
"โอ๊ย! หมอคะ เจ็บตรงหลังเท้ากับข้างตุ่มหนับมากเลย เดินแทบไม่ได้" เสียงของป้าประนอม (นามสมมติ) หญิงวัยเกษียณอายุ 60 ปี บอกกับผมด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด
ป้าประนอมเล่าให้ฟังว่า เมื่อสัปดาห์ก่อนรู้สึกเมื่อยล้าจากการเดินช้อปปิ้ง เลยแวะเข้าร้านนวดแถวบ้าน หวังจะให้ช่างนวดช่วยผ่อนคลาย แต่ช่างนวดคนนั้นเน้นกดคลึงตรงบริเวณ ข้างเอ็นร้อยหวาย และ แนวขอบเท้าด้านนอก อย่างรุนแรง ป้าบอกว่าตอนนวดนั้นเจ็บจนตัวลอย แต่ช่างบอกว่า "ต้องทนหน่อย เส้นมันจม ถ้าไม่กดให้แตกก็ไม่หาย"
ผลปรากฏว่าวันรุ่งขึ้น แทนที่จะหายเมื่อย ป้าประนอมกลับมีอาการปวดแปลบเหมือนไฟช็อต วิ่งจากข้างเอ็นร้อยหวายไปจนถึงหลังเท้าและนิ้วก้อย แค่เอาผ้าห่มมาถูก็เจ็บจนสะดุ้ง นี่คืออุทาหรณ์ของอาการที่เรียกว่า เส้นประสาทซูรัลอักเสบ จากการถูกกดทับครับ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมอยากให้ลองนึกภาพว่า เส้นประสาท ของเราเหมือนกับ เส้นขนมจีนหรือไส้กรอกที่อยู่ในถุงพลาสติกบางๆ ครับ เส้นประสาทเหล่านี้ทำหน้าที่ส่งกระแสไฟฟ้าไปที่สมองเพื่อให้เรารู้สึกถึงผิวสัมผัส
บริเวณข้างเอ็นร้อยหวายและขอบเท้าด้านนอก มีเส้นประสาทเส้นหนึ่งที่ชื่อว่า เส้นประสาทซูรัล (Sural Nerve) วางตัวอยู่ตื้นมากแทบจะติดกับผิวหนังเลยครับ เมื่อเราไปกด คลึง หรือบี้มันแรงๆ เหมือนเราเอาของแข็งไปบดทับไส้กรอกในถุง เส้นประสาทก็จะเกิดอาการ "ช้ำ" หรืออักเสบขึ้นมา ส่งผลให้การส่งสัญญาณรวนไปหมด กลายเป็นอาการปวดแปลบเหมือนไฟช็อตนั่นเองครับ
โรคนี้คือภาวะที่เส้นประสาทบริเวณน่องส่วนล่างด้านนอกเกิดความเสียหาย โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ:
สาเหตุ: ส่วนใหญ่เกิดจากการถูกกดทับโดยตรง (Direct Compression) เช่น การนวดที่รุนแรงเกินไป การใส่รองเท้าที่รัดแน่นเกินหน้าเท้า หรืออุบัติเหตุบริเวณส้นเท้า
การเกิดโรค: เมื่อเส้นประสาทถูกบีบอัดนานๆ หรือรุนแรง จะเกิดการบวมน้ำภายในเส้นประสาท (Edema) ทำให้เลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทไม่สะดวก
อาการ: จะเริ่มปวดจากบริเวณน่องด้านล่าง ร้าวลงไปที่ข้างตาตุ่มนอก และกระจายไปที่ขอบเท้าด้านนอกจนถึงนิ้วก้อย อาการเด่นคือ "ปวดแสบปวดร้อน" หรือ "เสียวแปลบ" เวลาขยับเท้า
การนวดจับเส้นที่รุนแรง: โดยเฉพาะบริเวณหลังตาตุ่มและข้างเอ็นร้อยหวาย
การสวมรองเท้าที่บีบรัด: เช่น รองเท้าคัทชูหัวแหลม หรือรองเท้ากีฬาที่ผูกเชือกแน่นเกินไป
ผู้สูงอายุ: ผิวหนังและไขมันใต้ผิวหนังเริ่มบางลง ทำให้เส้นประสาทขาด "เบาะ" รองรับแรงกระแทก
โรคประจำตัว: เช่น เบาหวาน ซึ่งทำให้เส้นประสาทเปราะบางและอักเสบง่ายกว่าคนทั่วไป
พฤติกรรมการนั่ง: เช่น การนั่งไขว่ห้างเป็นเวลานานจนขอบเก้าอี้กดทับบริเวณน่องด้านข้าง
เมื่อมาพบแพทย์ ผมจะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียดว่าไปทำอะไรมา (เช่น ไปนวดมาหรือไม่) จากนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ครับ:
การตรวจร่างกาย: ผมจะใช้ปลายนิ้วเคาะเบาๆ บริเวณเส้นประสาท (Tinel's test) หากคนไข้สะดุ้งหรือรู้สึกเหมือนไฟช็อต แสดงว่าเส้นประสาทบริเวณนั้นอักเสบ
การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound): เพื่อดูว่าเส้นประสาทมีการบวมโต หรือมีพังผืดมาเกาะหรือไม่
การตรวจไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG/NCS): ในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้น เพื่อประเมินความเร็วในการนำสัญญาณประสาทว่าเสียหายมากน้อยเพียงใด
MRI: มักใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีก้อนเนื้อหรือถุงน้ำไปเบียดเส้นประสาทจากข้างในครับ
ปรับพฤติกรรม: หยุดการนวดคลึงบริเวณนั้นเด็ดขาด เลี่ยงการใส่รองเท้าหุ้มส้นที่แข็งหรือรัดเกินไปในช่วงที่มีอาการ
กายภาพบำบัด: ใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าลดปวด หรือการทำ Ultrasound Therapy เพื่อลดการบวมของเส้นประสาท
การใช้ยา: มักใช้ยากลุ่มบำรุงเส้นประสาท และยาลดการอักเสบของเส้นประสาทโดยเฉพาะ (ไม่ใช่ยาแก้ปวดเมื่อยทั่วไปนะครับ)
การฉีดยาเฉพาะจุด: หากปวดมาก ผมจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยส่องให้เห็นเส้นประสาทที่บวม แล้วฉีดยาลดอักเสบรอบๆ เส้นประสาทเพื่อลดอาการบวมอย่างแม่นยำ
การผ่าตัด: จะทำต่อเมื่อมีพังผืดหนามากจนรัดเส้นประสาท หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่เห็นผล ซึ่งเกิดขึ้นน้อยมากครับ
ข่าวดีคือ โรคนี้หายได้ครับ แต่ต้องใช้เวลา เพราะเส้นประสาทเป็นเนื้อเยื่อที่ฟื้นตัวช้าที่สุดในร่างกาย โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 4–8 สัปดาห์อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากยังไปนวดรุนแรงหรือใส่รองเท้าที่กดทับบริเวณเดิมอีกครับ
หากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป อาจเกิดอาการ ชามะนาว คือชาถาวรบริเวณขอบเท้า หรือทำให้การเดินผิดปกติเพราะพยายามลงน้ำหนักเลี่ยงจุดที่ปวด ส่งผลให้ปวดเข่าและปวดหลังตามมาเป็นทอดๆ ได้ครับ
แจ้งช่างนวดทุกครั้ง: ว่าไม่ให้กดแรงบริเวณหลังตาตุ่มและเอ็นร้อยหวาย
เลือกใส่รองเท้าที่พอดี: มีพื้นที่ให้เท้าได้ขยับ และพื้นรองเท้านุ่ม
ยืดกล้ามเนื้อน่องสม่ำเสมอ: เพื่อลดแรงตึงที่ส่งผลไปถึงเส้นประสาท
สังเกตสัญญาณเตือน: หากรู้สึกชาหรือยิบๆ ที่เท้าหลังนวด ให้รีบประคบเย็นและพักเท้าทันที
ดูแลสุขภาพเส้นประสาท: ทานอาหารที่มีวิตามินบีสูง หรือเสริมวิตามินบีรวมในผู้สูงอายุ
Q: ปวดหลังเท้าเฉยๆ ไม่ได้นวดมา เป็นได้ไหม? A: เป็นได้ครับ อาจเกิดจากรองเท้าคับเกินไป หรือเดินมากจนเท้าบวมแล้วไปเบียดเส้นประสาทครับ
Q: ต้องทำ MRI ทุกเคสไหม? A: ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่การตรวจร่างกายและการอัลตราซาวด์ก็เพียงพอต่อการวินิจฉัยแล้ว
Q: ประคบร้อนหรือประคบเย็นดี? A: ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกที่เริ่มปวดจากการกดทับ ให้ประคบเย็นเพื่อลดการบวมของเส้นประสาทครับ
การนวดคลึงแรงๆ บริเวณข้างเอ็นร้อยหวายอาจทำให้เส้นประสาทซูรัล (Sural Nerve) อักเสบได้
อาการเด่นคือปวดแสบปวดร้อนหรือเสียวแปลบจากน่องร้าวไปถึงนิ้วก้อย
ผู้สูงอายุมีโอกาสเป็นได้ง่ายกว่าเนื่องจากชั้นไขมันรองรับแรงกดบางลง
การรักษาเน้นการปรับพฤติกรรม ทานยา และการทำกายภาพบำบัดเป็นหลัก
หากมีอาการปวดร้าวหรือชาเกิน 1 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจที่ถูกต้อง
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดเท้า #ปวดหลังเท้า #นวดแล้วเจ็บ #เส้นประสาทอักเสบ #ชามือชาเท้า #ปวดตาตุ่ม #กระดูกและข้อ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #รักษาไม่ต้องผ่าตัด #กายภาพบำบัด #FootPain #SuralNerve #NerveCompression #Orthopedics #HealthTips