
อาการปวดตามข้อเล็กๆ อย่างข้อมือ นิ้วมือ หรือข้อเท้า ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะครับ โดยเฉพาะในวัย 50 ปีขึ้นไป หลายคนต้องตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกฝืดตึง ขยับตัวลำบาก หรือบางวันปวดจนหยิบจับอะไรไม่ได้ ซึ่งนอกจากจะกระทบการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ยังสร้างความกังวลใจว่าสรุปแล้วเราเป็นโรคอะไรกันแน่ เพราะบางครั้งไปหาหมอที่หนึ่งบอกว่าเป็นโรคหนึ่ง พอเปลี่ยนที่ก็บอกอีกโรคหนึ่ง วันนี้หมอจะมาช่วยไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้ฟังครับ
ลองนึกถึงเคสของคุณน้าท่านหนึ่ง อายุประมาณ 55 ปี เริ่มมีอาการปวดข้อมือและข้อเท้าทั้งสองข้างตั้งแต่อายุ 50 ปี ตอนนั้นอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ปวดมากจนแทบจะทนไม่ไหว เมื่อไปพบคุณหมอที่คลินิกและเจาะเลือดตรวจ คุณหมอวินิจฉัยว่าเป็น "โรครูมาตอยด์" หลังจากทานยาก็อาการดีขึ้นและรักษาต่อเนื่องเรื่อยมา
แต่เมื่อกลางปี 2567 คุณน้าได้ย้ายมาอยู่กับลูกหลานที่จังหวัดระยอง และได้เปลี่ยนโรงพยาบาลตามสิทธิการรักษา คราวนี้คุณหมอท่านใหม่ให้ความเห็นว่าเป็น "โรคเก๊าท์" ทำให้คุณน้าเกิดความสับสนและกังวลใจ จนสุดท้ายไม่ได้ไปรักษาต่ออย่างต่อเนื่อง แต่อาการปวดก็ยังไม่หายไป แถมยังมีอาการลามไปปวดที่บ่า ไหล่ขวา และต้นคอร่วมด้วย อาการปวดแบบนี้แหละครับที่ทำให้คนไข้หลายคนท้อใจ แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างมีทางออกครับ
หมออยากให้ลองนึกภาพตามนะครับ ข้อต่อในร่างกายเราเหมือนกับ "บานพับประตู" ที่มีน้ำมันหล่อลื่นและเนื้อเยื่อหุ้มไว้อย่างดี
โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis): เปรียบเสมือนระบบป้องกันตัวเองของร่างกาย (ภูมิคุ้มกัน) เกิดรวนขึ้นมา แล้วหันมาโจมตี "เยื่อบุข้อ" ของตัวเองจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้ข้อบวม แดง และถ้าปล่อยไว้นานๆ ข้ออาจจะผิดรูปได้
โรคเก๊าท์ (Gout): เกิดจากมี "กรดยูริก" ในเลือดสูงเกินไป จนมันตกตะกอนเป็นผลึกแหลมๆ เหมือนเข็มเล็กๆ ไปปักอยู่ตามข้อ ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน ปวดบวมอย่างรุนแรง
ความสับสนระหว่างสองโรคนี้เกิดขึ้นได้บ่อยครับ เพราะทั้งคู่ทำให้ปวดข้อเหมือนกัน แต่ตำแหน่งที่ปวดและลักษณะการอักเสบมักจะมีจุดที่ต่างกันเล็กน้อย ซึ่งต้องอาศัยการตรวจเลือดและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
หลายคนสงสัยว่า "หมอคะ หนูเเจ็บข้อมือ ทำไมลามไปปวดคอปวดบ่า?" จริงๆ แล้วร่างกายเราเชื่อมถึงกันครับ เมื่อเราปวดข้อมือหรือนิ้วมือ เรามักจะเกร็งแขนและไหล่เพื่อเลี่ยงความเจ็บปวดโดยไม่รู้ตัว การเกร็งท่าเดิมซ้ำๆ นานวันเข้า ส่งผลให้กล้ามเนื้อบ่าและคอเกิดความเครียดและอักเสบตามมา หรือในบางกรณี โรครูมาตอยด์เองก็สามารถส่งผลกระทบต่อข้อต่อบริเวณกระดูกคอได้เช่นกันครับ
พันธุกรรม: หากคนในครอบครัวเคยเป็นโรคข้ออักเสบ มีโอกาสที่เราจะเป็นได้มากขึ้น
เพศและอายุ: ผู้หญิงในวัยใกล้หมดประจำเดือนมีโอกาสเป็นโรครูมาตอยด์สูงกว่าผู้ชาย
อาหารการกิน: สำหรับโรคเก๊าท์ การทานอาหารที่มีพิวรีนสูง (เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผักบางชนิด) กระตุ้นอาการได้
น้ำหนักตัว: น้ำหนักที่มากเกินไปทำให้ข้อเท้าและเข่าต้องรับภาระหนัก
การรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง: การหยุดยาเองทำให้การอักเสบสะสมและทำลายข้อต่ออย่างถาวร
เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าเป็นโรคอะไร คุณหมอจะใช้วิธีดังนี้ครับ
การตรวจร่างกาย: ดูตำแหน่งที่บวม ความร้อนของผิวหนัง และการติดขัดของข้อ
การตรวจเลือด: เช็คค่าการอักเสบ (ESR, CRP), ตรวจหาปัจจัยรูมาตอยด์ (RF), ตรวจภูมิคุ้มกัน (Anti-CCP) และระดับกรดยูริก
เอกซเรย์: เพื่อดูว่าช่องว่างระหว่างข้อแคบลงหรือมีกระดูกงอกผิดปกติหรือไม่
อัลตราซาวด์: ช่วยให้เห็นการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบข้อได้ชัดเจนในปัจจุบัน
คนไข้ส่วนใหญ่กังวลเรื่องการผ่าตัด แต่จริงๆ แล้ว การรักษาด้วยยาและการปรับพฤติกรรม คือหัวใจสำคัญครับ
การปรับพฤติกรรม: พักการใช้งานข้อที่ปวด ประคบอุ่น (หากปวดเรื้อรัง) หรือประคบเย็น (หากบวมแดงร้อน)
การใช้ยา: มีทั้งยาลดการอักเสบ ยาแก้ปวด และที่สำคัญคือ "ยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค" ในกรณีรูมาตอยด์ ซึ่งจะช่วยหยุดยั้งไม่ให้โรคทำลายข้อต่อ
การฉีดยาเฉพาะจุด: หากมีการอักเสบเฉพาะจุดที่รุนแรง การใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทางเพื่อฉีดยาเข้าข้อจะแม่นยำและปลอดภัยมากครับ
กายภาพบำบัด: ยืดเหยียดกล้ามเนื้อบ่าคอ และบริหารข้อเพื่อให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัว
โรครูมาตอยด์และเก๊าท์เป็น "โรคเรื้อรัง" ครับ แม้อาจจะไม่หายขาดแบบเป็นหวัด แต่เราสามารถ "ควบคุมโรคให้สงบ" ได้ (Remission) ถ้าทานยาต่อเนื่อง คนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป เดินเที่ยว เล่นกับลูกหลานได้โดยไม่มีอาการปวดครับ แต่ถ้าหยุดยาเอง โรคมักจะกลับมากำเริบได้เสมอ
ทานยาตามสั่ง: ห้ามหยุดยาเองแม้จะหายปวดแล้ว
บริหารข้อเบาๆ: ออกกำลังกายในน้ำหรือเดินเบาๆ เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของข้อ
คุมน้ำหนัก: ลดภาระให้ข้อเท้าและเข่า
เลี่ยงท่าทางที่ฝืนธรรมชาติ: เช่น การสะบัดข้อมือแรงๆ หรือการก้มคอเล่นมือถือนานๆ
สังเกตอาการผิดปกติ: หากมีอาการบวมแดงร้อนที่ข้อ ต้องรีบพบแพทย์ทันที
Q: ทำไมคุณหมอแต่ละคนวินิจฉัยไม่เหมือนกัน? A: อาการของรูมาตอยด์และเก๊าท์ในระยะแรกอาจจะคล้ายกันมากครับ การวินิจฉัยต้องอาศัยผลเลือดร่วมกับประวัติการดำเนินโรค การกลับไปตรวจซ้ำและนำประวัติเดิมให้คุณหมอดูจะช่วยให้แม่นยำขึ้นครับ
Q: ปวดคอและไหล่ร่วมด้วย อันตรายไหม? A: ส่วนใหญ่มักเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบเนื่องจากการเกร็งเลี่ยงปวดข้อ แต่ถ้ามีอาการแขนอ่อนแรงหรือชาร้าวลงมือ ควรเข้ารับการตรวจเอกซเรย์หรือ MRI เพิ่มเติมครับ
อาการปวดข้อมือ ข้อเท้า และลามไปคอบ่า มักเป็นอาการต่อเนื่องของการอักเสบเรื้อรัง
การวินิจฉัยโรคข้อต้องอาศัยทั้งการตรวจร่างกายและผลเลือดที่แม่นยำ
หัวใจสำคัญของการรักษาคือ "ความต่อเนื่อง" ของการทานยาและพบแพทย์
โรคข้ออักเสบส่วนใหญ่รักษาได้ด้วยยาและการปรับพฤติกรรม ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
การปล่อยให้ปวดเรื้อรังโดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะข้อผิดรูปหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดข้อมือ #ปวดข้อเท้า #โรครูมาตอยด์ #โรคเก๊าท์ #ปวดคอบ่าไหล่ #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดข้อ #นิ้วล็อค #ออฟฟิศซินโดรม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #WristPain #RheumatoidArthritis #Gout #NeckPain #Orthopedics