม่เหมาะสม: การใส่ส้นสูงเป็นประจำทำให้จุดรับน้ำหนักที่เข่าผิดเพี้ยนไป
การขาดการออกกำลังกาย: ทำให้ข้อติดแข็งและน้ำเลี้ยงข้อไหลเวียนไม่ดี
การจะระบุระยะของโรคเข่าเสื่อม หมอใช้เกณฑ์ดังนี้ครับ:
การตรวจร่างกาย: ดูการบวม กดเจ็บ และประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่า
การเอกซเรย์ (X-ray): เป็นวิธีมาตรฐาน (Gold Standard) เพื่อดู "ช่องว่างระหว่างข้อ" และ "กระดูกงอก" ซึ่งจะใช้จัดระยะตามเกณฑ์ Kellgren-Lawrence
การอัลตราซาวด์ (Ultrasound): ช่วยดูการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบข้อและปริมาณน้ำในข้อได้แบบเรียลไทม์
การตรวจเลือด: มักทำเพื่อแยกโรคอื่น เช่น รูมาตอยด์ หรือเกาต์ ออกไป
หมอจะเน้นการรักษาแบบ “สหสาขาวิชาชีพ” โดยเรียงลำดับความสำคัญดังนี้ครับ:
ยาทาภายนอก: หมอแนะนำให้เริ่มจากยาทากลุ่มลดอักเสบก่อน เพราะผลข้างเคียงน้อยกว่ายาปอน
ยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลหรือยาต้านอักเสบ (NSAIDs): ใช้เฉพาะช่วงที่มีอาการปวดมาก และควรอยู่ในความดูแลของหมอเพื่อป้องกันผลต่อไตและกระเพาะอาหาร
ในระยะ 1-2 หากการใช้ยาไม่ดีขึ้น หมออาจพิจารณา:
ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม (Hyaluronic Acid): เพื่อเพิ่มความลื่นและช่วยลดการอักเสบภายในข้อ
ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP): ใช้เลือดของคนไข้มาปั่นเพื่อเอาปัจจัยเร่งการซ่อมแซมมาฉีดกลับเข้าไป ช่วยลดการอักเสบและชะลอเสื่อม
การฉีดยาลดอักเสบ เพื่อบรรเทาอาการปวด
เทคนิคการฉีด: หมอจะใช้ เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ช่วยระบุตำแหน่งเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ายาลงไปในช่องว่างข้อจริงๆ ไม่ใช่ไปค้างอยู่ที่ไขมันรอบข้อครับ
สำหรับระยะ 1-2 “มักไม่จำเป็นต้องผ่าตัด” ครับ ยกเว้นกรณีที่มีภาวะผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น หมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาดรุนแรง
กระดูกอ่อนที่สึกไปแล้ว "งอกใหม่ให้เหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์" ได้ยากครับ แต่ข่าวดีคือเราสามารถ “ชะลอการเสื่อม” จนมันแทบจะหยุดนิ่งได้ หากเราดูแลตามแผนข้างต้น คุณสามารถใช้ชีวิตปกติ ไปเที่ยว ขึ้นเครื่องบิน หรือออกกำลังกายเบาๆ ได้โดยไม่มีอาการปวดรบกวนครับ
หากระยะ 1-2 ไม่ได้รับการดูแล มันจะกลายเป็น:
ระยะ 3-4: ข้อเข่าโก่งผิดรูป กระดูกชนกระดูก จนเดินไม่ได้และต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในที่สุด
ภาวะกล้ามเนื้อลีบ: เนื่องจากปวดจนไม่อยากเดิน ทำให้ขาลีบและล้มง่ายในผู้สูงอายุ
คุมน้ำหนักตัว: ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (BMI 18.5 - 22.9)
ท่าบริหาร Quadriceps Setting: นั่งเหยียดขาตรง เกร็งกล้ามเนื้อหน้าขาค้างไว้ 10 วินาที ทำบ่อยๆ ทุกวัน
ใส่รองเท้าส้นแบนที่นุ่มและรับแรงกระแทกได้ดี
หลีกเลี่ยงการนั่งกับพื้น: เปลี่ยนมานั่งเก้าอี้แทนเพื่อลดแรงบิดในเข่า
ดื่มน้ำให้เพียงพอและพักผ่อนให้พอ: เพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้ดี
Q: กินกลูโคซามีน หรือคอลลาเจน ช่วยได้จริงไหม? A: ข้อมูลทางการแพทย์พบว่าช่วยลดอาการปวดได้ในคนไข้บางราย (ผลแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล) แต่ไม่ใช่ยามหัศจรรย์ที่ทำให้กระดูกอ่อนงอกใหม่ได้ทันตาเห็นครับ ควรใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับการลดน้ำหนักและการออกกำลังกาย
Q: ปวดเข่าห้ามเดินเยอะจริงไหม? A: ไม่จริงครับ การเดินในระดับที่พอเหมาะช่วยให้น้ำเลี้ยงข้อไหลเวียนดี แต่ควรเลี่ยงการเดินบนพื้นลาดชันหรือพื้นขรุขระ
Q: ต้องกินยาแก้ปวดไปตลอดชีวิตไหม? A: หากคุณปรับพฤติกรรมและสร้างกล้ามเนื้อขาได้ดี คุณจะสามารถหยุดยาแก้ปวดได้ในที่สุดครับ
ข้อเข่าเสื่อมระยะ 1-2 คือโอกาสทองของการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด
การลดน้ำหนักและการบริหารกล้ามเนื้อหน้าขาคือ "หัวใจหลัก" ของการรักษาที่ได้ผลยั่งยืน
การฉีดน้ำเลี้ยงข้อหรือ PRP ภายใต้การนำทางของอัลตราซาวด์ช่วยลดปวดและชะลอเสื่อมได้แม่นยำ
เลี่ยงท่านั่งที่ทำร้ายเข่า (พับเพียบ, ยองๆ)
เป้าหมายสูงสุดคือการ "ชะลอความเสื่อม" เพื่อให้เราใช้งานเข่าคู่นี้ไปได้นานที่สุดครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #เข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น #ลดน้ำหนักลดปวดเข่า #ฉีดน้ำเลี้ยงข้อ #PRPเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #บริหารเข่า #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ผ่าตัด #KneeOsteoarthritis #Orthopedics #JointHealth #PhysicalTherapy #DrKeng